ขุนเขาเมฆหมอกยามรุ่งสางถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวโพลนจนมองไม่เห็นทางข้างหน้าเกินสิบก้าว ลู่เฉินยืนอยู่บนเนินเขาสูง มองกลับไปยังหมู่บ้านที่ค่อยๆ เลือนหายไปในสายหมอก แผ่นหลังของเขาสะพายกล่องไม้ไผ่ใบเดิมที่ได้รับการซ่อมแซมอย่างลวกๆ ภายในมีเพียงตำราไม่กี่เล่ม แท่นฝนหมึกหินก้อนเก่า และม้วนกระดาษเปล่าที่เหลืออยู่ ทว่าในอกเสื้อของเขา กลับมีห่อผ้าเล็กๆ ที่บรรจุจดหมายของครอบครัวและแผนที่การเดินทางที่เขาวาดขึ้นเอง
หลังจากเหตุการณ์ปะทะกับผู้คุ้มกันตระกูลอู๋ ลู่เฉินได้ตัดสินใจส่งบิดามารดาและพี่สาวออกเดินทางล่วงหน้าไปกับขบวนสินค้าของพ่อค้าเร่ที่เขาเคยรู้จัก โดยมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อความปลอดภัย ส่วนชิงเอ๋อร์นั้น... แม้นางจะยืนกรานจะอยู่เคียงข้างเขาเพียงใด แต่ลู่เฉินก็ต้องจำใจฝากฝังนางไว้กับพี่สาว โดยสัญญาว่าเมื่อเขามีความแข็งแกร่งพอและตั้งตัวได้ เขาจะตามไปรับทุกคนกลับมา
“ทางข้างหน้าคือมรรคาเซียน... แต่ก้าวแรกของข้ายังคงเป็ก้าวของปุถุชน” ลู่เฉินพึมพำ กระชับสายสะพายให้มั่นคง
เขาเดินทางมุ่งหน้าสู่ ‘เมืองชิงโจว’ เมืองหน้าด่านที่สำคัญและเป็ศูนย์กลางการค้าของมณฑลนี้ ลู่เฉินไม่ได้เลือกใช้เส้นทางสายหลักเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามของตระกูลอู๋ เขาเลาะไปตามเส้นทางป่าเขาที่สลับซับซ้อน ทักษะของพยัคฆ์าในกายทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงอันตรายจากสัตว์ร้ายและกับดักพรานป่าได้อย่างง่ายดาย แต่เขากลับเลือกที่จะเดินอย่างเชื่องช้า สงวนพลังปราณสีอำพันไว้ในจุดตันเถียน เพื่อไม่ให้เป็ที่ผิดสังเกตของผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ที่อาจจะสัญจรผ่านไปมา
สามวันผ่านไป เสบียงอาหารที่เตรียมมาเริ่มร่อยหรอ ลู่เฉินเดินทางมาถึงตำบลเล็กๆ ชื่อ ‘ตำบลหยาดน้ำค้าง’ ซึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างหุบเขากับเมืองชิงโจว ตลาดในตำบลนี้คึกคักไปด้วยผู้คนหลากฐานะ ั้แ่ชาวนาผู้ยากไร้ไปจนถึงพ่อค้ามั่งคั่งและผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำที่สวมดาบยาวเดินกร่างไปมา
ลู่เฉินเดินสำรวจรอบตลาดด้วยสายตาที่สุขุม เขาเห็นแผงขายภาพวาดและอักษรพู่กันของบัณฑิตชราคนหนึ่งที่ดูเงียบเหงา ชายหนุ่มไม่ได้มุ่งตรงไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อหางานใช้แรงงาน แต่เขากลับหยุดยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่หน้าศาลาพักใจกลางเมือง แสงแดดที่สาดส่องลอดผ่านกิ่งหลิวทอด เงา ลายริ้วลงบนพื้นดินเป็ริ้วคลื่นดูสวยงาม
ชายหนุ่มวางกล่องไม้ไผ่ลงอย่างบรรจง เขาหยิบแผ่นไม้ออกมาวางเป็โต๊ะชั่วคราว ฝนหมึกด้วยน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ช้าๆ จังหวะการฝนหมึกของเขานั้นสม่ำเสมอและแฝงไปด้วยความสงบของจิตใจ นี่คือการฝึกควบคุมพลังปราณในรูปแบบหนึ่งที่ความทรงจำจากจาการ์าได้มอบให้เขา
