ตอนที่ 29 ประสิทธิภาพที่คาดไม่ถึง
โชคดีที่ร้านแลกเงินนั้นอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก หยางไคจึงทำการผูกเจ้าขาวไว้ที่หน้าร้านแล้วนำของมีค่าติดตัวไปทั้งหมดเพื่อเข้าไปทีีข้างใน จากนั้นแลกธนบัตร 7 ก้วน ด้วยเงินจำนวน 7 ตำลึง กับอีก 70 เหวิน ซึ่งเป็นค่าบริการการแลกเปลี่ยน ในอัตรา100 ส่วนเก็บ 1 ส่วน (1 ก้วน = 1,000 เหวิน) จากนั้นจึงซุกซ่อนธนบัตรทั้งหมดไว้กับกับกายตน ประหนึ่งดังว่า หากผู้ใดต้องการทรัพย์สินก้อนเล็ก ๆ นี้ จะต้องข้ามศพเขาไปเสียก่อน!! เมื่อออกจากร้านแล้วครั้นเห็นว่าเจ้าขาวยังอยู่อย่างปกติดีก็วางใจ เพราะเขาเดาว่าเหล่าหัวขโมยคงเข็ดหลาบไปแล้ว หรือไม่พวกมันก็คงคิดคำนวณได้ว่า ชายหนุ่ยย่อมต้องนำทรัพย์สินทุกชิ้นเข้าไปเพื่อแลกเปลี่ยนในร้านอยู่แล้วก็เป็นได้ แต่จะถึงอย่างไร หยางไคก็รีบหยิบเอามันหวานตากแห้งมากัดกินไว้ก่อน เพื่อความไม่ประมาท ฝ่ายนักเลงทั้งสามคนยังเฝ่าดูอยู่มิได้หายไปไหน เพราะถึงอย่างไรเด็กหนุ่มผู้นี้ก็เป็นเพียงนักศึกษา ซึ่งได้ดื่มสุราชำระดาบไปแล้วหนึ่งจอก ย่อมสามารถครองสติได้อีกไม่นานสักเท่าใดนัก จึงต่างปรึกษากันว่า“นักศึกษาผู้นี้มิได้คล้ายมีวรยุทธ์อันใด ให้ระวังแค่ม้าขาวอัปรีย์นั่นก็เพียงพอ” กล่าวจบชายผู้นั้นก็ลูบสะโพกของตนที่ยังรู้สึกเจ็บแปลบอยู่อย่างเอาการ หากแม้นมิได้มีพลังลมปราณระดับ 1 คุมกายอยู่ เขาย่อมต้องเจ็บหนักกว่านี้อย่างแน่นอนแล้ว แต่โชคร้ายที่อยู่ในขอบเขตพลังต่ำกว่าหรือเท่าเทียมคู่คี่สูสีกันนั้น ย่อมไม่อาจประเมินขุมพลังพลังของอีกฝ่ายที่สูงส่งกว่าได้เลยแม้แต่น้อย พวกเขาจึงตัดสินใจผิด แล้วคิดดำเนินการต่อไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยเช่นนี้ ! ครั้นสังเกตเห็นเป้าหมายเพียงแค่หยิบของกินเข้าปากเท่านั้น หาได้โยกย้ายทรัพย์สินไปเก็บในตัวม้าก็ดีใจ ต่างตนก็ต่างขึ้นม้าไปยังจุดนัดหมาย อันเป็นสถานที่ซึ่งมิใคร่มีผู้สัญจรไปมากันสักเท่าใดนัก..…กุบ ๆ ๆ พวกมันรออยู่เพียงไม่นานนัก เด็กหนุ่มก็ควบม้าผ่านมาอย่างที่คิด แต่ม้านั้นฉลาดกว่าที่คาดไว้ เพราะหากม้าตัวนั้นก้าวขาเข้ามาอีกเพียงไม่กี่ก้าว ย่อมต้องสะดุดกับเชือกที่พวกมันกางขึงไว้รอ! ครั้นเห็นม้าอีกฝ่ายหยุดยืนอยู่ ทั้งสามซึ่งล้วนปิดบังใบหน้าเอาไว้ ต่างก็ไม่รอช้าเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายไหวตัวทันแล้วชักม้าหนีกลับออกไป พวกมันจึงขี่ม้าออกจากที่ซ่อนเพื่อปิดทางถอยของอีกฝ่ายไว้ จากนั้นตะโกนข่มขู่ไปว่า“หากยังรักชีวิต