รอยยิ้มตรงมุมปากของหญิงวัยกลางคนแย้มกว้างขึ้นทันทีเธอเดินตรงเข้าไปในร้านก่อนจะถือกระสอบใบใหญ่กลับออกมาอย่างรวดเร็วดูเหมือนว่าเธอจะห่อขนมปังเตรียมเอาไว้เรียบร้อยอยู่แล้ว
“ได้แล้วค่ะ”
โอ้โฮ ช่างเป็คนที่ทำงานคล่องแคล่วดีจริง ๆแถมรู้วิธีหากำไรให้ตนเองด้วย
“ดิฉันยังเตรียมเพิ่มให้ได้อีกนะคะ”
ยิ่งได้ฟังแบบนั้นเคลก็ยิ่งรู้สึกถูกอกถูกใจอีกฝ่ายมากขึ้นกว่าเดิมและในตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินอีกเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“ท่านลอร์ด!ร้านของเราสามารถเตรียมให้ท่านได้มากกว่านี้อีกครับ”
ชายชราคนหนึ่งยกมือมาจากอีกฟากถนนพร้อมกับเดินตรงเข้ามาหาทั้งที่ยังสวมชุดคนอบขนมปังเมื่อเห็นท่าทางกระตือรือร้นเช่นนั้น เคลก็โยนเหรียญทองให้ชายชราและกล่าวขึ้นว่า
“ครั้งหน้าฉันจะไปที่ร้านนายแล้วกันเตรียมไว้หนึ่งกระสอบด้วยล่ะ”
“ขอบพระคุณครับ!”
เขารู้สึกประทับใจขึ้นมาเมื่อก่อนคนเหล่านี้คอยหลบเลี่ยงอันธพาลอย่างเคลอยู่เสมอแต่พอเวลาหาเงินก็เข้าหาเขาอย่างไม่ลังเลบางทีอาจเป็เพราะชาวบ้านรู้ว่าเคลไม่ได้ทำร้ายใครไปทั่วนอกจากพวกนักเลงข้างถนน ส่วนเขาเองก็พอจะรู้เหตุผลที่อาณาเขตเฮนิทุสรํ่ารวยแล้ว
ดูเหมือนข่าวลือที่เมื่อวานเคลซื้อขนมปังไปหนึ่งกระสอบด้วยเงินหนึ่งเหรียญทองจะแพร่กระจายไปทั่วย่านร้านขนมปังเงินหนึ่งล้านเกลลอนทำให้ผู้คนต่างตกตะลึงกับจำนวนเงินซึ่งเทียบเท่ากับยอดขายในหนึ่งสัปดาห์และดวงตาก็เริ่มเป็ประกายเพราะพฤติกรรมแปลก ๆ ของเคล
พรุ่งนี้มารับขนมปังจากทั้งสามร้านก็เป็อันเรียบร้อย
เคลโยนเหรียญทองให้พวกเขาคนละเหรียญพรุ่งนี้ก็จะได้ขนมปังมาร้านละหนึ่งกระสอบชายหนุ่มรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเพราะดูเหมือนงานที่ทำอยู่จะผ่านไปได้อย่างราบรื่น
ทว่ามีใครบางคนเฝ้าสังเกตการกระทำของเขาอยู่
“อืม”
หัวหน้าพ่อครัวอย่างบีครอสนั่นเองที่คอของเขาพันผ้าพันแผลไว้เช่นเดียวกับบิดาและกำลังคอยสังเกตเคลจากมุมหนึ่งของถนนเขาเฝ้ามองเคลที่แบกกระสอบขนมปังและแวะซื้อสมุนไพรสองสามอย่างไปด้วยก่อนจะมุ่งหน้าไปทางเขตสลัมอย่างเงียบๆ
“...หรือเขาจะเสียสติไปแล้ว”
ั้แ่เมื่อวานนี้แล้วไม่ว่าจะดูอย่างไรก็เหมือนว่าเคลจะเป็บ้าไปแล้วจริง ๆ
ตอนที่บิดาบอกว่าอีกฝ่ายเป็คนน่าสนใจเขาก็ยังไม่ได้ใส่ใจมากนัก ทว่ายิ่งสังเกตมากเท่าไรก็ยิ่งพบว่าเคลน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้นและดูเหมือนว่าจะน่าสนุกพอ ๆ กับการจับตามองเ้าหนุ่มผมดำนั่นเช่นกัน ประกายแปลก ๆเริ่มหมุนวนอยู่ในแววตาของบีครอส
ใน่เวลานั้น บิลลอสผู้เป็เ้าของร้านนํ้าชาซึ่งอาคารที่สูงที่สุดในเมืองเองก็กำลังจิบชาไปพร้อมฟังรายงานจากบริวารของตน