“รับจ้างแต่งบทกวีส่งใจ เขียนจดหมายอาลัย คัดกรองอักษรมงคล... ราคาสุดแท้แต่จะเมตตา”
ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กังวาน ไม่ได้ะโป่าวร้องเหมือนพ่อค้าทั่วไป ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับดึงดูดให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง บัณฑิตหนุ่มในชุดปะชุนสะอาดสะอ้าน ท่วงท่าการนั่งหลังตรงราวกับยอดไผ่ และแววตาที่ลุ่มลึกนั้นทำให้เขาดูต่างจากบัณฑิตยากจนคนอื่นๆ
ไม่นานนัก หญิงสาวชาวบ้านผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทางเขินอาย นางยื่นเหรียญทองแดงให้เขาหนึ่งอีแปะ “ท่านบัณฑิต... ข้าอยากให้ท่านช่วยเขียนจดหมายหาพี่ชายที่ไปเป็ทหารอยู่ที่ชายแดน บอกเขาว่าท่านแม่สบายดีและรอเขากลับมาในฤดูเก็บเกี่ยวนี้”
ลู่เฉินยิ้มรับด้วยความอ่อนโยน เขาจุ่มพู่กันลงในหมึกที่ข้นพอดี พริบตานั้นจิติญญาของเขาก็หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับปลายพู่กัน ลมปราณสีอำพันไหลเวียนจางๆ ไปที่ปลายนิ้ว ไม่ใช่เพื่อทำลายล้าง แต่เพื่อ "สื่ออารมณ์" เขาตวัดอักษรลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วแต่ประณีต ทุกเส้นสายที่ลากผ่านกระดาษดูมีชีวิตชีวา ราวกับว่าตัวอักษรเ่าั้มีความรู้สึกแฝงอยู่
เมื่อเขียนเสร็จ ลู่เฉินยื่นจดหมายให้นาง “เรียบร้อยแล้วแม่นาง ข้าแถมบทกลอนอวยพรให้พี่ชายท่านปลอดภัยติดไปด้วย หวังว่าเขาจะได้รับในเร็ววัน”
หญิงสาวรับจดหมายไป และทันทีที่นางมองดูตัวอักษรเ่าั้ นางก็ถึงกับน้ำตาคลอ “ข้า... ข้าอ่านไม่ออกหรอกเ้าค่ะ แต่มองดูตัวอักษรเหล่านี้แล้ว ข้ารู้สึกเหมือนเห็นรอยยิ้มของท่านแม่จริงๆ ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะบัณฑิต!”
ข่าวเื่บัณฑิตหนุ่มผู้มีฝีมือพู่กัน "ะเืใจ" แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วในตำบลเล็กๆ แห่งนี้ ผู้คนเริ่มมารุมล้อมหน้าต้นหลิวมากขึ้น ลู่เฉินใช้เวลาตลอด่บ่ายเขียนจดหมายและแต่งกวีให้ชาวบ้านนับสิบคน เขาไม่ได้เพียงแค่เขียนตามคำบอก แต่เขาใช้สติปัญญาบัณฑิตขัดเกลาถ้อยคำให้ดูสง่างามและกินใจ จนแม้แต่เศรษฐีท้องถิ่นคนหนึ่งยังยอมจ่ายถึงยสิบอีแปะเพื่อแลกกับอักษรมงคล ‘มั่งคั่งยั่งยืน’ ไปประดับบ้าน
ในขณะที่ลู่เฉินกำลังเก็บข้าวของเตรียมจะหาที่พัก เงา มืดใหญ่ก็พาดทับลงบนโต๊ะไม้ของเขา ชายฉกรรจ์ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มสวมหมวกขุนนางท้องถิ่นเดินเข้ามาหา แววตาของเขาเต็มไปด้วยความสงสัยและชื่นชม
“ฝีมือพู่กันของเ้า... ไม่เลวเลยทีเดียว แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของขุนเขาและพละกำลังที่ซ่อนเร้น” ชายผู้นั้นกล่าว เขาคือ ‘นายกองหวัง’ ผู้ควบคุมการลาดตระเวนของตำบลนี้ “บัณฑิตน้อย เ้าชื่ออะไร และกำลังจะเดินทางไปที่ใด?”
