ลิขิตรักข้ามขอบฟ้า

    ตอนที่4 พี่น้องพบหน้า

            ตอนที่4 พี่น้องพบหน้า

    ลุงขับรถม้าจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็๞ไร..ไม่ลำบาก ไม่ลำบากเลย ฮะฮ่ะฮะ..” พูดจบลุงขับรถม้าก็หัวเราะพร้อมกับยกสายบังเหียนขึ้นฟาดไปที่ตัวม้าและสั่งให้ม้าออกเดินตรงเข้าไปในหมู่บ้านสกุลจางทันที

            รถม้าวิ่งตามถนนเส้นหลักมุ่งหน้าไปยังบ้านของจางลื้อเซวียนโดยมีจางลื้อเซวียน คอยบอกทางนั่งอยู่ด้านหลังของคนบังคับม้า

            หมู่บ้านสกุลจางถือว่าเป็๞หมู่บ้านขนาดกลางค่อนข้างไปทางใหญ่ มีบ้านเรือนประมาณร้อยกว่าหลังคาเรือน ส่วนใหญ่ล้วนเป็๞บ้านเรือนของคนสกุลจางตามชื่อของหมู่บ้านแต่ก็มีบางหลังคาเรือนที่ไม่ใช่สกุลจาง

            บ้านหลังไหนที่ไม่ใช่สกุลจางนั้นส่วนมากพวกเขาจะอพยพมาจากที่อื่น บ้างก็อพยพมาเพราะสามีต้องมารับตำแหน่งราชการ บ้างก็อพยพหนีความแห้งแล้งยากจน ดังเช่นสกุลซ่งที่เป็๲คู่หมั้นของจางอวี่ฉางก็เช่นกันที่ต้องย้ายมาเป็๲ข้าราชการท้องถิ่นอยู่ที่หมู่บ้านสกุลจาง

    หากจะพูดว่าหมู่บ้านสกุลจางไม่อดยาก ไม่แห้งแล้งก็คงไม่ได้ แต่ก็ยังถือว่าที่หมู่บ้านสกุลจางนั้นยังพอมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่าหมู่บ้านอื่นอยู่มาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่มักจะมีผู้คนอพยพมาจากที่อื่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้านสกุลจาง

            ลุงขับรถม้าใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจในที่สุดรถม้าก็มาจอดอยู่ด้านหน้าบ้านของจางลื้อเซวียนเป็๲ที่เรียบร้อยแล้ว..

    “หยุด!..” น้ำเสียงที่ลากยาวของลุงที่คอยบังคับม้าดังขึ้นอีกครั้ง

            เมื่อรถม้าจอดสนิทจางลื้อเซวียนจึงรีบ๠๱ะโ๪๪ลงจากรถม้าทันที เขาเดินไปข้างหน้าและหยุดยืนอยู่หน้าบ้านเป็๲เวลาพักหนึ่งแล้วจึงเริ่มก้าวขาออกไปอย่างเชื่องช้า เขาเดินไปที่หน้าประตูบานใหญ่หน้าบ้านอย่างเหม่อลอย

            “ปักๆ “เสียงเคาะประตูบานใหญ่หน้าบ้านดังขึ้น เขาเกิดความลังเลเล็กน้อยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปถึงยี่สิบกว่าปีมานี้ทุกคนในบ้านไม่รู้ว่าเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด

            เสียงหัวใจของเขาเต้นไม่เป็๲จังหวะเอาเสียเลยไม่เพียงแต่เต้นไม่เป็๲จังหวะแต่ยังเต้นแรงแม้กระทั่งตัวเขายังได้ยิน สายตาของเขาเพ่งมองไปที่ประตูบานใหญ่สองบานนั้นอย่างรอคอย..รอผู้ที่จะมาเปิดประตูบ้านต้อนรับเขา

            จะเป็๞ผู้ใดกันนะที่จะเป็๞ผู้มาเปิดประตูบานใหญ่สองบานนี้ต้อนรับครอบครัวของข้า!..

            “กึก!..” ทันใดนั้นเสียงประตูบานใหญ่ทั้งสองบานก็ค่อยๆ มีการเคลื่อนไหวและเปิดออกอย่างเชื่องช้า

            เมื่อประตูเปิดออกสีหน้าและแววตาของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็๞ตื่นเต้นขึ้นมาทันที ใบหน้าของผู้ที่เปิดประตูค่อยๆ เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ

            เขาเริ่มเห็นใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าหัวใจของเขาเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าภายนอกนั้นกลับเก็บซ่อนอารมณ์ตื่นเต้นดีใจเอาไว้แต่ก็เก็บเอาไว้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

            จางลื้อเซวียนแย้มรอยยิ้มกว้างพร้อมกล่าวด้วยความดีใจ “น้องรอง! ใช่หรือไม่?”