“ท่านลอร์ดเคลเข้าออกเขตสลัมบ่อย ๆอย่างนั้นเหรอครับ”
“ครับ ท่านบิลลอส”
“อย่างนั้นเองสินะครับ”
“และก็มีการติดต่อมาจากทางเมืองหลวงด้วยครับ”
“อย่างนั้นเหรอครับ”
แม้ว่าจะถูกบดบังอยู่ภายใต้ใบหน้าอันอวบอ้วนแต่ดวงตากลมโตของเขาก็เปล่งประกายแวววับ บริวารชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวรายงานต่อ
“ครับพวกเขาบอกว่าทางราชวงศ์กำลังจะเรียกรวมตัวเร็ว ๆ นี้ดังนั้นจึงขอให้ท่านบิลลอสรีบกลับไปโดยเร็วเพื่อรับมอบหมายหน้าที่ต่อไปครับ”
เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะดังกึกและชี้นิ้วไปทางบริวารของตน
“ออกไปได้แล้วครับ”
บริวารคนนั้นหลบเข้าไปในเงามืดและหายตัวไปจากห้องอย่างไร้สุ้มเสียงบิลลอสทอดสายตามองไปยังตำแหน่งที่อีกฝ่ายเคยยืนอยู่เงียบ ๆจากนั้นมุมปากข้างหนึ่งก็กระตุกขึ้น
“จะให้ฉันทำหน้าที่เป็หมาเฝ้าบ้านอีกแล้วหรือไง”
สายตาของเขาเคลื่อนไปยังนอกหน้าต่างและเหม่อมองออกไปยังที่ที่ไกลแสนไกลประหนึ่งว่าจะมองไปถึงเมืองหลวงอันไกลโพ้น
“นะ...นี่ไม่ใช่ขนมปังนี่ไม่ใช่ขนมปัง”
“แล้วยังไง”
เคลแค่นหัวเราะใส่เด็กหญิงที่กำสมุนไพรไว้ในมือแล้วเอาแต่พึมพำคำว่า‘ไม่ใช่’ ไม่หยุด จากนั้นเขาจึงมุ่งหน้าไปยังต้นไม้กินคนทว่ากลับถูกเด็กชายขวางทางเอาไว้เสียก่อน
“จะตายไม่ได้นะ”
คราวนี้เป็น้องชายที่ก้าวเข้ามาแต่เคลไม่ได้ขมวดคิ้วแล้ว เขาทำเพียงเดินผ่านเด็กคนนั้นไป
เคล ไม่สิ คิมรกซูเด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรโดดเด่นผู้คนมากมายจึงรู้สึกเห็นอกเห็นใจเด็กที่น่าสงสารอย่างเขา
“เราจำเป็ต้องมีเหตุผลเวลารู้สึกเห็นใจคนน่าสงสารด้วยเหรอ”
นั่นเป็สิ่งที่เขาเคยได้ยินเมื่อยังเด็กมาก‘เด็กเหลือขอ’ ‘เด็กกำพร้าที่น่าสงสาร’ ‘ไม่มีเหตุผลที่ต้องเห็นใจ’แม้จะมี่หนึ่งที่เขายอมรับคำพูดพวกนี้โดยบิดเบือนความหมายของมันไปแต่หลังจากโตขึ้น เขาก็เข้าใจความหมายที่แท้จริง
เราไม่ต้องมีตรรกะเหตุผลกับสิ่งที่ใจอยากทำหรอกไม่จำเป็ต้องใช้เหตุผลก็ได้ด้วยซํ้า
“น่าหงุดหงิดจริง ๆ”
เคลเกลียดการเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ เจ็บป่วยที่สุดแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีความคิดจะเข้าไปดูแลหรือออกตัวปกป้องเขาขมวดคิ้วและพูดกับเด็กหญิงที่เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาหาด้วยท่าทางลังเลโดยมีเด็กชายเดินตามเธอมา
“ไม่ตายหรอกน่า”
พอเขาพูดแบบนั้น สองพี่น้องก็เลิกตามมาในที่สุดเคลรู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไรนักเมื่อคิดได้ว่าเพิ่งเผลอทำสิ่งที่ตนเองเกลียดที่สุดไปเขาเกลียดการสอดรู้สอดเห็นเื่คนอื่นมากแต่วันนี้เขาก็เพิ่งจะทำสิ่งที่เรียกว่าการยุ่งเื่ชาวบ้านลงไปเช่นกัน
