เสียงแส้ฟาดที่หลังใครคนหนึ่ง ในห้องมืดทึบในเวลาค่ำคืน ห้องนั้นมีเพียงหน้าต่างเท่านั้นที่เป็แสงสว่าง อีกทั้งหน้าต่างนั้นก็มีเหล็กเรียงเป็ซี่ๆ ในแนวตั้งขวางทางออกจากหน้าต่างอีกด้วย นอกนั้นเป็ห้องมืดทึบ เหงื่อของคนๆ นั้นไหลซึมไปทั่วตัวด้วยความร้อนอบอ้าว แส้นั้นยังฟาดไม่สาแก่ใจคนที่ยืนอยู่ข้างหลังคนฟาด เขาทนไม่ได้จึงคว้าข้อมือคนที่ฟาด
“เอามานี่!” คนที่ฟาดนั้นมีสีหน้าใ
“ฝะ ฝ่าา ทรงอย่าให้พระอนุชาจินสั่ว…” จินหรงหน้านิ่ง และกระหน่ำฟาดจินสั่วที่ถูกตรึงด้วยโซ่ทั้งสี่ด้านแขนขา เด็กน้อยกัดฟันด้วยความทรมาน ระหว่างที่จินหรงฟาดอยู่นั้นบทสนทนาก็เอ่ยขึ้นมา
“นี่คือโทษของเ้าที่แอบลักลอบหนีออกจากวัง” เหมือนจะเอาให้ตาย! จินสั่วเกลียดพี่ชายของตนมาก เขาไม่้าแก้แค้น เขา้าหนีออกไปอยู่ที่ๆ ไม่มีคนอย่างจินหรงรบกวน ั้แ่ฮ่องเต้และฮองเฮาจากไป เขาไม่เคยได้รับความเมตตาจากพี่ชายตนเองเลย ตรงข้ามกันมีแต่ความเ็า และความโหดร้ายมาโดยตลอด
“พอแล้วฝ่าา พระอนุชาทรงยังเด็กเล็กนัก ค่อยๆ สอนก็ได้พะย่ะค่ะ”
“หุบปากไปซะ! ถ้าไม่อยากให้จินสั่วตายคามือ ก็จงหุบปาก”
“พะย่ะค่ะ” เหล่าบรรดาองครักษ์ต่างสงสารองค์ชายน้อยอย่างจับใจ ที่ต้องรับโทษทัณฑ์ที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าตาย จินหรงหยุดฟาดเมื่อสาแก่ใจเขาแล้ว เหล่าองครักษ์พยายามจะเข้าไปหาจินสั่ว
“แก้มัดและจับโยนเข้าห้องนอนซะ”
“พะย่ะค่ะ” เหล่าองครักษ์แก้มัดจินสั่วออกจากกัน และอุ้มจินสั่วออกไป
ดูสิ! ขนาดองครักษ์ยังรักข้ามากกว่าเสด็จพี่อีก! หัวใจทำด้วยอะไรกันนะ?
ยิ่งนานวัน ความสัมพันธ์ระหว่างจินสั่วและจินหรงมีรอยร้าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รอวันที่มันแตกสลาย ถึงวันนั้นก็คงจะสายเกินไปที่กลับมาคืนดีกันอีก แต่แล้วจินหรงตัดสินใจอุ้มจินสั่วแทน เมื่อมาถึงห้องนอน ก็จับโยนจินสั่วจริงๆ ท่ามกลางเสียงร้องอย่างใของเหล่านางกำนัลและองครักษ์ นางกำนัลคนหนึ่งอุทานออกมาเบาๆ
“รุนแรงเกินไปแล้ว” และดาบของจินหรงนั้นก็พุ่งมายังนางกำนัลคนนั้น
“ถ้าเ้ายังไม่อยากถูกตัดลิ้น ก็อย่าสะเออะออกความคิดเห็น”
“พะ เพคะ” นางกำนัลคนนั้นกลัวลนลาน จินสั่วพยายามพูดทั้งๆ ที่าเ็อยู่
“ขะ ข้า ข้าเกลียดท่านพี่ที่สุดเลย!” ผลที่ตามมาคือโดนกระจินหรงกระทืบซ้ำ
“ว่าอย่างไรนะไอ้เด็กเวร!”
โอ๊ยยยยยยยย!!!!
