ตอนที่ 11 เร็วไปไหมถ้าจะบอกว่าเรา “รักกัน” 1
น้ำฟ้ากลับมาที่โต๊ะพร้อมกับพนักงานยกแก้วชาบ๊วยสองแก้วและจานบ๊วยดองวางบนโต๊ะรินอารียิ้มให้น้ำฟ้าหล่อนยกแก้วชาผสมบ๊วยดองดื่มผ่านหลอดอย่างชื่นใจก่อนจะหยิบบ๊วยดองบนจานเข้าปากเคี้ยวนิดหนึ่งและเลื่อนไปไว้ที่กระพุ้งแก้มจนแก้มเนียนใสของหล่อนป่องขึ้นน้ำฟ้าก็เช่นกันเขาดื่มน้ำชาบ๊วยแล้วตามด้วยลูกบ๊วยดองเค็ม
“พี่คะนั่นแฟนคุณรินเหรอคะ” พนักงานสาวเอ่ยถามผู้จัดการร้าน
“ไม่รู้เหมือนกันแต่พี่ว่าน่าจะใช่ดูท่าทางสนิทกันขนาดนั้น”
“เหมาะสมกันดีนะคะคุณรินอารีก็น่ารัก ส่วนแฟนก็น่ารักหน้าหวานเหมือนผู้หญิงเลย”
รินอารีค่อย ๆปิดสมุดวาดภาพหน้าสุดท้ายหล่อนเงยหน้าขึ้นมาสบตาน้ำฟ้าก่อนจะเลื่อนสมุดวาดภาพส่งคืนเ้าของหล่อนทิ้งเมล็ดของบ๊วยดองวางไว้บนโต๊ะ
น้ำฟ้ามองดูแล้วยิ้มก่อนที่เขาจะหยิบกระดาษทิชชูจากกล่องเก็บเมล็ดบ๊วยห่อกระดาษแล้ววางไว้บนจานรองแก้วกาแฟสีหน้าของเขาเหมือนกับว่านั่นเป็เื่ปกติซึ่งรินอารีก็ไม่ได้แปลกใจอะไรหล่อนเองก็รู้สึกว่าการที่น้ำฟ้าเก็บเมล็ดบ๊วยให้หล่อนนั้นเป็เื่ธรรมดาและคุ้นเคย
“นี่เด็กชายน้ำ คุณครูตรวจการบ้านให้แล้วนะ” รินอารียิ้ม
“...”
น้ำฟ้านิ่งเงียบก่อนจะเปิดสมุดวาดภาพไปหน้าแรกภาพวาดภาพแรกของน้ำฟ้าเหมือนกับฝีมือของเด็กอนุบาลที่เริ่มฝึกเขียนลายเส้นมันเป็ภาพวาดของดวงอาทิตย์กลมโตสีแดงเหนือแนวเขาด้านล่างเป็รูปที่พอจะเดาได้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งกำลังจับมือผู้หญิงแล้วมองดูดวงอาทิตย์ด้วยกันแต่ที่เด่นชัดที่สุดในภาพคือรูปดาวสีแดงหนึ่งดวงจากปากกาวาดภาพพร้อมกับลายเซ็นขยุกขยิกและตัวหนังสือที่มุมบนซ้ายของกระดาษเขียนเอาไว้ว่า
... พอใช้...
“...”น้ำฟ้านิ่งแล้วหันหน้ามองรินอารีที่ยิ้มอย่างพอใจ “นี่...ได้แค่ดาวเดียวเองเหรอ”...
