เสียงกรีดร้องที่ได้ยินทำให้จ้าวเฉิงที่นั่งอยู่บนหลังม้าอารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อวานพวกตนขนสมบัติจวนโหลวลงไปซ่อนไว้ในห้องลับชั้นใต้ดิน ห้องนั้นถูกสร้างขึ้นอย่างแน่นหนา กลไกถูกติดตั้งอย่างซับซ้อนหากทะเล่อทะล่าเข้าไปโดยไม่มีกุญแจอยากที่จะมีชีวิตรอดกลับมา
จ้าวเหม่ยอิงนั่งเหม่ออยู่ในรถม้าโดยมีสาวใช้ช่วยปรนนิบัติ เมื่อวานพวกตนนำศพของทารกน้อยไปฝังที่สุสานของสกุลโหลวจนแล้วเสร็จ วันนี้จำต้องละทิ้งจวนกลับไปบ้านเดิมของบรรพบุรุษสกุลจ้าวชั่วคราว
“อยากพักระหว่างเดินทาง พวกเจ้าสามารถบอกข้าได้”
หยางหนิงจินควบม้ามาหยุดอยู่บริเวณหน้าต่างรถม้าที่ด้านในมีจ้าวลู่ชิง โหลวเจินจู ซูเซียง และเด็กชายตัวน้อยอย่างโหลวมู่หรงนั่งอยู่
“เจ้าควบม้าไปเถิด หากต้องการพักพวกข้าจะบอก”
จ้าวลู่ชิงดึงผ้าม่านลงจนมิดชิดเมื่อเห็นสายตาของคุณชายหยางที่พยามแอบมองเข้ามาในรถม้า
เฝิงเหล่าฮูหยินไม่เคยนั่งติดเก้าอี้ตั้งแต่วันที่สามีหายไปในยามค่ำคืน จิตใจนางเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด พยายามจะตามไปตัวจังหวัดแต่ถูกบุตรชายห้ามปรามเอาไว้ก่อน
ดวงใจราวกับถูกแผดเผาเมื่อรู้ว่าเกิดเหตุบางอย่างกับบุตรสาวคนเล็ก สิ่งที่นางฝันช่างแม่นยำ ใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตาร้องไห้มาหามันช่างบีบหัวใจให้นางทรมาน
“ท่านแม่อย่าได้กังวลไป ท่านพ่อกำลังเดินทางกลับมา” จ้าวฮูหยินปลอบใจแม่สามี นางเพิ่งได้รับข่าวจากพลเงาว่าบิดาสามีกับบุตรสาวนางกำลังพาจ้าวเหม่ยอิงและบุตรเดินทางกลับมาที่ซานเป่ย
“มันเกิดอะไรขึ้นกับบุตรสาวของข้า” ตบหน้าขาด้วยความเจ็บปวด ทำไมพวกนางต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายบ่อยครั้ง
“สวรรค์พวกท่านช่างใจร้ายกับพวกข้านัก วิบากกรรมพวกนี้ข้าไม่อยากรับไว้ พวกท่านจงเอาคืนกลับไปเดี๋ยวนี้”
จ้าวฮูหยินมองหญิงชราที่กล่าววาจาเลื่อนลอยราวกับคนเสียสติ ใจของนางพลันกระตุกกลัวว่าแม่สามีจะล้มป่วย
นางรีบส่งสายตาให้บ่าวรับใช้ไปตามสามีมาที่ห้อง “ท่านอย่าได้วิตกกังวลมากเกินไปเลยนะเจ้าคะ อาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้”
“เจ้าเห็นข้าแก่จนเลอะเลือนหรือ สามีข้ากับหลานสาวรีบเร่งเดินทางเข้าตัวจังหวัดยามค่ำคืน เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องล้อเล่นอย่างนั้นหรือ หากไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นกับบุตรสาวข้าพลุเจ็ดสีจะถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างไร” นางรู้เรื่องสัญญาณพลุเป็นอย่างดี เพราะสามีบอกกับนางเรื่องนี้
“น้องหญิงกำลังเดินทางกลับมา แสดงว่าไม่มีอะไรร้ายแรง ท่านแม่อย่าได้กังวลไปเลยนะขอรับ” จ้าวหยางเพิ่งก้าวผ่านประตูเข้ามาในห้องกล่าวปลอบใจมารดา
