เดิมทีจ้าวเสี่ยวชุ่ยคิดว่าเมื่อนางกล่าวเช่นนี้ บิดาและบุตรทั้งหลายคงจะเบิกบานขึ้นมาบ้างแต่คาดไม่ถึงว่าซูฉงกวงกลับแสดงสีหน้าเหยียดหยามเอ่ยถ้อยคำที่เจือไปด้วยความรังเกียจ "แค่ผลไม้เน่าๆสองสามลูก ก็ทำให้เจ้าดีใจได้ถึงเพียงนี้แล้วหรือ?"
"บัดนี้บ้านรองร่ำรวยขึ้นมาก กินดีอยู่ดี มองดูพวกเราสิชีวิตมิได้ดีไปกว่าขอทานเลยสักนิด"
พอพูดถึงเรื่องนี้ซูฉงกวงก็รู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างยิ่ง เมื่อหวนนึกถึงอดีตสามคนจากบ้านรองมีสถานะในตระกูลซูไม่ต่างจากทาส แต่ตอนนี้กลับตาลปัตรพวกเขากลายเป็นชาวเมือง ส่วนบ้านของตนกลับกลายเป็นผู้อพยพยากไร้ตอนนี้พวกบ้านรองคงกำลังหัวเราะเยาะพวกเขาลับหลังอย่างสนุกสนาน!
พอได้ยินเช่นนั้นความรู้สึกขื่นขมก็แล่นริ้วในใจของจ้าวเสี่ยวชุ่ยสิ่งที่กัดกินใจยิ่งกว่าคือความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากบิดาและบุตรของตน
ทุกวันนี้ตนเองตรากตรำขึ้นเขาขุดผักป่าหาฟืน ทั้งยังต้องทำอาหาร และซักผ้าให้พวกเขา คาดไม่ถึงว่าบิดาและบุตรเหล่านี้กลับปฏิบัติต่อนางด้วยท่าทีต่ำทราม
นี่เป็นการใช้ตนเองราวกับทาสกระนั้นหรือ?
ซูฉงกวงก็แล้วไปชาตินี้นางแต่งงานกับชายผู้นี้มานานปี ก็เข้าใจถึงธาตุแท้และความเห็นแก่ตัวของชายผู้นี้จนทะลุปรุโปร่งแล้ว นางเพียงแต่ไม่อยากเชื่อว่าบุตรชายที่เกิดจากท้องของตนเอง กลับปฏิบัติต่อนางแบบนี้เช่นกัน
ในบ้านหลังนี้นางยังมีฐานะอันใดให้กล่าวถึงได้อีก?
เมื่อคิดได้ดังนี้ในใจของจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็พลันเกิดความโศกเศร้า น้ำตาเอ่อคลอเบ้าแทบจะไหลริน
โชคดีที่นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆคราหนึ่ง กดความรู้สึกนั้นกลับลงไปอีกครา
นางยกมือขึ้นขยี้หางตาปัดฝุ่นที่เสื้อผ้า แล้วรีบตรงดิ่งไปยังห้องครัวโดยเร็ว
หลังจากวุ่นวายอยู่นานในที่สุดนางก็ทำข้าวต้มผักป่าหม้อใหญ่ได้สำเร็จยังมียำผักป่าและน้ำแกงผักป่าอีกด้วย สำหรับคนในครอบครัวแล้วนี่ถือเป็นอาหารที่ค่อนข้างดีเยี่ยมแล้ว เพราะมีกับข้าวถึงสองอย่างให้กิน
หากเป็นยามปกติบางทีบิดาบุตรตระกูลซูคงยอมรับแต่โดยดี ทว่ายามนี้เมื่อได้ยินเรื่องราววันคืนอันแสนสุขของบ้านรอง เมื่อมองดูอาหารของบ้านตนเองก็พลันเกิดความรู้สึกอัดอั้นราวกับกำลังกินอาหารของสุกร
ซูฉงกวงขมวดคิ้วกินไปคำหนึ่งก็แสดงสีหน้าเหยียดหยาม กระแทกตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง‘เพล้ง!’ "นี่เรียกว่าอาหารหรือ? นี่เรียกว่าอาหารคนหรือ?"