“พอแล้วฝ่าา พอแล้วๆ” ทุกคนพยายามห้ามปรามไม่ให้จินหรงทำรุนแรงไปกว่านี้อีก บางคนพาจินสั่วไปรักษาแผล ก่อนที่จะอุ้มเขากลับเตียงเหมือนอย่างเคย จินหรงกำชับทุกคน
“ทุกคนจงฟัง”
“พะย่ะค่ะ/เพคะ”
“หากใครปล่อยให้จินสั่วหนีไปได้ พวกเ้าจะมีจุดจบเป็แบบนี้” และทุกคนต่างคนต่างกลัวและสยองไปพร้อมกัน เมื่อเห็นสภาพศพขององครักษ์กับนางกำนัลที่ปล่อยให้จินสั่วหนีไปที่อยู่ตรงหน้าทุกคนนั้น ศพนั้นถูกตัดหัวและตัดแขนตัดขา บางรายก็ถึงกับอ้วกออกมา ส่วนจินสั่วะโร้องไห้ด้วยความเสียใจ และคับแค้นใจมากที่พี่ชายทำแบบนี้กับเขาและคนรอบข้างเขา
กำแพงนั้นถูกก่อให้สูงขึ้นไปอีกหลายๆ เมตร
ทุกคนเร่งงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อตามพระประสงค์ของฮ่องเต้วัยเยาว์ที่กำลังสั่งอย่างโเี้และทารุณ เด็กชายคนหนึ่งถูกขังอยู่ในห้อง จ้องมองกำแพงที่สูงจนคนอย่างเขาไม่อาจปีนขึ้นไปได้อีก และหมู่บ้านที่เห็นมาตลอดในยามค่ำคืนกลับถูกเลือนหายไปเพราะกำแพงเมืองที่สูงเกินมนุษย์มนาคนไหนจะปีนออกไปได้
เสียงเปิดประตูห้องดังสนั่น เขาเร่งฝีเท้าและหันหน้าเด็กคนนั้นมามองกำแพงนั้นอย่างบีบบังคับ หลังจากที่เด็กคนนั้นทำหน้าเบือนหนีใส่เขา
“เสี่ยวเยี่ยนจือ เ้าดูไว้ซะ! หมู่บ้านที่เ้าอยากไปอยู่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว และอีกไม่นานข้าจะเผาหมู่บ้านนี้พร้อมกับท่านหลิงหลิง” เสี่ยวเยี่ยนจือเอ่ยขึ้นมาอย่างเ็า
“ท่านพี่เองก็ไม่ต่างจากอสูรที่ฆ่าครอบครัวเราหรอก” เสี่ยวเถาได้ยินประโยคนั้นจงลงมือตบหน้าน้องชายอย่างรุนแรง และกระชากผมมายังใบหน้าอันดุร้ายนั้น
“จำไว้นะเสี่ยวเยี่ยนจือ ถ้าเ้ายังออกไปอีก คราวนี้ แม้แต่ชีวิต เ้าจะไม่มีวันรักษาได้!” พูดจบ เสี่ยวเถาโยนเสี่ยวเยี่ยนจือออกจากตัวทันที และเสี่ยวเถาก็ออกจากห้องจากไป เมื่อเสี่ยวเถาออกจากห้องไป เสี่ยวเยี่ยนจือะเิน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจและคับแค้นใจ เมื่อทุกอย่างที่เขาปกป้อง มันกำลังถูกพี่ชายของเขาทำลายไป ด้วยพลังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวเสี่ยวเยี่ยนจือั้แ่เกิด ทำให้เกิดฝนฟ้าตกพรำไปทั่วพื้นที่ เสี่ยวเถาทำใจไม่ได้ที่เื่นี้เกิดขึ้น ต้องมาปลอบใจน้องชาย
“เฮ้อ ข้าเกลียดจริงๆ ที่ต้องทำแบบนี้กับเ้า” เสี่ยวเยี่ยนจือก็ตอบกลับไปเช่นกัน
“ข้าเองก็เช่นกัน” ทั้งคู่ปลอบใจกันอยู่นาน ฝนเลยไม่ตกมาอีก เสี่ยวเยี่ยนจือถูกกล่อมให้หลับจากเสี่ยวเถา เมื่อเสี่ยวเยี่ยนจือหลับลงไป เสี่ยวเถาก็กลับไปยังห้องพักของตน
หลายวันถัดมา