“ท่านพ่อส่งข่าวมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่ากำลังเดินทางกลับ ตอนนี้ก็น่าจะเข้าเขตหลงซีแล้วกระมัง”
นั่งกุมมือมารดาที่คอยกังวลเรื่องของบุตรสาวคนเล็ก
รถม้าห้าคันพร้อมกับม้าอีกสี่ตัววิ่งมุ่งตรงมายังหมู่บ้านกลางหุบเขาอย่างซานเป่ย หยางหนิงจินควบม้าตามขบวนมาไม่ห่าง ผ่านตัวอำเภอมาแล้วก็ไม่ยอมกลับบ้าน
“คุณชายหยางอยู่หมู่บ้านเดียวกับเจ้าหรือ” โหลวเจินจูสงสัยจึงถามขึ้น
“เปล่าเจ้าค่ะ คุณชายหยางเป็นบุตรชายนายอำเภอชิงเหอ”
“พวกเราผ่านอำเภอชิงเหอมานานแล้วมิใช่หรือ ทำไมเขาถึงตามพวกเรามา”
“สงสัยกลัวรถม้าหายกระมัง”
ซูเซียงรีบปิดปากกลั้นขำทันทีกับคำกล่าวของคุณหนู คนอย่างคุณชายหยางน่ะหรือจะกลัวรถม้าหาย คนขับรถม้าก็เป็นคนที่เขาหามาให้ พอส่งพวกนางเสร็จคนของเขาค่อยนำกลับไปก็ได้
รถม้าวิ่งมาหยุดหน้าประตูบ้านหลังใหญ่ นายประตูรีบเปิดประตูให้รถม้าเข้าไปจอดในลานอย่างรู้หน้าที่
บ่าวรับใช้ที่อยู่แถวนั้นต่างวิ่งไปเรียนฮูหยินผู้เฒ่าว่านายท่านผู้เฒ่ากลับมาแล้ว
เฝิงเหล่าฮูหยินรีบวิ่งมายังลานหน้าบ้านโดยไม่สนอายุ ทำให้บ่าวรับใช้กับลูกสะใภ้ตามไม่ทัน
จ้าวเหม่ยอิงถูกประคองลงจากรถม้าเห็นมารดาวิ่งมาทางตนก็น้ำตาไหล
“ท่านแม่”
“บุตรสาวข้า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” สวมกอดบุตรสาวที่มีใบหน้าซีดเซียว ไม่เหมือนบุตรสาวคนเดิมที่สดใสและงดงาม
“สบายดีเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าได้วิ่งแบบนี้อีกนะเจ้าคะ เกิดหกล้มขึ้นมาจะทำเช่นไร อายุท่านก็มิใช่น้อย ๆ แล้ว”
“แม่แค่เป็นห่วงเจ้า เกิดอันใดขึ้นกับเจ้ากันแน่” ลูบหน้าบุตรสาวด้วยความห่วงใย
“เจ้าอย่ามัวแต่ถามให้มากความพาบุตรสาวเข้าไปในเรือนก่อนเถิด” จ้าวเฉิงเอ็ดภรรยา เห็นภาพที่นางวิ่งราวกับยังเป็นสาวเขาแทบกุมขมับ หกล้มขึ้นมาจะไม่กลายเป็นยายแก่พิการหรอกหรือ
“เจินจูคารวะท่านยาย ท่านลุง ท่านป้าสะใภ้เจ้าค่ะ” โหลวเจินจูรีบพาน้องชายมาคารวะญาติทางฝั่งมารดา
“เจินจูของข้าโตเป็นสาวแล้ว”
“ท่านยาย” โหลวมู่หรงรีบวิ่งเข้ามาเกาะขาท่านยายของตน
“ไม่เจอกันแค่ปีเดียวมู่หรงของยายโตขึ้นเพียงนี้แล้วหรือ” ลูบศีรษะหลานชายตัวน้อยด้วยความเอ็นดู
จ้าวฮูหยินขยับเข้ามาหาบุตรสาว ก่อนจะจูงมือไปยังเรือนของนาง แล้วคาดคั้นให้บุตรสาวบอกมาว่าเกิดอันใดขึ้น
คำบอกเล่าของบุตรสาวทำให้นางยกมือขึ้นทาบอก นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว เหตุใดถึงได้มีอสรพิษร้ายอยู่ในจวน นางเคยได้ยินว่าการวางยาเกิดขึ้นบ่อยครั้งในตระกูลชั้นสูงที่ชอบยื้อแย่งอำนาจกัน