“ข้าน้อยลู่เฉิน เป็เพียงบัณฑิตเร่ร่อนมุ่งหน้าสู่เมืองชิงโจวเพื่อศึกษาต่อขอรับท่านนายกอง” ลู่เฉินตอบพลางประสานมือคารวะอย่างถูกกาลเทศะ
“ชิงโจวหรือ? ่นี้ทางไปชิงโจวไม่ค่อยปลอดภัยนัก มีข่าวเื่อสูรป่าอาละวาดและกลุ่มโจรปล้นชิง” นายกองหวังหรี่ตาลง “แต่ดูจากท่าทางของเ้าที่นิ่งสงบเช่นนี้ คงไม่ใช่บัณฑิตที่เอาแต่จมกองตำรากระมัง? ข้ามีงานอย่างหนึ่งให้เ้าทำ หากเ้าทำสำเร็จ ข้าจะมอบหนังสือรับรองเพื่อให้เ้าเข้าเมืองชิงโจวได้ง่ายขึ้น และมีรางวัลเป็เงินห้าสิบอีแปะ”
ลู่เฉินนิ่งคิดครู่หนึ่ง การมีหนังสือรับรองจากทางการจะช่วยลดปัญหาเื่การตรวจสอบประวัติจากตระกูลอู๋ได้มาก “งานสิ่งใดหรือขอรับท่านนายกอง?”
“ในศาลเ้าเก่าแก่ท้ายตำบล มีแผ่นหินจารึกโบราณที่ชำรุดทรุดโทรมจนตัวอักษรเลือนหายไป นายอำเภอ้าให้ใครสักคนที่มีความรู้เื่อักษรโบราณไปถอดรหัสและคัดลอกออกมาเพื่อนำไปซ่อมแซม บัณฑิตที่นี่ไม่มีใครทำได้เลย เ้าสนใจจะลองดูไหม?”
ลู่เฉินััได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติจากคำพูดนั้น สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ของเขาเตือนว่าศาลเ้าแห่งนั้นอาจมี "กลิ่นอาย" ของพลังงานบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ทว่าเขาก็้าหนังสือรับรองนั้นจริงๆ “ข้าน้อยยินดีลองดูขอรับ”
ค่ำคืนนั้น ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังศาลเ้าเก่าที่รกร้าง ลู่เฉินเดินเข้าไปพร้อมกับตะเกียงน้ำมันในมือ เงา ของเขาทอดยาวไปตามผนังหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นหิน เมื่อเขาเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าแผ่นหินจารึกโบราณ ชายหนุ่มก็ต้องเบิกตากว้าง
ตัวอักษรบนแผ่นหินไม่ใช่ภาษาปุถุชนทั่วไป แต่มันคือ ‘อักขระเซียน’ ที่สลักไว้ด้วยเจตจำนงที่รุนแรง!
“นี่มันไม่ใช่แค่จารึกธรรมดา... แต่มันคือส่วนหนึ่งของค่ายกรรักษาพรต” ลู่เฉินรำพึงในใจ พลางยื่นมือไปััแผ่นหิน ทันใดนั้น พลังปราณสีอำพันในตัวเขาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพพยัคฆ์จากัวร์ตัวมหึมาปรากฏขึ้นในนิมิตอีกครั้ง มันคำรามกึกก้องสะท้อนกับอักขระบนแผ่นหิน
ดูเหมือนว่าชีวิตบัณฑิตพเนจรของเขา จะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิดเสียแล้ว ก้าวแรกสู่มรรคาเซียนกำลังจะเริ่มขึ้น ณ ศาลเ้าแห่งนี้ และความรู้ในตำราของเขา กำลังจะเป็กุญแจสำคัญในการไขความลับของโลกใบใหม่ที่เขาเพิ่งก้าวเข้ามา
ลู่เฉินหยิบพู่กันออกมา เตรียมตัวคัดลอกอักขระ์ท่ามกลางความมืดมิด โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่จาก เงา มืดหลังเสาศิลา...