แหวนภัสดา

    โปรเจคใหญ่

            ในขณะเดียวกันที่คฤหาสน์หรูของตระกูลรัชชาภักดิ์เมื่อทุกคนออกไปทำงานเรียบร้อยแล้วเมขลาก็บอกให้ส้มเช้งพาแวววาวเด็กรับใช้ของเรืองรินไปซื้อของนอกบ้านแล้วอ้างว่าคุณรัศมีเป็นคนสั่ง เมื่อแวววาวเห็นว่านายตนเป็นคนสั่งจึงอาสาออกไปเองเพื่อจะเอาหน้าโดยที่เมขลาทำเป็นเดินหลบไปนั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำ ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องผีหลอกแวววาวก็ไม่เคยเฉียดไปใกล้แถวนั้นอีกเลยจากนั้นเมขลาก็ทำเป็นแกล้งบอกให้เด็กในตึกออกไปดูที่เรือนไทยเพราะเธออ้างว่าเห็นงูตัวใหญ่เลื้อยเข้าไปในนั้นเด็กในบ้านตกใจรีบกรูกันเข้าไปดูซึ่งแน่นอนเด็กส่วนใหญ่กลัวผีที่เรือนไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงพากันไปเป็นหมู่คณะเมขลาปล่อยข่าวว่าอาจจะเป็นงูเจ้าที่ก็เป็นได้...ดังนั้นภายในบ้านใหญ่จึงปลอดผู้คน ซึ่งตอนนี้ก็มีเพียงแค่ หนึ่งมนุษย์กับสองดวงวิญญาณ

            เมขลาหันมาทางผีบุญอิ่มผีบุญอิ่มยืนอยู่บนชั้นสองของบ้านก่อนชี้มือไปยังห้องนอนของรัศมี เมขลาเดินตามไปทันทีเธอกำลังจะบิดลูกบิดเพื่อเปิดประตูแต่ว่าห้องล็อกเมขลาเดินงุ่นง่านสักพักก็คิดอะไรขึ้นมาได้เธอพยักหน้ากับวิญญาณของคุณหลวงภัสดาแล้วยกมือประนมระหว่างอก แผ่เมตตาไปยังวิญญาณของผีบุญอิ่มกับวิญญาณของคุณหลวงภัสดาพลันประตูห้องของรัศมีก็เปิดออกทันทีโดยที่ไม่มีใครยื่นมือไปแตะลูกบิดสักนิดเมขลารีบเดินลิ่วเข้าไปในห้อง ผีบุญอิ่มแว้บหายมายืนอยู่หน้าลิ้นชัก ซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องแล้วชี้มือไปที่ลิ้นชักชั้นล่างสุดเมขลารีบใส่ถุงมือที่ทำด้วยผ้าก่อนจะดึงลิ้นชักอันนั้นออกมา

            “นั่นคือซองยาที่รัศมีเก็บไว้”วิญญาณของคุณหลวงพูดขึ้น เมขลาสีหน้าเหี้ยมเกรียม แววตาดุดันเธอค่อยๆ ใช้ช้อนชงกาแฟตักผงยาในซองออกมาเล็กน้อยแล้วใส่ไปในถุงเล็กๆพร้อมช้อนที่ใช้ตักผงยา จากนั้นก็เก็บถุงยาตัวอย่างเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะถ่ายภาพนิ่งและถ่ายคลิปภายในลิ้นชักที่มีซองยาไว้เมื่อเก็บทุกอย่างไว้ที่เดิมแล้ว เมขลาก็หันมามองหน้าคุณหลวง

            “ถ้าหลักฐานมัดตัวว่าพวกมันฆ่าแม่กับปู่ของฉันจริงๆพวกมันต้องชดใช้” เมขลานิ่งไปนิด ก่อนจะพูดด้วยเสียงแห่งความอาฆาต

            “ในนรกเท่านั้น!” คุณหลวงและบุญอิ่มสบตากันด้วยความอึ้ง กับแรงแค้นของหญิงสาว ‘ความแค้นของหล่อนรุนแรงยิ่งนัก’