ด้านในตัวอาคารของสนามบินจังหวัดเชียงใหม่ จากสมุดวาดรูปที่ร้านกาแฟวันนั้นจนถึงวันนี้
“หนักไหมคะ”รินอารียื่นใบหน้าของหล่อนเข้าไปใกล้ใบหน้าของน้ำฟ้าที่ถือกล่องส้มใบเล็กสองกล่องซ้อนกันหล่อนยิ้มเม้มริมฝีปากหลับตาล้อเลียน
“มือก็เพิ่งหายเจ็บถูกใช้ยกของซะละ” ยิ้ม
“อ๊ะ อ๊ะ นี่ขันอาสาเองนะ”รินอารียกนิ้วชี้ขยับไปมาตรงหน้าน้ำฟ้า “ห้ามบ่น”
รินอารีผละออกจากน้ำฟ้าแล้วเดินตัวเปล่านำหน้าอย่างเด็กหญิงอารมณ์ดีจนกระทั่งมาถึงเก้าอี้แถวยาวซึ่งเป็เก้าอี้ที่หล่อนเคยนั่งให้เขาผูกเชือกรองเท้าให้หล่อนชำเลืองมองแล้วยิ้มก่อนจะรีบตรงไปที่เก้าอี้แล้วนั่งตัวที่สองของแถวแรกจากด้านซ้าย
“อ้าวนั่งทำไมเขายังไม่เหนื่อยเลยนะ” คนที่ยกกล่องตามหลังมาเอ่ยขึ้น
“แต่รินเหนื่อยแล้ว”รินอารีใช้มือซ้ายตบลงที่ม้านั่งเบา ๆ สามครั้ง “นั่งตรงนี้ก่อนสิ”
“นี่”น้ำฟ้าพูดปนหัวเราะ “เขาเป็ลูกค้าที่ร้านไม่ใช่เหรอ”
“...”รินอารีไม่พูดหล่อนชำเรืองมองที่เขาแล้วยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะรีบเอามือโกยเส้นผมทำผมยุ่งๆ เอียงศีรษะไปทางซ้าย
“นี่จะทำอะไร” น้ำฟ้ามองดูรินอารีแล้วยิ้มเหมือนเขาจะรู้ทันอีกฝ่าย
“กลับบ้านเหรอ ไม่เอา ไม่กลับบ้าน”รินอารีตีสีหน้าเรียบเฉย ทำตาลอยเหมือนคนสติไม่ดี
น้ำฟ้ารีบวางกล่องส้มลงแล้วนั่งลงข้างๆ เขายิ้มก่อนจะเอื้อมมือลูบศีรษะรินอารีเบา ๆ อย่างทะนุถนอม
“นี่หนูหลงทางมาเหรอจ๊ะ ให้พี่พาไปส่งที่บ้านเอาไหม”
น้ำฟ้ายื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วยิ้มทำเหมือนพี่ชายกำลังปลอบใจน้องสาว รินอารีนิ่งอึ้งกับท่าทีของน้ำฟ้าหล่อนเริ่มรู้สึกถึงความอบอุ่นจากน้ำเสียงและแววตาของเขาพร้อมกับมือขวาที่เอื้อมเขามาลูบศีรษะหล่อนเบาๆ และคำพูดบางคำที่ฟังดูเหมือนจะคุ้นเคยเป็อย่างมาก ...พี่...
แป๊ะ...
“นี่แน่ะ”น้ำฟ้าใช้มือข้างที่ลูบศีรษะของรินอารีตีแสกกลางหน้าผากเหนือดวงตาคู่โต ๆที่ทำท่าเซ่อ ๆ เอ๋อ ๆ งง ๆ คู่นั้น
“โอ๊ย”รินอารีรีบยกมือลูบตรงหน้าฝาก “มาตีรินทำไม”
“อ้าวหายแล้วนี่”
“ชิ...”รินอารีเงียบครู่หนึ่ง “นี่ ถามอะไรหน่อยสิ ทำไมถึงมาที่นี่บ่อย ๆละตอนที่ยังจำอะไรไม่ได้”
“ไม่รู้เหมือนกันรู้เพียงแต่ว่าอยากมาที่นี่เหมือนเขาเคยมาที่นี่บ่อย ๆ มันคุ้นเคยยังไงบอกไม่ถูก”หันไปยิ้มให้รินอารี “เป็ไปได้ว่าเขาอาจจะมาตามหาผู้หญิงที่ทำเชือกผูกรองเท้าหลุดแล้วมาทำหน้าที่ผูกเชือกรองเท้าให้”
“...”แววตาขี้สงสัยเมื่อครู่เปลี่ยนเป็เขินอายขึ้นมาทันทีแต่เพียงชั่วครู่แววตานั่นก็เปลี่ยนไปพร้อมกับคำพูดใหม่“งั้นก็เอาไปซักให้ด้วยสิ”
“แหวะไม่เอาหรอกเหม็นจะตาย”
“ไม่เหม็น”
“เหม็นสิเขาไม่รู้เื่เฉย ๆ หรอกตอนนั้นถึงได้ผูกเชือกรองเท้าให้น่ะ”
“นี่ก็เขาช่างศิลป์นี่”
“แล้วช่างศิลป์ต้องรองเท้าเหม็นด้วยหรือไงถึงวาดภาพได้ช่างศิลป์สะอาด ๆ เขาก็มี”