ยกมือขึ้นลูบอก ยังดีที่นางแต่งเข้ามาอยู่ในตระกูลที่มีกฎระเบียบเรื่องคู่ครองเข้มงวด สามีของนางเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวจึงไม่ต้องกังวลเรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นระหว่างพี่น้อง
“คุณหนูเจ้าคะ” ซูเซียงรีบมากระซิบข้างหูจ้าวลู่ชิง
“จริงหรือ”
“จริงเจ้าค่ะ”
“พวกเจ้ากระซิบกระซาบอันใดกัน”
เห็นบุตรสาวกับสาวใช้ข้างกายกระซิบเหมือนมีอะไรปิดบังก็เอ่ยถามทันที ยิ่งดวงตาของบุตรสาวเบิกกว้างนางยิ่งสงสัย
“ท่านแม่เจ้าคะ ข้ามีอะไรอยากจะบอก” ยื่นปากเข้าไปกระซิบข้างหูของมารดา
จ้าวฮูหยินตาโตกับคำบอกเล่าของบุตรสาว รีบวิ่งออกไปลานด้านหน้าบ้าน แล้วจัดเตรียมเส้นทางขนเงินเข้าบ้านโดยไม่ให้คนในบ้านรู้
“พวกท่านขนอ้อมมาทางนี้” จ้าวฮูหยินเป็นคนนำทางขบวนกล่องเงินอ้อมมายังเรือนของนาง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับได้ว่าเงินพวกนี้มาจากที่ใด
หยิบกุญแจห้องเก็บทรัพย์สินที่ห้อยอยู่บนเอวมาเปิดประตู แล้วเดินเข้าไปด้านใน
“พวกท่านวางไว้ตรงนี้” ยิ้มหน้าบานมองกล่องเงินที่ถูกขนเข้ามาโดยคนของหยางหนิงจิน
“ท่านให้พวกข้ามากไปหน่อยกระมัง” จ้าวลู่ชิงขมวดคิ้วเมื่อหยางหนิงจินแบ่งเงินให้นางไม่น้อย
“ข้าไม่ได้ให้เจ้ามากเกินไปหรอก ในนั้นมีส่วนของสาวใช้ข้างกายเจ้าอยู่ด้วย”
ซูเซียงตกใจเมื่อรู้ว่าในนั้นมีส่วนแบ่งของนางอยู่ด้วย “ข้าไม่ได้ทำอันใดเลยนะเจ้าคะ จะมีส่วนแบ่งของข้าได้อย่างไร” รีบปฏิเสธ
“เอาล่ะ ข้าขอบใจท่านมาก วันนี้บ้านข้ายุ่งเล็กน้อย วันหลังเชิญคุณชายมาเยี่ยมเยียนใหม่” จ้าวลู่ชิงตัดบทส่งแขกกลับบ้านจนลับตาจึงหันมองหน้าสาวใช้ที่ยังสับสน
“เงินที่เป็นส่วนแบ่งของเจ้า จะเก็บไว้เองหรือให้ท่านแม่ของข้าเก็บไว้ให้ ยามเจ้ากับพี่สาวออกเรือนจะได้ใช้เป็นสินเดิม”
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวมิสมควรได้รับส่วนแบ่ง” นางไม่ได้ทำอันใดเลยเพียงแค่ติดตามคุณหนูจะมีส่วนแบ่งของนางได้อย่างไร เกิดมาไม่เคยพบเจอ
“ในเมื่อคุณชายหยางให้เจ้าแล้ว เจ้าก็อย่าได้ปฏิเสธ ไปหาท่านแม่กันเถิด”
ซูเซียงรู้ว่าที่คุณชายหยางแบ่งเงินให้นางด้วยเป็นเพราะอยากให้คุณหนูมากกว่า คุณหนูของนางมีความสามารถเป็นผู้บอกให้ประมูลหินหยกก้อนนั้นจนนำพาให้ได้เงินหนึ่งล้านก้วนมาครอบครอง
ทั้งสองผลักประตูเข้าไปในห้องที่เก็บทรัพย์สินของบ้านจ้าว สิ่งที่เห็นทำให้พวกนางทั้งสองอ้าปากค้าง
จ้าวฮูหยินนั่งลงกับพื้นเอาใบหน้าหนุนอยู่กับแท่งทองคำที่อยู่ในกล่อง ใบหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์
“เจ้ามาแล้วหรือ” ลืมตาขึ้นผละออกจากกล่องทองคำแท่งแล้วเข้ามากอดบุตรสาว
“บุตรสาวข้า ช่างเก่งกาจยิ่งนัก”
จ้าวลู่ชิงได้ยินคำชมประโยคนี้จนชินชา พี่ชายของนางก็คงชินชาเช่นเดียวกัน