            “ฉันว่าหล่อนอย่าเพิ่งคิดเรื่องอื่นรีบออกไปก่อนที่จะมีคนมาพบเข้าจะดีกว่า” คุณหลวงรีบเตือนและแอบหนักใจกับความคิดของหญิงสาว

            เมขลาได้ยินคุณหลวงเตือนดังนั้นเธอก็รีบลงไปที่ห้องอาหารทันทีเมื่อมาถึงห้องอาหาร เมขลาหันมาทางผีบุญอิ่ม ผีบุญอิ่มยืนนิ่งแต่ชี้มือไปยังชุดจานชามและแก้วน้ำของคุณการุญบนโต๊ะอาหารที่ทานกันเมื่อเช้า และยังไม่ได้เก็บโต๊ะเพราะแต่ละคนกำลังสนใจงูเจ้าที่กันอยู่เมขลาที่ยังสวมถุงมืออยู่รีบเก็บจานชาม ช้อนและแก้วของพ่อและของแม่เลี้ยงแยกออกเป็นชุดโดยไม่ได้ล้างอะไรออกทั้งสิ้นโดยใส่ถุงสีดำที่ติดชื่อของทั้งสองคนเอาไว้ก่อนจะยกทั้งสองถุงนั้นขึ้นไปไว้บนหลังรถเก๋งของเธอ จากนั้นเมขลาก็ออกคำสั่งกับผีบุญอิ่ม

            “ฝากดูแลน้องสาวของเมย์ด้วยนะคะพี่บุญอิ่มถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลพี่บุญอิ่มรีบติดต่อเมย์โดยด่วนเลย” ผีบุญอิ่มที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านล่างพยักหน้าช้าๆก่อนจะหายตัววับไป เมื่อผีบุญอิ่มไปแล้วเมขลาก็หันกลับไปทางวิญญาณของคุณหลวงภัสดา

            “ฝากบอกยายนวลด้วยนะคะว่ากลับมาฉันจะไปหายายนวลตามที่นัดกันไว้” วิญญาณของคุณหลวงพยักหน้ารับแล้วเดินเข้ามาจับมือของเมขลา

            “ฉันทำธุระให้หล่อนเสร็จแล้วฉันจะตามไปหล่อนคงยังไม่ถึงบ้านหรอก ฉันไปประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น” เมขลายิ้มรับเธอรู้ดีว่าเขาตามเธอไปได้แน่เพราะแหวนของคุณหลวงสวมอยู่ที่นิ้วของเธอ ถ้ามีแหวนก็ต้องมีคุณหลวงเมขลาพยักหน้ารับช้าๆ จุดมุ่งหมายแรกเธอต้องเอาชุดจานชามและตัวอย่างผงยาไปที่กองพิสูจน์หลักฐานเสียก่อน แล้วจากนั้นเธอจะออกเดินทางไปบ้านเกิดที่โคราชเพื่อไปหาใครบางคน...

            ขณะเดียวกัน ในห้องประชุมอันโอ่โถงและหรูหราตามฐานะกิจการของบริษัทในเครือรัชชาภักดิ์เสียงการนำเสนอโปรเจคของแต่ละคนผลัดเปลี่ยนกันไปมาคุณการุญนั่งรับฟังอย่างใส่ใจในทุกความคิด แม้เขาจะรู้สึกว่าร่างกายไม่เป็นใจเอาเสียเลยมันเหมือนจะเป็นไข้และไอแห้งๆอยู่ตลอดเวลา คุณรัศมีแอบชำเลืองดูผู้เป็นสามีบ่อยครั้งขณะที่มินตราสังเกตเห็นจึงให้แม่บ้านประจำห้องประชุม หาน้ำอุ่นผสมมะนาวและน้ำผึ้งมาให้คุณพ่อของเธอเอาไว้จิบ

            การประชุมยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งเรืองรินนำเสนอบ้างแต่ว่าความคิดของเธอดูเหมือนจะไม่มีใครเห็นด้วยเลยแม้แต่คนเดียวคุณรัศมีเองก็แอบถอนหายใจรู้สึกขายหน้าเล็กๆที่ลูกสาวของเธอได้โชว์ความไม่ฉลาดต่อหน้าที่ประชุมและไม่ได้มีความรู้ในองค์กรของผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อยแต่เรืองรินไม่ได้รู้ตัวเลย เสียงเธอยังคงเจื้อยแจ้วผ่านไมโครโฟนอันเล็กต่อไป