การเดินทางของจื่อรุ่ยก็สิ้นสุดลงในวังหลวงแคว้นั เขาเดินเข้าราชวังพร้อมทั้งแบกจื่อเว่ยที่อยู่ในหีบไม้ขนาดเล็กและเบานั้นเข้ามาในวังหลวงด้วย ระหว่างทาง ขุนนางชั้นผู้น้อยผู้ใหญ่ นางกำนัล ขันที และคนอีกจำนวนมากที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ต่างคนต่างคารวะเขา
“คารวะองค์ชายรอง” จื่อรุ่ยพยักหน้าเพียงเล็กน้อยและต่างคนต่างเดินไปทำหน้าที่อื่นๆ ของตน
ภายในท้องพระโรงที่ประดับประดาไปด้วยสีทองและสีดำ มีชายชราคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะอายุมากแล้ว ก็ยังคงความหล่อเหลาเหมือนสมัยหนุ่มๆ ไม่มีผิดเพี้ยน ใบหน้าของเขานั้นส่งต่อมายังลูกอย่างไม่น่าเชื่อ ชุดของเขานั้นสีดำปักลวดลายด้วยทองคำแท้ทั้งชุด มีหนวดเคราแทบท่วมใบหน้า่ล่าง ผมเผ้าถูกเกล้าด้วยกวานทองคำสลักลายัและบนกวานนั้นก็มีปิ่นหยกปักไว้ที่กลางมวยผมอีกที บัดนี้กำลังอ่านเอกสารรายงานอยู่ เมื่อจื่อรุ่ยเข้ามา เขาก็ปิดเอกสารลง
“จื่อรุ่ยขอถวายบังคมเสด็จพ่อ” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลขึ้นมาทันที และกล่องที่บรรจุจื่อเว่ยถูกเปิดออก ฮ่องเต้ทรงพระสรวลทั้งพระสุชล จื่อเว่ยพุ่งตรงหาพระองค์
“เสด็จพ่อ เสด็จพ่อ” ผู้เป็พ่อกอดลูกน้อยด้วยความรักและคิดถึง จื่อเว่ยยามนี้รู้สึกอบอุ่นในหัวใจมาก และตอนนี้เขารู้สึกปลอดภัย เมื่อพ่อลูกคลายกอดกัน ฮ่องเต้ทรงลูบผมกุมารตัวน้อยเบาๆ
“ข้าขอโทษที่มาช้าไปนะ”
“ไม่เป็ไรพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ หม่อมฉันเข้าใจเสด็จพ่อดี” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลอีกครั้งหนึ่ง
“เด็กดีๆ สมแล้วที่ถูกสอนมา ไปพักผ่อนเถอะ พ่อเตรียมห้องไว้ให้เ้าแล้ว” จื่อเว่ยยิ้มและข้าราชบริพารพี่เลี้ยงก็อุ้มจื่อเว่ยออกไป เมื่อจื่อเว่ยออกไปแล้ว จื่อรุ่ยร้องไห้ทันที
“ฮือๆๆๆ เสด็จพ่อ” ฮ่องเต้ทรงมีสีหน้าประหลาดพระทัยเล็กน้อย
“เ้าเป็อะไรไป จื่อรุ่ย” จื่อรุ่ยสบพระพักตร์ทั้งน้ำตา
“หมู่บ้านนั้น ถูกอสูรทำลายไปแล้ว” ฮ่องเต้ทรงหลั่งพระสุชลด้วยความโทมนัส และทรงโทมนัสยิ่งกว่าเมื่อทรงรับทราบว่า
“ซ้ำยังไม่พอ จื่อเว่ย น้องชายตัวน้อยเป็อสูรอีก” เมื่อมาถึงห้องที่ตระเตรียมไว้ พี่เลี้ยงคนนั้นอุ้มจื่อเว่ยลงหีบเหล็ก และปิดสนิทโดยไขกุญแจเพื่อกันไม่ให้ใครรบกวนอสูรน้อยในการพักผ่อน จื่อเว่ยตัวน้อยนอนหลับปุ๋ยทันทีที่หีบปิด
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความสนุกก็มาถึงอีกตอนนึงแล้วนะคะ ถ้าชอบอย่าลืมกดไลค์กดแชร์กันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