กับข้าวทั้งสองอย่างจ้าวเสี่ยวชุ่ยใส่น้ำปลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกทั้งเพราะที่บ้านต้องการประหยัดจึงไม่อาจใส่น้ำปลามากได้ รสเค็มในจานจึงแทบไม่ต่างอะไรจากน้ำเปล่า
ว่าไปแล้วผักป่าก็มีกลิ่นหอมละมุนสดชื่นอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นข้าวต้ม เกี๊ยว หรือโจ๊ก ทุกอย่างล้วนทำจากผักป่าถึงแม้จ้าวเสี่ยวชุ่ยจะพยายามปรุงแต่งรสชาติสักเพียงใดผักป่าก็ยังคงเป็นผักป่าอยู่วันยังค่ำ
สุภาษิตว่าสตรีที่ฉลาดก็ยากจะทำอาหารได้หากไม่มีข้าวสาร ที่บ้านขาดน้ำมันขาดเกลือไม่ว่าใครทำ รสชาติคงมิได้ดีไปกว่านี้
ซูฉงกวงไม่เคยแยแสสิ่งเหล่านี้อยู่แล้วถึงแม้เขาจะไม่เคยลงมือทำเอง เพียงแค่สั่งการด้วยวาจาก็ไม่ได้ทำให้เขาลดละความเรื่องมากในการกิน
จ้าวเสี่ยวชุ่ยมิอยากสนใจเขาเท่าไรนักก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มในปาก นางเป็นห่วงสามีและลูกชายข้าวต้มที่ตักให้ตัวเองจึงเจือจางที่สุดเสมอ อีกทั้งยังมีแต่ผักป่าเสียเกินครึ่งนางคิดว่าสามีและลูกชายทำงานหนัก อยากให้พวกเขาได้กินเยอะหน่อย
ใครเลยจะคาดคิดว่าพวกเขาไม่เพียงแต่ไม่สำนึกในความปรารถนาดีของตนเอง กลับเอาแต่บ่นว่าโน่นว่านี่คนเป็นพ่อกระแทกตะเกียบแล้วเดินจากไป ลูกชายคงหิวโซกันเกินไปขมวดคิ้วกินข้ามต้มจนหมดสิ้น น้ำแกงผักป่าและยำผักป่าก็กินจนเกลี้ยงมิได้คิดจะเหลือน้ำใจให้จ้าวเสี่ยวชุ่ยแม้แต่น้อย
แม้แต่ข้าวต้มชามของซูฉงกวงก็ยังถูกพวกเขายื้อแย่งแบ่งกันกินจนหมด
กินเสร็จพี่น้องหลายคนก็สะบัดก้นเดินกลับไปยังห้องของตนมิมีใครคิดจะช่วยเก็บกวาดเลยแม้แต่น้อย
จ้าวเสี่ยวชุ่ยกินข้ามต้มที่เหลือในชามจนหมดภายในท้องก็มิรู้สึกว่าอิ่มหรือหิว ได้แต่ลากขาที่หนักอึ้ง ลุกขึ้นถอนหายใจเริ่มเก็บกวาดชามช้อน
เมื่อเก็บล้างชามช้อนจนหมดจดนางจึงออกมา ตั้งใจจะล้างผลไม้ป่ากินแก้กระหายก็เพิ่งจะเห็นว่าของในกระบุงถูกรื้อกระจุยกระจาย ผลไม้ป่าหายไปจนหมดเกลี้ยงเหลือเพียงเมล็ดผลไม้ที่ถูกแทะเล็มจนสะอาดสะอ้านกระจัดกระจายอยู่บนพื้นดินข้างเพิง
จ้าวเสี่ยวชุ่ยยืนเหม่อลอยสายตาจับจ้องอยู่ที่พื้นดินนางเองก็ไม่แน่ใจว่ากำลังเสียดายลานบ้านที่อุตส่าห์ทำความสะอาดไปเมื่อเช้ากลับต้องกลับมารกอย่างเดิมหรือรู้สึกเจ็บปวดที่สามีและลูกชายไม่เคยเห็นความสำคัญของนางเลยจมูกของนางเริ่มร้อนผ่าว น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้แต่แรกสุดท้ายก็ไหลรินออกมาอย่างไม่อาจห้าม
ร้องไห้อยู่นานก็มิมีผู้ใดสนใจนางจ้าวเสี่ยวชุ่ยจึงสะอึกสะอื้นเช็ดหางตาด้วยตนเอง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ คราหนึ่งแหงนหน้ามองฟ้า สุดท้ายก็หันกายกลับไปยังห้อง
ซูฉงกวงกำลังนอนอยู่บนเตียงวางแผนว่าท้ายที่สุดจะเข้าเมืองไปได้อย่างไร เมื่อเห็นจ้าวเสี่ยวชุ่ยเดินเข้ามาก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อก่อนนางมีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับจางอ้ายหลินแววตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย
เขากวักมือเรียกนาง"มานี่ซิ ข้าขอถามเจ้าหน่อยที่บ้านพวกเรายังมีเงินเหลืออยู่เท่าใด?"