            “รินคิดว่าถ้าเราเสนอราคาโดยหั่นราคาให้เหลือครึ่งหนึ่งมันก็จะเป็นการเรียกลูกค้าของเราได้เป็นอย่างดีเลยนะคะอีกอย่างงานเปิดตัวโปรเจครินอยากให้มีกลุ่มพริตตี้แต่งตัวให้ดูเซ็กซี่แต่คงคอนเซ็ปหรูหราเพื่อให้สมฐานะของโรงแรมเราพร้อมกับรายละเอียดโปรโมชั่นฉายบนจอโปรเจคเตอร์ด้านหลังเวทีก็จะดีมากๆ เลยค่ะ”เรืองรินยิ้มแย้มมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองคิด

            “รินคิดว่าแผนโปรเจคในครั้งนี้จะเป็นการเรียกลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการโรงแรมของเราอย่างถล่มทลาย”คุณการุญส่ายหน้า ค้านขึ้นทันที

            “ใช่ถล่มทลายก็จริงแต่เราก็จะขาดทุนถล่มทลายไปด้วยนะริน” เมื่อถูกผู้เป็นพ่อคัดค้านต่อหน้าคณะผู้บริหารซึ่งมีหลายคนทำให้เรืองรินรู้สึกเสียหน้าเธอจึงเถียงแบบไม่ยอม

            “แต่เราใช้เวลาทำโปรเจคนี้แค่สามเดือนเองนะคะ”คุณการุญมองหน้าบุตรสาวคนเล็ก ก่อนจะอธิบาย

            “ต่อให้ใช้แผนนี้ขึ้นมาจริงๆ แต่ไม่ถึงเดือนก็ขาดทุนแถมยังทำให้โรงแรมของเราเสียภาพพจน์ ราคาที่เราให้บริการเป็นราคาที่ได้มาตรฐานในระดับโรงแรมห้าด้าวทั่วไปการลดราคาจนเหลือเพียงครึ่งเดียวจะทำให้ลูกค้าสงสัยในมาตรฐานและบริการของเรารวมถึงการเปิดตัวโปรเจคที่ลูกนำเสนอมา พ่อมองว่ามันยังธรรมดาไม่มีแรงดึงดูดอะไรหรือจุดน่าสนใจให้อยากเข้ามาใช้บริการ”

            เรืองรินกระแทกตัวนั่งลงอย่างไม่พอใจเธอมองไปทางคุณรัศมีผู้เป็นแม่แต่คุณรัศมีเองกลับนั่งนิ่งเพราะเธอก็รู้สึกไม่เห็นด้วยและอับอายที่เรืองรินเสนอความคิดไปแบบนั้นเช่นกันและรู้สึกว่าขืนอยู่ในห้องประชุมต่อไปก็ขายหน้าเสียเปล่าๆ ในความไม่ได้เรื่องของผู้เป็นลูกสาวคุณรัศมีจึงก็ขออนุญาตต่อที่ประชุมออกไปข้างนอกโดยอ้างว่ามีธุระเร่งด่วนต้องไปทำ แล้วลากเรืองรินออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วซึ่งคุณการุญก็อนุญาตและให้ทุกคนประชุมกันต่อไปโดยไม่ได้ใส่ใจภรรยาและลูกสาวคนเล็กเท่าไหร่

            “คุณแม่ลากรินออกมาทำไมคะรินอยากฟังว่านังมินตรามันจะมีความคิดยังไงเกี่ยวกับการเสนอโปรเจคระหว่างรินกับมันใครจะชนะ” เรืองรินยังไม่รู้ตัว

            “แกมันโง่!” คุณรัศมีกระแทกเสียง

            “ฉันไม่น่าเชื่อแกเลยความคิดแบบนั้นเด็กประถมมันก็เสนอได้ ไม่อายบ้างรึไง?” เรืองรินอึ้งไปเมื่อผู้เป็นแม่ดูจะโมโหเธอจริงๆถึงกับออกปากตำหนิออกมาตรงๆ