วี้ดดดด
‘เอาอีก ขออีก’
“ได้สิ กินเข้าไปอีกเยอะ ๆ”
เคลเทขนมปังใส่ต้นไม้กินคนพรวดเดียวจนหมดมาถึงตอนนี้เขาก็ไม่รู้สึกกลัวขนาดนั้นอีกแล้วเพียงชั่วพริบตาขนมปังก็หายลับไปในความมืด ทว่าตอนนี้คงกํ้ากึ่งที่จะเรียกมันว่าความมืดเพราะสีบริเวณนั้นเริ่มกลายเป็สีเทาแล้วซึ่งนั่นเป็สีที่จะปรากฏให้เขาเห็นเพียงคนเดียวเท่านั้น
นี่สิถึงจะคุ้มกับเงินที่เสียไปหน่อย
หลังจากเทขนมปังอีกกระสอบลงไปจนหมดเคลก็มุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ ั้แ่ตอนที่เทขนมปังกระสอบที่สองลงไปเขาก็ไม่เห็นเงาของสองพี่น้องนั่นแล้ว นั่นทำให้เคลรู้สึกสบายใจขึ้นกว่าเดิม
แต่ในจังหวะนั้นเองเขาพลันชะงักไปเมื่อเห็นแมวสองตัวร้องครวญครางอยู่ตรงหัวมุมถนนระหว่างทางกลับคฤหาสน์
พวกแมวเมื่อวานนี่นา อย่าบอกว่าจำฉันได้ด้วยนะ
แมวสีเงินและแมวสีแดงพวกมันสองตัวหยุดส่งเสียงร้องและจ้องมองเคลตาไม่กะพริบ แต่เขาไม่อยากสร้างปัญหาใดๆ โดยไม่จำเป็ จึงเมินหน้าหนีแมวสองตัวนั้นแล้วรีบมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์
แล้วเขาก็ต้องได้ยินเื่น่าใจากบิดา
“...ท่านพ่อโปรดพูดอีกครั้งได้ไหมครับ”
“ได้สิ เคล”
ถัดจากเคลก็คือบาเซนที่ถูกเรียกตัวมาด้วยเช่นกันเื่ราวของตระกูลเคานต์เฮนิทุสซึ่งไม่ได้อธิบายไว้ในหนังสือกำลังปรากฏขึ้นจริงตรงหน้าของเขา
“พ่อจะให้ลูกไปเข้าร่วมงานเลี้ยงของราชวงศ์ในฐานะตัวแทนตระกูลเรา”
เขารู้สึกวิงเวียนอยู่ครู่หนึ่ง
“เดิมทีบาเซนจะเป็คนไปแต่ถึงยังไงลูกก็เป็บุตรชายคนโตของตระกูล”
เคลได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆขณะมองเคานต์เดรูธซึ่งกำลังยิ้มบาง ๆ
ร่วมงานเลี้ยงของราชวงศ์ใน่เวลาแบบนี้เนี่ยนะ
เคลรีบนึกถึงเนื้อหาในนิยายกำเนิดวีรชน ระหว่างที่เดรูธยังคงพูดต่อ
“คราวนี้ทางราชวงศ์จัดงานเลี้ยงครั้งใหญ่พวกเขาส่งสารเชิญทายาทของตระกูลขุนนางที่ดูแลแต่ละอาณาเขตให้ไปร่วมงานด้วยถึงนี่จะเป็ครั้งแรกที่ลูกไปร่วมงานเลี้ยงของราชวงศ์แต่บาเซนเคยไปร่วมงานที่คล้ายกันมาั้แ่สองปีก่อนแล้วครั้งนี้พ่อเลยอยากให้ลูกได้ไปบ้าง”
งานเลี้ยงครั้งใหญ่ของทางราชวงศ์คำนี้ทำให้เคลนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาได้
เหตุวินาศกรรมที่จัตุรัสกลางเมือง
สถานที่รวมตัวของผู้คนจำนวนมหาศาลในเมืองหลวงองค์กรลับได้ลงมือก่อการร้ายขึ้นที่นั่นและคนที่หยุดยั้งเหตุการณ์นี้ได้เกินครึ่งก็คือชเวฮันวีรบุรุษของพวกเรานั่นเองนี่นับเป็ครั้งที่สี่ที่ชเวฮันได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับองค์กรลับ