ซูฉงกวงคิดว่าหากสามารถรวบรวมค่าเข้าเมืองของคนคนหนึ่งได้จ้าวเสี่ยวชุ่ยก็สามารถเข้าเมืองไปก่อน เจรจากับจางอ้ายหลินหากแสร้งทำเป็นน่าสงสารเล็กน้อยบางทีน้องสะใภ้อาจจะตอบตกลงพาคนในครอบครัวพวกเขาเข้าเมืองไปด้วยก็ได้
ทว่า...
ในขณะเดียวกันเขาก็กังวลอยู่เรื่องหนึ่งหากจ้าวเสี่ยวชุ่ยเป็นเช่นเดียวกับซูอี้ฉินเด็กคนนั้น เข้าเมืองไปแล้วก็หายเงียบมิกลับมา พวกเขาจะทำอย่างไรดี?
ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่จะมิได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะแม้แต่คนที่ซักผ้าทำอาหารให้พวกเขาก็ยังไม่มี เรื่องนี้มิได้การ!
เมื่อคิดได้อย่างนี้ซูฉงกวงก็พลันสลัดทิ้งความคิดเล็กน้อยที่เคยมี เมื่อไตร่ตรองถี่ถ้วนแล้วการเดินทางเข้าเมืองด้วยตนเองดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ท้ายที่สุดแล้วคงต้องพึ่งตนเอง เพราะใครอื่นมิอาจวางใจได้
จ้าวเสี่ยวชุ่ยมิรู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่แต่เมื่อเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้ นางก็รู้สึกกระวนกระวายใจ
ถึงกระนั้นจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็ยังมิกล้าปิดบัง นับนิ้วคำนวณ จากนั้นจึงเอ่ยอย่างลังเลว่า"น่าจะ... มีเงินอยู่ยี่สิบอีแปะ"
"อะไรนะ? ยี่สิบอีแปะ!"
พอได้ยินซูฉงกวงก็พลันขมวดคิ้ว ถ้อยคำยังเจือด้วยความดุดัน "ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันที่ข้าถามเจ้ามิใช่บอกว่ายังมีเงินอยู่สามสิบอีแปะมิใช่หรือเหตุใดบัดนี้จึงเหลือเพียงยี่สิบอีแปะเล่า?"
เมื่อได้ยินคำถามนั้นสีหน้าของจ้าวเสี่ยวชุ่ยพลันบึ้งตึง น้ำเสียงก็พลันขุ่นเคือง"เจ้าคิดว่าของกินของใช้พวกนี้มันตกลงมาจากฟ้าหรือ?"
นางไล่เรียงออกมาทีละอย่าง"ซื้อเกลือใช้เงินห้าอีแปะ ข้าวสารครึ่งถังใช้เงินสามอีแปะยังมีเงินอีกสองอีแปะ วันก่อนซ่อมเสื้อผ้า ซื้อเข็มกับด้าย"
"หรือเจ้าคิดว่า ข้าจะซุกเงินเอาไว้กระนั้นหรือ?"
จ้าวเสี่ยวชุ่ยโกรธจนริมฝีปากสั่นระริกมีเงินอยู่เพียงเท่านั้น นางอยากจะแบ่งมันออกเป็นแปดส่วน ใช้อย่างประหยัดที่สุดตอนนี้ในบ้านแม้แต่จะกินยังมิอิ่มท้องนางจะมีจิตใจที่จะคิดเล็กคิดน้อยเหล่านั้นได้อย่างไร?
มิพักต้องกล่าวถึงอดีตแม้แต่ก่อนหน้านี้ นางก็ยังคงเสียสละเพื่อครอบครัวมาโดยตลอดโดยมิได้ใส่ใจความสุขของตนเอง
บางทีอาจเป็นเพราะแต่ก่อนมีบ้านรองไว้ให้เปรียบเทียบจ้าวเสี่ยวชุ่ยจึงมิรู้สึกว่าฐานะของตนเองในบ้านหลังนี้ต่ำต้อยสักเท่าใดทว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ นางกลับมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น