            “ที่ฉันต้องลากแกออกมาตรงนี้เพราะไม่อยากให้แกขายหน้ามากไปกว่านี้”เรืองรินเริ่มรู้สึกว่าความคิดของเธอไม่ได้ความจริงๆคุณรัศมีส่ายหน้าระอากับความไม่ได้เรื่องของลูกสาว แต่แล้วก็มีเสียงโทรศัพท์เข้าเธอรีบยกหูรับทันที

            “ฉันกำลังจะไปกับเรืองริน คุณรออยู่ที่ไหน?”คุณรัศมีพูดเสียงสะบัดเพราะกำลังหัวเสียอยู่

            “ค่ะ เดี๋ยวฉันไปหา” เมื่อกดวางสายแล้วเธอก็ลากลูกสาวไปขึ้นรถทันที

            “คุณแม่จะไปไหนคะ?” เรืองรินสงสัย

            “ตามมาเถอะน่าฉันไม่พาแกไปทำอะไรโง่ๆ หรอก” เรืองรินแอบค้อนแม่เบาๆแต่ก็ตามไปขึ้นรถโดยดี

            ทางด้านห้องประชุมทุกคนนำเสนอแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างเคร่งเครียดเพื่อให้งานประชาสัมพันธ์ของโรงแรมออกมาดีที่สุดความคิดไหนเข้าท่าคุณการุญก็จะให้เอมอร เลขาฯ จดเอาไว้อย่างละเอียดและเมื่อถึงเวลาของมินตรานำเสนอโปรเจคมินตราที่เตรียมตัวมาแล้วก็เริ่มนำเสนอผ่านไมโครโฟนอันเล็ก

             “ขออนุญาตท่านประธานในที่ประชุม นำเสนอแนวคิดนะคะดิฉันคิดว่าตอนนี้เรื่องราวความเป็นไทยในแต่ละยุคแต่ละสมัยของเรากำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปและอยู่ในความสนใจของชาวต่างชาติทั้งเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และอาหารการกิน ซึ่งนั่นหมายความว่าถ้าเรานำแนวคิดนี้มาใช้ในการโปรโมทโรงแรมและจัดแพ็คเกจก็สามารถทำได้ค่ะ”เมื่อมินตราเกริ่นมาถึงตรงนี้ ทุกคนต่างให้ความสนใจทันทีมินตราเห็นว่าทุกคนสนใจจึงพูดต่อ

            “เราสามารถจัดแพ็คเก็จให้ดูหลากหลายอย่างเช่นเข้าพักห้องพักในราคาปกติแต่เราอาจจะบริการอาหารว่างเป็นแบบไทยๆอย่างเช่น ข้าวแช่ หรือว่าขนมไทยพร้อมโอเลี้ยงเพิ่มเข้าไปหรือเข้าพักห้องพักในราคาแพ็คเก็จเหมารวมกับการบริการเที่ยวชมวัดริมแม่น้ำเจ้าพระยาศึกษาวิถีความเป็นไทยในราคาที่ลดลงจากราคาเดิมสักสิบเปอร์เซ็นต์ก็จะทำให้เราได้ทั้งค่าห้องพักและค่านำเที่ยวโดยอยู่ในราคาที่ไม่ขาดทุนด้วยค่ะแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็สามารถนำความคิดของทุกคนมาประยุกต์รวมกันเพื่อความเหมาะสมของแพ็คเกจค่ะ”มินตราเสนอโปรเจคอย่างตั้งใจซึ่งเธอหารู้ไม่ว่าโปรเจคของเธอมันเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับทุกคนในห้องประชุมคุณการุญนิ่งฟังอย่างยอมรับในความสามารถของลูกสาวคนกลาง

            “แล้วเรื่องประชาสัมพันธ์ล่ะคะคุณมินคิดว่าจะเป็นไปในแนวทางไหน?” หนึ่งในคณะผู้บริหารถามขึ้นอย่างสนใจในความคิดของหญิงสาวทุกคนมองมาทางเธอเหมือนอยากรู้เช่นกันว่าจะจัดงานให้ออกมาในรูปแบบไหน?