ชเวฮันช่วยชีวิตประชาชนที่อยู่ในจัตุรัสไว้เป็จำนวนมากจึงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เขายังได้พบองค์รัชทายาทและผูกมิตรกับอีกฝ่าย
เคลรู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที
ในตอนนั้นเื่ราวดำเนินผ่านมุมมองชเวฮันเป็หลักในหนังสือจึงไม่ได้กล่าวถึงการรวมตัวของเหล่าทายาทตระกูลขุนนางไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเกิดเหตุวินาศกรรมสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวชเวฮันจึงมีเพียงการสร้างพันธมิตรใหม่และมีผู้สนับสนุนที่เปี่ยมด้วยอำนาจอันแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น
ฉันต้องไปอยู่ในสถานที่ที่มีการก่อการร้ายงั้นเหรอ
เขาย่อมไม่รู้ว่าเหล่าทายาทตระกูลขุนนางจะมารวมตัวกันที่จัตุรัสนั้นด้วยหรือไม่เคลจึงนึกถึงเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในกำเนิดวีรชน
‘ผู้คนมากมายมารวมตัวกัน ณ จัตุรัสใจกลางเมืองตรงแท่นปะรำพิธียังคงว่างเปล่าเพื่อรอการมาถึงของราชวงศ์ที่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นในไม่ช้านอกจากนี้กลุ่มคนที่น่าจะเป็บรรดาคนใหญ่คนโตได้ดึงดูดสายตาของชเวฮัน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเหล่าพลเมืองทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็กน้อย หนุ่มสาว และผู้สูงวัยอีกมากมายมารวมตัวกันอยู่ที่นี่อีกด้วยหัวใจของชเวฮันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงด้วยความรู้สึกร้อนรน’
‘เพราะเขาไม่อยากเห็นภาพผู้บริสุทธิ์ต้องตายอีกแล้ว’
ทายาทจากตระกูลขุนนางจะรวมอยู่ใน ‘บรรดาคนใหญ่คนโต’ ด้วยหรือเปล่านะ
ในระหว่างที่เดรูธกำลังพูด เคลก็ชำเลืองมองบาเซนเด็กหนุ่มมองตรงไปที่บิดาทั้งสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์แถมยังไม่แม้แต่จะเหลือบสายตามาทางพี่ชายของตนเลยสักครั้ง
เขาบอกว่าเดิมทีเ้าเด็กนี่ก็ไปร่วมงานแบบนี้อยู่แล้วงั้นควรบอกให้บาเซนไปดีไหมนะ
เคลอ้าปากพะงาบ ๆ อยู่หลายครั้งเขาไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้สถานที่อันตรายแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าพอที่จะเอ่ยชื่อบาเซนออกมาได้
ความสัมพันธ์ที่ไม่แย่แต่ก็ไม่ได้ดีนั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างบาเซนกับเคลคนเดิมบาเซนรู้สึกว่าเคลเข้าหายากเกินไปและยุติไว้แต่เพียงเท่านั้น
ในหัวของเคลเริ่มสับสนวุ่นวาย
เดิมทีเคลเคยไปที่นั่นมาก่อนหรือเปล่านะแต่ก็ไม่มีทางที่พวกเขาจะส่งอันธพาลไปร่วมงานที่เมืองหลวงหรอก