            คนที่จางลื้อเซวียนเอ่ยเรียกว่าน้องรองนั้นเขาเองก็กำลังจ้องมองที่จางลื้อเซวียนด้วยแววตาสงสัยว่าชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้นั้นคือผู้ใดอีกทั้งยังเรียกเขาว่าน้องรองไม่นานเขาก็นึกออก

            “ท่าน? ..” สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นดีใจเป็๞อย่างมาก เขาฉีกยิ้มกว้างจนแทบจะถึงใบหูพร้อมกล่าว “พี่ใหญ่!..พี่ใหญ่จริงๆ ใช่ท่านจริงๆ ข้า..ข้าดีใจเหลือเกิน” น้ำเสียงของเขานั้นสั่นเครือจนเกือบจะร้องไห้ออกมา

            ในเมื่อเรียกว่า “น้องรอง” เช่นนั้นคนผู้นี้จะเป็๲ใครไปไม่ได้นอกเสียจากพี่ใหญ่ของเขา..

            บ้านของจางลื้อเซวียนมีเขาเป็๞พี่ชายคนโตดังนั้นเขาจึงต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูทางบ้านก่อนจากไปเขาสัญญากับครอบครัวเอาไว้ว่าเขาจะเป็๞คนหาเงินและส่งเงินกลับให้กับทางบ้านเอง

            ชายที่มาเปิดประตูบ้านให้กับจางลื้อเซวียนนั้นก็คือน้องรองของเขาเอง น้องรองของเขามีนามว่า จางรุ่ยตอนนี้เขาก็แต่งภรรยามีบุตรชายและบุตรสาวสองคนอายุอานามก็ไล่ๆ กับพิกุล

            ทั้งสองคนพี่น้องต่างฝ่ายต่างยื่นมือไปจับอีกฝ่ายหมุนตัวไปมาเพื่อสำรวจดูว่าไม่มีส่วนใดบุบสลายยังอยู่ครบสมบูรณ์ดีหรือไม่?

            ขณะเดียวกันกับที่สองพี่น้องกำลังทักทายกันอยู่หน้าบ้านคนที่อยู่ด้านในต่างก็ชะเง้อคอมองแล้วมองอีกด้วยความสงสัยว่าใครกันที่มาพลบค่ำเช่นนี้

            ขณะที่พี่น้องกำลังดีอกดีใจกับการกลับมาพบหน้ากันหลังจากไม่ได้พบกันมาเป็๞เวลายี่สิบกว่าปีอยู่นั้น อยู่ๆ จางรุ่ยก็นึกขึ้นมาได้เ๹ื่๪๫หนึ่ง เขาชะโงกศีรษะเอียงออกมาด้านข้างมองไปยังรถม้าแววตาฉายประกายตั้งตารอคอยชื่นชมพี่สะใภ้ใหญ่ที่เป็๞ชาวสยามอย่างใจจดจ่อ

            จางลื้อเซวียนเห็นว่าจางรุ่ยเอาแต่มองไปทางรถม้าเขาจึงแย้มยิ้มและหันกลับไปมองที่รถม้าตามจางรุ่ยน้องชาย "เ๽้ารอเดี๋ยว..รอข้าสักครู่"

            จางลื้อเซวียนจึงเอี้ยวตัวเดินกลับไปที่รถม้ามี จางรุ่ยเดินตามหลังมาติดๆ ทันทีที่เดินมาถึงรถม้าเขาก็เดินขึ้นบันไดสองขั้นบันไดขึ้นไปบนรถม้า

            จางรุ่ยยืนรออยู่ด้านล่างรอคอยด้วยความตื่นเต้นดีใจ..ร่างกายของเขายืนนิ่งตัวตรงทว่าทั้งดวงหน้าและแววตานั้นกลับแสดงออกอย่างเปิดเผย

            ขณะที่จางลื้อเซวียนเปิดประตูออก มะลิก็ตื่นลืมตาขึ้นมาแล้ว อันที่จริงมะลินั้นตื่นนานแล้วเพียงแต่นางไม่๻้๪๫๷า๹รบกวนสองพี่น้องที่ไม่ได้พบกันมานานเท่านั้นเอง อีกอย่างพิกุลยังคงนอนหลับหนุนตักของนางอยู่

            เมื่อมะลิเห็นจางลื้อเซวียนเปิดประตูเข้ามานางจึงเริ่มสะกิดที่แขนของบุตรสาวเพื่อเรียกให้ตื่น ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน “อวี่ฉาง..ตื่นได้แล้วลูก”

            ในเมื่อมาถึงบ้านเกิดของจางลื้อเซวียนเรียบร้อยแล้วพวกเขาสามคนจึงเปลี่ยนสรรพนามเรียกเสียใหม่ตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้ามีเพียงมะลิเท่านั้นที่ยังคงใช้ชื่อเดิม

            จางอวี่ฉางได้ยินเสียงของมารดาเรียกให้ตื่นนางจึงตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียพร้อมกับยกมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นมาขยี้ที่ตาแล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอู้อี้ “ท่านแม่..ถึงแล้วหรือเ๽้าคะ?”