“ในนี้ยังมีส่วนแบ่งของซูเซียงกับพี่หญิงเจินจูอยู่ด้วย ไม่ใช่ของข้าเพียงผู้เดียวนะเจ้าคะ”
“คุณหนู” ซูเซียงดึงแขนเสื้อคุณหนูไม่ให้ดับฝันฮูหยิน
“ไม่เป็นไร แบ่งออกก็ยังเหลือมากมาย” รอยยิ้มไม่จางหายไปจากใบหน้าแม้จะรู้ว่าทองพวกนี้ต้องแบ่งสามส่วน
“ข้าจะเป็นคนเก็บไว้ให้เจ้าเอง พอเจ้ากับพี่สาวออกเรือน พวกมันต้องเป็นสินเดิมของพวกเจ้า” ตบไหล่สาวใช้ข้างกายบุตรสาว
“มานี่ แม่จะเอาเงินให้พวกเจ้าไปใช้” กุลีกุจอเข้าไปหยิบบัญชีออกมาเบิกเงินให้กับทั้งสอง
“พวกเจ้าเอาไปคนละสองร้อยก้วน” ยื่นถุงเงินให้กับทั้งสองคน
จ้าวลู่ชิงรับมาอย่างไม่อิดออด ส่วนซูเซียงยังไม่กล้ารับแต่จ้าวลู่ชิงยัดถุงเงินใส่มือให้นางแล้วกระซิบบอกว่า
“เหอเปาพวกเราจะได้ตุง ๆ”
“ขอบคุณฮูหยินกับคุณหนูมากเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณอะไรกัน พวกเจ้าไปซนแต่หาเงินหาทองมาได้มากถึงเพียงนี้” พยายามให้ถ้อยคำหลีกเลี่ยงเรื่องที่บุตรสาวไปพนันหินหยก
“ท่านแม่จะทำอันใดเจ้าคะ” เห็นมารดานอนลงบนตั่งตัวยาวที่อยู่ในห้อง
“แม่จะนอนสูดกลิ่นเงินทองสักหน่อย” หยิบพัดขึ้นมาโบกคลายความร้อน หลับตาพริ้มกับความสุขที่ได้รับ
ห้องเก็บทรัพย์สินของครอบครัวยามนี้มีหีบวางเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ
ห้องนี้สะอาดจนหาฝุ่นไม่เจอเพราะว่ามารดาของนางเข้ามาทำความสะอาดทุกวัน ยามกลางวันท่านแม่กับท่านย่าชอบมานั่งเล่นนอนเล่นอยู่ห้องข้าง ๆ เพื่อเฝ้าทรัพย์สิน กลัวว่าพวกมันจะถูกขโมยไป
ผู้ใดจะกล้าเข้ามา เพียงก้าวเท้าเข้ามาข้างเดียวก็ถูกพลเงาที่ซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ตัดขาทิ้ง
“ท่านแม่ ข้ามีของสวย ๆ งาม ๆ มาฝากท่านด้วยเจ้าค่ะ”
“เจ้ามีอันใดอีก” รีบผุดลุกขึ้นนั่งทันใด บุตรสาวนางบอกว่าของสวย ๆ งาม ๆ ตาสอดส่องหา มองถุงผ้าที่ถูกดึงออกมาจากหน้าอก
“ถุงพวกนี้ มันคืออะไร?”
“หยกเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าพวกมันมีราคาแพงหรือไม่”
จ้าวฮูหยินรีบเปิดถุงผ้าทันที ก้อนหยกที่เห็นทำให้นางอ้าปาก จากนั้นก็เปิดทุกถุงออกดู
หยกสีเขียวมรกตก้อนเดียวดึงดูดใจนางเป็นเป็นอย่างมาก
“ชิงเอ๋อร์ของแม่” ดึงศีรษะบุตรสาวมาจุมพิตก่อนจะดึงศีรษะของซูเซียงมาจุมพิตเช่นเดียวกับบุตรสาว
ซูเซียงเกาแก้มแก้เก้อกับการกระทำของฮูหยิน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหยกพวกนี้มีมูลค่าไม่ใช่น้อย ดีที่เจ้านำกลับมาไม่ได้ขายออกไป แม่จะหาร้านที่ไว้ใจได้แล้วนำพวกมันไปแปรรูปเป็นเครื่องประดับให้พวกเจ้า”
ชื่นชมหยกจำนวนหกก้อน “แม่จะเก็บไว้เอง พวกเจ้าออกไปได้แล้ว ระวังอย่าให้ท่านปู่กับท่านพ่อเจ้ารู้เชียว”
“เจ้าค่ะ” จ้าวลู่ชิงยื่นถุงเงินให้ซูเซียงนำไปเก็บ จากนั้นนางก็เดินไปยังเรือนใหญ่