“บ่นเหมือนผู้หญิงเลย”
“ซกมกเหมือนผู้ชายเลย”
“เถียงเก่งเหมือนผู้หญิงเลย”
“ก็มีพี่สาวนี่”น้ำฟ้าพูดแล้วหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะมีรอยยิ้มตามมา
“ก็...”รินอารีนิ่งเงียบไม่สามารถที่จะพูดข้อความต่อไปของหล่อนเพราะความไม่แน่ใจบางอย่าง
“ก็เขามีพี่ชายนี่” น้ำฟ้าเป็คนตอบแทน“ใช่ไหมล่ะ”
“เปล่านะรินไม่ได้มีพี่ชายหรอก” รินอารีนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะยกมือขวาขึ้นกุมศีรษะ “โอ๊ย...ปวดหัวอีกแล้ว”
น้ำฟ้ารีบลุกจากที่นั่งมาคุกเข่าตรงหน้ารินอารีเมื่อเห็นสีหน้าที่แสดงถึงความเ็ปของหล่อนเขาใช้สองมือสองข้างประกบศีรษะของหล่อนขณะที่มือขวาของหล่อนยังยกค้างอยู่แล้วใช้หัวแม่มือสองข้างของเขาค่อยๆ ลูบคลึงเบา ๆ ที่ระหว่างคิ้วสองข้างตรงรอยย่นอย่างทะนุถนอม
“นี่ไม่ต้องพยายามไปใช้ความคิดกับอะไรให้มากนักสิคนป่วย”น้ำเสียงนั้นทำให้รินอารีรู้สึกอบอุ่น“เขารู้สึกไม่ดีเลยนะที่เห็นรินต้องเป็แบบนี้ ไม่เอานะหยุดคิดเถอะ”
“ค่ะ”
รินอารีค่อย ๆเลื่อนมือขวาออกจากศีรษะแต่มือสองข้างของน้ำฟ้ายังคงประคองศีรษะหล่อนเอาไว้นิ้วหัวแม่มือสองข้างยังคงคลึงเบาๆ ระหว่างคิ้วสองข้างของหล่อน
“เป็ยังไงรู้สึกดีขึ้นหรือยัง”
“ค่ะ”
ครู่หนึ่งน้ำฟ้าก็เกิดความรู้สึกบางอย่างกับรินอารีมันมีทั้งความรู้สึกห่วงใยไม่อยากให้ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าห่างออกไปไกลแม้แต่น้อยสองมือของเขาที่เกาะกุมศีรษะเลื่อนลงมาที่ใบหน้าหล่อนตอนนี้มันเหมือนกับว่าเขาโอบอุ้มโลกส่วนตัวของเขาเอาไว้มันเป็เหมือนมุมห้องที่โปรดปรานเหมือนเป็ที่ซุกตัวอันแสนอบอุ่นในคืนที่เหน็บหนาวและบอบช้ำของเด็กน้อยทำไมอยู่ ๆ ใบหน้ากับดวงตากลมโตของหล่อนถึงได้กลายเป็เหมือนโลกทั้งใบของเขา
“สัญญานะว่าจะไม่คิดมากแบบนี้อีกในเวลาที่ไม่มีเขาอยู่ด้วย”
“...”
รินอารีนิ่งเงียบประสานสายตากับน้ำฟ้าหล่อนประสานมือสองข้างไว้บนตักแนบเท้าชิดเข้าหากันและถ้าเป็ไปได้หล่อนคงจะห่อตัวเหมือนเด็กน้อยกำลังหลบความหนาวเย็นภายใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นทำไมนะมือทั้งสองข้างของเขาถึงได้อบอุ่นถึงเพียงนี้ทำไมหล่อนถึงได้รู้สึกเหมือนกับว่ามือคู่นั้นคือคำตอบของความทรงจำที่ขาดหายไปของที่นี่ผิวเนียนใสที่แก้มของรินอารีปรากฏสีชมพูอ่อนจาง ๆ
รินอารีค่อย ๆหลบสายตาของน้ำฟ้าแต่ก็ยินดีที่จะอยู่ภายใต้อุ้งมือที่โอบอุ้มใบหน้าของหล่อนอย่างแ่เบาและทะนุถนอมคู่นั้น
“นี่ว่ายังไงละ สัญญาสิว่าจะไม่ทำให้ตัวเองต้องเจ็บอีก” อีกฝ่ายยังรบเร้า
“ค่ะรินสัญญา”
เมื่อได้คำตอบและสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของรินอารีน้ำฟ้าเองก็อมยิ้มอย่างเขินอายเช่นกัน เขาปล่อยมือสองข้างลุกขึ้นแล้วไปนั่งเก้าอี้ตัวเก่า