จึงส่งของมีค่าออกมาให้หมด!!!” การล้อมกรอบนักศึกษาในอัตราส่วนสามต่อหนึ่งเช่นนี้ ย่อมเป็นสูตรสำเร็จในการปล้นชิงที่ไม่มีวันล้มเหลวเลยแม้สักครั้งเดียว ครั้นกล่าวจบก็ทำการกระชับวงล้อมให้แคบลงเพื่อเข้าประชิดตัวแล้วรีดทรัพย์ออกมาทั้งหมดก็เป็นอันใช้ได้แล้ว แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายนั้นมิได้แสดงความขลาดกลัวเลยแต่ประการใด ทั้งยังนิ่งสงบอย่างน่าสงสัยนัก ?..จนกระทั่งชายทั้งสาม ต่างก็ได้รับคำตอบนั้นแบบเจ็บ ๆ !!! ด้วยทักษะการรบพุ่งบนม้าของปราณพยัคฆ์ร่วมกับทักษะขี่ม้าของปราณกิเลนซึ่งเพิ่มพูนพละกำลังของม้าเป็นอันมาก จึงทำให้หยางไคและคู่หูผสานกำลังกันด้วยทักษะอันสุดแสนพิสดารนี้ เจ้าขาวยกขาหน้าทั้งสองจากนั้นตะกุยออกไปข้างหน้าคล้ายกำลังชกมวย โดยมีใบหน้าของชายคนแรกเป็นเป้า ส่วนหยางไคนั้นใช้มือจับที่อานม้า จากนั้นเตะขาเข้าที่ก้านคอของชายคนที่สอง จนสลบเหมือดลงไปกันทั้งคู่!! แต่ชายคนที่สามนั้นถือว่าโชคดีที่อยู่นอกระยะโจมตี จึงรีบชักม้ากลับไปตั้งหลัก เพราะยังมีอาการเจ็บแปลบที่เอวอยู่นั่นเอง ฝ่ายหยางไคซึ่งได้ลงมือโจมตีด้วยตนเองในครั้งแรก ก็สัมผัสถึงขุมพลังใหม่ของตนได้ ก็ในวันนี้เอง[พลังตั้งต้น] แม้ลมปราณอาชาจะเป็นเพียงพลังลมปราณขั้น 1 ซึ่งยากนักที่จะทะลวงสู่ขั้น 2 แต่เขากลับครอบครองมาได้อย่างง่ายดาย ทั้งยังไม่รู้สึกหอบเหนื่อยและลมหายใจก็ยังเป็นปกตินัก ส่วนจุดตานเถียนที่ถูกทะลวงจนใหญ่โตขึ้นนับเท่าตัว ย่อมทำให้ทั้งปริมาณพลังภายในและประสิทธิภาพของมั นมีเหนือชั้นกว่าเดิมจนเจ้าตัวก็ถึงกับตกใจอย่างที่สุดแล้ว จนอดคิดเป็นห่วงโจรทั้งสองมิได้ว่า ‘พวกเขาจะตายหรือไม่ ?’ครั้นสังเกตดี ๆ ก็พบว่าหน้าอกของอีกฝ่ายยังขยับขึ้นลง คงจะยังไม่ตายง่ายนักก็โล่งใจ แต่การเสียสมาธิในระหว่างการต่อสู้นั้น เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างที่สุด เพราะชายคนที่สามซึ่งรอทีเผลออยู่นั้นเองก็ได้โกระโจนจากหลังม้าเพื่อทำการโจมตีเข้าใส่โดยที่มิได้บอกกล่าวล่วงหน้าเลยแม้แต่คำเดียวเพี้ย!!!ฝ่ามือไร้เมตตานั้นฟาดเข้าที่หน้าอกอย่างเต็มกำลัง ย่อมหมายถึงเจตนาฆ่าฟันหรืออย่างน้อย ๆ นักศึกษาผู้นี้จะต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอนภายใต้กระบวนท่าอันเหี้ยมโหดนี้เอง ฝ่ายหยางไคนั้นร้องขึ้นมาด้วยความตกใจ พร้อมทั้งเกร็งพลังลมปราณอาชาเข้าต้านทานเอาไว้จนสุดความสามารถ ซึ่งเมื่ออีกฝ่ายส่งพลังทำลายเข้ามาจนหมดสิ้นแล้ว ก็พบเข้ากับขุมพลังที่เหนือกว่า หนำซ้ำเด็กหนุ่มยังรับประทานมันหวานซึ่งให้ผลลัพธ์ไม่ต่างกับการกินยาเสริมพลังเลยแม้แต่นิดเดียว พลังทำลายจึงถูกกระแทกย้อนกลับคืนมาทั้งหมด จึงกลายเป็นตนเองที่ได้รับการบาดเจ็บไปเสียอีก จนกระทั่งกระอักโลหิตคำโตออกมาอย่างไม่คาดคิดอัก!!