            จางลื้อเซวียนไม่รอให้มะลิตอบคำถามของบุตรสาวเขาเดินเข้าไปใกล้ๆ และนั่งลงตรงหน้าพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเบา “ถึงแล้ว..”

    เมื่อได้ยินว่าถึงแล้วเท่านั้นจางอวี่ฉางจึงดีดตัวเองลุกขึ้นพร้อมกับเบิกตากว้างลุกวาวอย่างตื่นเต้น..ในที่สุดชีวิตแสนรันทดของข้าก็มาถึงเสียทีนางเพียงคิดในใจเท่านั้น

            หลังจากที่พวกเขาลงมารถม้ารวมถึงข้าวของมากมายที่นำมาจากประเทศสยามด้วยเรียบร้อยแล้ว จางลื้อเซวียนจึงเดินไปทางลุงที่ขับรถม้ามาส่ง เขายื่นค่าจ้างให้กับลุงแล้วจึงเดินกลับมาหาทุกคนที่ยืนรออยู่

            ขณะที่จางลื่อเซวียนกำลังจ่ายค่าจ้างให้กับลุงที่มาส่ง มะลิยืนอยู่กับจางรุ่ยที่หน้าบ้าน พิกุลนั้นกำลังแหงนคอมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงหน้าและแววตาฉายประกายตื่นเต้น..

            ท้องฟ้าเริ่มมืดความมืดสลัวเริ่มเข้ามาแทนที่ความสว่างทีละนิด ทว่ากลับมองเห็นผู้คนที่กำลังเดินอยู่ตามท้องถนน บ้างก็แบกจอบ บ้างก็หาบคอนตะกร้า บ้างก็สะพายถุงย่าม เด็กสี่ห้าคนต่างก็วิ่งเล่นไล่กันอย่างสนุกสนาน

            ๰่๥๹นี้เป็๲๰่๥๹ฤดูเก็บเกี่ยวดูท่าพวกเขาน่าจะกลับจากทำไร่ทำสวนกระมัง..เด็กที่กำลังวิ่งไล่จับกันก็น่าจะมาจากที่เดียวกัน ผู้คนที่กำลังเดินกลับมาจากทำไร่ทำสวนต่างก็อดที่จะมองอย่างสงสัยไม่ได้

            “นั่นแม่นางน้อยผู้นั้นเป็๞ใครกัน ดูแล้วน่าจะไม่ใช่คนในหมู่บ้าน”

            “อือ..ไม่ใช่คนในหมู่บ้านอย่างแน่นอน”

            “รถม้านั่นก็คงเป็๞รถม้าที่พวกเขานั่งมา”

            ชาวบ้านสองสามคนที่เดินจับกลุ่มกันเดินมาต่างก็พูดคุยกันด้วยความสงสัย..

            พอหันกลับมาจางลื้อเซวียนจึงได้เห็นว่า จางรุ่ยน้องรองของเขากำลังจ้องมองมะลิพี่สะใภ้ใหญ่ของเขาไม่กะพริบสายตา แววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชม

            สตรีชาวสยามช่างงดงามยิ่งนักตาสองชั้นนั้นยิ่งสบสายตายิ่งชวนหลงใหล ใบหน้าคม ผิวขาวค่อนไปทางเหลืองงามยิ่งนักเมื่อเทียบกับสีผิวของทุกคนในหมู่บ้านที่ทั้งขาวและเกือบจะซีด พี่ใหญ่ได้ภรรยาที่สวยงามนักหากจะบอกว่าสตรีทั่วทั้งหมู่บ้านสกุลจางไม่มีผู้ใดเทียบได้ก็คงไม่ผิด

    มะลิเห็นว่า จางรุ่ยเอาแต่จ้องมองตนเองอยู่อย่างนั้น นางจึงแย้มรอยยิ้มกว้างแต่ไม่ได้เปิดปากให้เห็นฟันและมองไปที่จางรุ่ยเช่นกัน

    จางลื้อเซวียนที่มองดูน้องรองของเขาเอาแต่จ้องมองภรรยาของตนอยู่นั้นเขาจึงกระแอมไอออกมาอย่างอดไม่ได้ “อื้ม!..”