ทั้งรินอารีกับน้ำฟ้ายังคงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งแต่เพียงไม่นานน้ำฟ้าก็ใช้มือขวาของเขาเลื่อนเข้าไปหามือซ้ายของรินอารีเขากุมมือหล่อนเอาไว้แต่พอแน่น
รินอารีก้มมองที่มือของตัวเองก่อนจะหันไปสบตากับน้ำฟ้าโดยที่หล่อนไม่ขัดขืน
น้ำฟ้าสบตารินอารีเขากำมือรินอารีแน่นขึ้นอีกแต่ไม่ถึงกับทำให้หล่อนต้องเจ็บพร้อมกับรวบรวมความกล้าและหายใจเข้าลึกๆ
“ริน”
“คะ”
“เคยรู้สึกกับใครบ้างไหมว่าเพียงแค่แรกเจอก็คุ้นเคยและเป็กันเองกับคนๆนั้นเหมือนกับรู้จักกันมาเป็สิบๆ ปี”
“...” รินอารีนิ่งเงียบตั้งใจฟังอีกฝ่ายพูดต่อ
“และยิ่งได้อยู่ด้วย ได้พูดคุยเพียงไม่กี่วันก็รู้สึกเหมือนกับว่ารู้จักคนคนนั้นดีพอและที่สำคัญเมื่อได้อยู่ใกล้แล้วรู้สึกดีแม้แต่ตอนที่เจอเื่ร้ายๆ มาพอได้เห็นหน้าก็ลืมเื่พวกนั้นไปหมดเลย”
“กำลังจะบอกว่า... ชอบอย่างนั้นเหรอคะ”
แม้จะเขินอายอย่างมากแต่รินอารีก็อดไม่ได้ที่จะพูดจาแกมหยอกล้ออีกฝ่ายมันหมือนกับว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ก็ไม่ใช่รินอารีและหล่อนเองก็ใช้วิธีนั้นแก้ความเขินอายให้กับตัวเอง
“...”น้ำฟ้านิ่งเงียบอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง
แม้ว่ารินอารีจะพูดออกมาอย่างนั้นแต่หล่อนเองก็เงียบก้มหน้ามองที่รองเท้าผ้าใบสีแดงสองข้างของตัวเองที่เบียดชิดจนแทบจะกลายเป็รองเท้าข้างเดียวและยังปล่อยให้เขากุมมือซ้ายเอาไว้อย่างเดิม
แต่ทว่าแวบเดียวในความรู้สึกชายหนุ่มที่ชื่อนาราภัทรปรากฏตัวขึ้นในความคิดพร้อมกับรู้สึกถึงรอยจูบตรงหน้าฝากแต่รอยจูบนั้นไม่ได้ทำให้หล่อนรู้สึกถึงบางอย่างเท่ากับการที่ได้อยู่ข้าง ๆน้ำฟ้าเลยส่วนหนึ่งคงเป็เพราะรอยจูบนั้นเป็รอยจูบของพี่ชายอย่างที่หล่อนได้รู้สึกด้วยความรู้สึกนั้นสีหน้าและแววตาของรินอารีเปลี่ยนไปขณะที่หล่อนกำลังเปรียบเทียบระหว่างน้ำฟ้ากับนาราภัทร
น้ำฟ้าปล่อยมือของรินอารีอย่างจำใจเมื่อได้เห็นสีหน้าแววตาครุ่นคิดของหล่อนเขาก้มหน้าต่ำนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มมันเป็รอยยิ้มเจียมตัวและสำนึกผิดในการกระทำของตัวเองเมื่อครู่รอยยิ้มของคนผิดหวัง
ทันทีที่น้ำฟ้าปล่อยมือรินอารีรีบหันมองหน้าเขาแววตาของหล่อนดูจริงจัง หล่อนรู้สึกเหมือนกับว่ามือข้างที่กำลังจากไปของเขากำลังพรากเอาความรู้สึกดีๆ ่เวลาดี ๆ ในชีวิตจากไปหล่อนแปลกใจกับตัวเองว่าทำไมความรู้สึกเมื่อครู่ถึงได้รุนแรงปานนั้นมันคงเป็เพราะหล่อนได้เห็นแววตาที่ฉายแววของความผิดหวังของเขาที่ปรากฏพร้อมกับรอยยิ้มสำนึกผิด
น้ำฟ้าเมื่อได้เห็นดวงตากลมโตที่เคยซุกซ่อนความซุกซนเอาไว้กลับจริงจังผิดเป็คนละคนยิ่งทำให้เขารู้สึกกลัวยิ่งขึ้นเขาประสานมือของตัวเองแล้วซุกไว้ตรงระหว่างขาพร้อมกับนั่งก้มหน้าตัวงอไหล่ห่อ...