ส่วนผ้าคลุมหน้านั้น ก็ตกลงไปที่พื้นจนเปิดเผยโฉมหน้าของตนไปเสียแล้ว เด็กหนุ่มย่อมคลับคล้ายคลับคลาใบหน้านี้อยู่แล้ว และเมื่อเห็นชัด ๆ เช่นนี้อีกจึงกล่าวไปว่า“เป็นเจ้าอีกแล้วหรือ ?” ชายผู้นั้นทั้งเจ็บแค้นทั้งตกใจอย่างที่สุด จึงทำทีขี่ม้าหนีไป หยางไคเห็นเช่นนั้นก็คิดจะติดตาม แต่กลับมีเสียงปริศนาร้องเตือนขึ้นมาว่า “อันตราย อย่าได้ติดตามไป!!!” ทันใดนั้นเอง ชายที่กำลังควบม้าไปนั้นก็ขว้างปาวัตถุบางอย่างบางอย่างออกมา เพียงไม่นานก็เกิดการระเบิดขนาดย่อม ๆ ขึ้น < < < ตูมมม !!! > > > แรงระเบิดนั้นไม่มากนัก แต่หากเขาติดตามเข้าไปในระยะใกล้กว่านี้ย่อมบาดเจ็บหนักก็เป็นได้ พอฝุ่นควันบางลงจึงพบว่าชายทั้งสามคนล้วนสูญหายไปจนสิ้นแล้ว ครั้นหันกลับมองไปยังต้นเสียงที่เตือนภัยจึงทราบว่าเป็นหนึ่งในขอทาน ที่ตนเคยมอบเงินให้แค่เพียงเล็กน้อยก็รู้สึกติดค้างนัก จึงล้วงเข้าไปที่กระเป๋าเพื่อเงินหวังจะตอบแทนอีกฝ่ายสักเล็กน้อย แต่ก็ถูกปฏิเสธพร้อมเหตุผลว่า“ข้าพเจ้าเองก็ช่วยเหลือโดยมิได้ต้องการให้ตอบแทน เช่นเดียวกับท่านที่เคยช่วยเหลือข้าพเจ้าใช่หรือไม่ใช่ ?” คำกล่าวของเขานั้นไม่ต่างกับคนที่ได้รับการศึกษาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งมันทำให้หยางไคเองก็จนใจอยู่ฝ่ายขอทานครั้นเห็นว่าเด็กหนุ่มทำหน้าไม่สบายใจเลย จึงคิดสักเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า“บัดนี้ข้าพเจ้าหิวนัก ท่านมีอะไรให้ข้าพเจ้ารับประทานบ้างหรือไม่ ?” ศักดิ์ศรีของขอทานคือการไม่ปล้นชิง ทั้งยังรังเกียจนัก พวกเขาจึงทั้งไม่รีดไถทั้งไม่สร้างบุญคุณเพื่อรับผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้น ..แต่หากไม่ให้อีกฝ่ายตอบแทนอะไรกลับคืนบ้าง ย่อมสร้างความทุกข์กับเด็กหนุ่มมากมายเกินไปแล้ว ฝ่ายหยางไคได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ แต่ทั้งเนื้อทั้งตัวก็ไม่มีสิ่งของอะไรให้รับประทาน ยกเว้นเพียงของสด ๆ จากฟาร์มในพื้นที่พิเศษของตนเพียงเท่านั้น ครั้นเห็นลูกท้อลูกหนึ่งสุกงอมจนได้ที่แล้วมีสีสันน่ารับทานนัก จึงปลิดออกมามอบให้กับขอทานน้อยผู้นี้เพื่อแทนบุญคุณช่วยชีวิตของตนและม้าคู่ใจนั่นเอง พออีกฝ่ายเห็นว่าเป็นเพียงลูกท้อจึงรับเอาไว้ แล้วตักเตือนให้เขาเร่งไปจากที่นี่ จากนั้นก็รีบจากไปโดยมิได้กล่าวคำร่ำลาใด ๆ อีกเลย..