แล้วทำไมถึงตั้งใจจะส่งฉันไปกันล่ะ ฉันทำอะไรผิดไปจนทำให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้นหรือเปล่า
“นับจากนี้อีกห้าวัน ลูกก็ออกเดินทางได้เลย”
จากคำว่านับจากนี้อีกห้าวันที่ออกมาจากปากของเดรูธไม่ว่าเื่ราวตามต้นฉบับจะดำเนินไปแบบไหนก็ตามแต่เขามั่นใจว่าเคลคนเดิมไม่ได้ไปที่เมืองหลวงแน่ ๆ
เพราะในอีกสี่วันข้างหน้าหมอนั่นจะโดนชเวฮันอัดจนน่วมก่อนจะถูกหามกลับมาที่คฤหาสน์จึงไม่มีทางที่เขาจะไปเมืองหลวงในสภาพนั้นได้อย่างแน่นอน
“เคล ก่อนที่บาเซนจะเป็คนทำหน้าที่นี้ลูกเองก็เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงพวกนี้มาหมดแล้วลูกแค่นึกถึง่เวลานั้นเข้าไว้แล้วเดินทางไปร่วมงานอย่างสบายใจเถอะ”
“ท่านพ่อ”
เดรูธหันมองตามเสียงเรียกของเคลส่วนบาเซนเองก็ค่อย ๆ ชำเลืองสายตามาทางพี่ชายเช่นกัน
“เื่นี้ออกจะกะทันหันไปสักหน่อยผมเลยยังรู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูก ั้แ่สองปีก่อนผมก็ไม่ได้ไปเหยียบที่นั่นเลยและผมไม่รู้เหตุผลด้วยซํ้าว่าทำไมถึงต้องเป็คนไปด้วยดังนั้นเลยอยากขอเก็บไปคิดก่อนนะครับ”
เดรูธตอบกลับมาว่าเข้าใจแล้วและบอกให้ทั้งสองคนออกไปได้ สองพี่น้องจึงออกมาจากห้องหนังสือ
ในหัวของเคลเต็มไปด้วยเศษเสี้ยวนับไม่ถ้วนที่แตกกระจัดกระจายเป็เสี่ยงๆ ก่อนจะกลับมารวมตัวกันครั้งแล้วครั้งเล่า ความคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นมากมายบางทีเดรูธอาจส่งบาเซนไปแทนหากเคลก่อเื่ขึ้นมาและบอกว่าเขาไม่อยากไปแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้นอยู่ดี
“ท่านพี่”
ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงบาเซนผู้เป็น้องชายจึงหันหน้าไปตามเสียงเรียกทั้งที่บาเซนเป็คนเรียกเคลเองแท้ ๆ แต่แทนที่จะมองหน้ากัน เด็กหนุ่มกลับเอาแต่มองตรงไปข้างหน้าพร้อมทำสีหน้าเรียบเฉย
บาเซนหนุ่มน้อยวัยสิบห้าปียังคงพูดกับพี่ชายโดยไม่สบตาเหมือนอย่างเคย
“ไม่มีเหตุผลที่ท่านพี่จะไปไม่ได้หรอกนะครับ”
เคลถอนหายใจเสียงดังเฮ้อ
บาเซนเดินออกจากหน้าประตูห้องหนังสือและตรงกลับไปที่ห้องของตนโดยไม่แม้แต่จะสบตาเขาเลยสักครั้ง เคลมองท่าทางนั้นอยู่พักหนึ่ง
“...ไม่ควรเป็แบบนี้สิ”
เคลโดนผลักลงจากตำแหน่งผู้สืบทอดผู้นำตระกูลคนต่อไปแล้วแม้ว่าน้องชายอย่างบาเซนจะทำหน้าที่เหมือนเป็ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลมาั้แ่สองปีก่อนแต่เคล เฮนิทุส ก็ไม่สามารถเลิกทำตัวเป็อันธพาลได้ เขาจึงกลายเป็ตัวตลกในสายตาผู้อื่น
มีเหตุผลหลายประการที่คนอย่างเขาไม่สามารถเป็ตัวแทนตระกูลไปร่วมงานเลี้ยงของราชวงศ์ได้ทว่าบาเซนกลับบอกว่าไม่มีเหตุผลพรรค์นั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการที่เคลไปในฐานะตัวแทนตระกูลก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว
ถ้าเื่กลายเป็แบบนี้ มันจะยุ่งยากขึ้นมาจริงๆ น่ะสิ
หว่างคิ้วของเคลขมวดเข้าหากันจนเกิดรอยยับย่นเขาไม่ค่อยชอบใจสถานการณ์แบบนี้เลย
ไหนจะปัญหาอีกเื่
แต่ก็คุ้มค่าที่จะลองดู
เื่ที่เกิดขึ้นในอนาคตคุ้มค่าพอให้ลองดูเช่นกัน
มีความเป็ไปได้สูงที่เคลจะกลับมาได้โดยสวัสดิภาพไม่ใช่ในสภาพที่เป็ศพหรือได้รับาเ็
แต่ถ้าบาเซนตายโดยไม่ได้ขึ้นเป็เ้าเมือง ฉันต้องลำบากแน่
มีเหตุผลชัดเจนที่บาเซนจะต้องมีชีวิตรอดเพื่อชีวิตอันสะดวกสบายของเคลแม้ว่าจะยังมีน้องคนสุดท้องอย่างลิลลี่อยู่อีกคน แต่เธอยังเด็กเกินไป อีกเื่ก็คือหลังจากได้รับพลังโบราณในเมืองเวสเทิร์นมาแล้วเคลยังต้องออกไปตามหาพลังโบราณอื่น ๆ ที่อยู่นอกอาณาเขตเพิ่มด้วย
ใจของเขาเริ่มเอนเอียงยิ่งกว่าเดิม
เคลจ้องมองฮันส์ที่กำลังเดินเข้ามาหาตนถึงสีหน้าของผู้ช่วยพ่อบ้านจะดูเคร่งขรึมจริงจัง ทว่าแววตากลับปราศจากความหม่นหมองแม้จะเป็สีหน้าที่แสดงออกถึงความขมขื่น แต่แววตาของเขากลับกระจ่างชัด
“นายน้อยครับ คำขอจากแขกของท่านในวันนี้ —”
“ฮันส์”
เคลเอ่ยตัดบทเขาแล้วเปลี่ยนเื่
“เรียกแขกคนนั้นมาทีสิ”
“ครับ?”
เคลตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปเมืองหลวงแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อาจยอมรับสภาพที่จะต้องเดินเข้าปากเสืออยู่ดี ไหน ๆถ้าต้องทำก็ควรให้เื่ราวดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุดและไม่ว่าอย่างไรก็ต้องได้กำไรกลับมามากที่สุดจากการลงแรงครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
“อ้อ ถ้าเขาไม่มาก็บอกไปแบบนี้แล้วกัน”
เมื่อดูจากสีหน้าของฮันส์เคลมั่นใจว่าอีกฝ่ายจัดการเื่ของชเวฮันได้เป็อย่างดีถึงแม้ในนิยายชเวฮันจะทุบตีเคลไม่ยั้งมือแต่เคานต์เดรูธก็รับหน้าที่จัดงานศพให้หมู่บ้านแฮร์ริสในฐานะเ้าเมืองแถมยังอยู่จัดการความเรียบร้อยหลังจบงานอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เนื้อเื่ส่วนนั้นจะยังคงเป็ไปตามเดิม
“ค่าอาหาร”
“ครับ?”
“บอกให้เขามาหาฉันเพราะมีเื่ต้องให้เขาจ่ายค่าอาหารคืนแล้ว”
ผู้ช่วยพ่อบ้านฮันส์จึงสั่งให้ข้ารับใช้อีกคนรีบไปเรียกตัวชเวฮันมาทันที
“ตอนนี้หมอนั่นอยู่ที่ไหน”
“เอ่อ เท่าที่กระผมทราบดูเหมือนว่าเขาจะอยู่กับคุณรอนในห้องครัวของหัวหน้าพ่อครัวบีครอสครับ”
ขณะที่เคลก้าวเข้าไปในห้องหนังสือหัวใจก็เริ่มเต้นรัวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลสามคนนั้นจะสนิทกันมากขึ้นแล้วหรือเปล่านะ
“กระผมได้ยินมาว่าเขากำลังเรียนทำอาหารง่าย ๆจากหัวหน้าพ่อครัวบีครอสครับ”
“ทำอาหาร?”