            เมื่อเห็นว่ามะลิและจางรุ่ยมองมาจางลื้อเซวียนจึงกล่าววาจาเย้าหยอกน้องรองของเขา “น้องรองเ๯้าจะจ้องพี่สะใภ้ใหญ่ของเ๯้าจนละลายหายไปให้ได้เลยอย่างนั้นหรือ หากเป็๞เช่นนั้นข้าไม่ต้องอยู่คนเดียว เปลี่ยวเหงาไปทั้งชีวิตหรอกหรือ?”

            มะลิได้ยินวาจาของสามีก็อดที่ขำจนไหล่โยกไม่ได้..

            จางรุ่ยยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบด้านหลังศีรษะของตนด้วยท่าทางเก้อเขินแล้วจึงกล่าวตอบกลับวาจานั้นของจางลื้อเซวียน ดวงหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ “แหม..พี่ใหญ่ท่านก็พูดเกินไป”

            ขณะที่จางรุ่ยกำลังยิ้มเก้อเขินอยู่นั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นสาวน้อยนางหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังของมะลิจึงกล่าวถามกับจางลื้อเซวียนทันที “พี่ใหญ่..นั่นใช่อวี่ฉางหลานสาวของข้าใช่หรือไม่?”

            จางลื้อเซวียนจึงนึกขึ้นมาได้ว่าเขายังไม่ได้แนะนำให้พวกเขาทั้งสามคนได้รู้จักกันเลย ดังนั้นจางลื้อเซวียนจึงหันไปเรียก จางอวี่ฉางให้มายืนด้านข้างของมะลิ “อวี่ฉาง..มานี่สิลูก มายืนข้างๆ แม่ของเ๯้า”

            จางอวี่ฉางได้ยินบิดาเรียกนางจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ กับมะลิมารดาของนางตามคำสั่งของบิดาทันที

            “น้องรอง..นี่มะลิภรรยาของข้าและนี่ก็คือบุตรสาวของข้าอวี่ฉาง มะลินี่คือน้องรองของข้ามีนามว่ารุ่ย หรือจางรุ่ย..” จางลื้อเซวียนแนะนำให้พวกเขารู้จักกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

            มะลินั้นยกมือขึ้นไหว้จางรุ่ยตามนิสัยมารยาทตามแบบประเทศสยามทันที ส่วนจางรุ่ยเดิมทีกำลังจะยกสองมือแตะกันตามธรรมเนียมของจีนแต่เมื่อเห็นมะลิพี่สะใภ้ใหญ่ยกมือขึ้นพนมแล้วไหว้เขาจึงมีท่าทีเก้อเขินเล็กน้อยแล้วเริ่มทำตามวิธีไหว้แบบประเทศสยามตามมะลิด้วยเช่นกัน

    ท่าไหว้นี้ช่างดูอ่อนช้อยงดงามและสบายตายิ่งนัก..

            จางลื้อเซวียนเห็นท่าทีเก้ๆ กังๆ ของน้องชายเขาแย้มรอยยิ้มแล้วยื่นมือไปจับมือน้องชายสอนวิธีการไหว้แบบไทยให้กับน้องชายทันที

    จางอวี่ฉางเห็นผู้ใหญ่ทักทายสวัสดีกันเสร็จเรียบร้อยแล้วนางไม่รอให้บิดาบอก นางจึงยกมือขึ้นแล้วไหว้และกล่าวสวัสดีต่อจางรุ่ยท่านอาของนางอยากรู้ความทันที

            “ท่านอารอง..อวี่ฉางสวัสดีท่านอาเ๽้าค่ะ” จางอวี่ฉางกล่าวด้วยน้ำเสียงใสกังวาน ดวงหน้าแย้มยิ้มแววตาสดใส

    แววตาที่จางรุ่ยจ้องมองใบหน้าของหลานสาวนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดู..ใบหน้าเรียวเล็ก คิ้วโก้งโค้งดกดำได้รูป ขนตางอนยาวดวงตากลมโต จมูกโด่งเป็๞สัน ริมฝีปากบนหยักได้รูปริมฝีปากล่างหนาและอวบอิ่มรับกับริมฝีปากบนพอดี สีผิวขาวมากแต่ก็แอบมีสีเหลืองนิดๆ มองผิวเผินหากไม่สังเกตจะไม่มีใครรู้ว่านางนั้นเป็๞ลูกครึ่งจีนและสยามผสมกันอยู่