ด้วยความใเขาโวยวายถามชายชรา ด้วยภาษาตามสัญชาติเดิมของเขา ชายชรา งุนงงพร้อมโบกไม้โบกมือให้เขาสงบลง เขายังไม่หยุด แต่เปลี่ยนเป็ภาษาอังกฤษแล้วพ่นคำถาม ต่อเนื่องมากมาย ใส่ชายชรา ผ่านไปราวสองชั่วโมง เขาเริ่มสงบตลอดเวลาที่เขาโวยวาย ชายชราฟังไม่ออกแม้แต่นิดเดียวว่าเขาพูดว่าอะไร
เฒ่าจางไม่ใด้วยคิดอยู่แล้วว่าน่าจะมีปัญหาเื่การสื่อสารเด็กน้อยจากดวงดาวกับโลกนี้คงใช้ภาษาที่แตกต่างกัน เขาเคยอ่าน บันทึกโบราณรู้ว่านอกจากภาษาที่เขาใช้สื่อสาร ยังมีภาษาอื่นๆอีกมากมายคัมภีร์ลับหรือตำราหลายเล่ม ก็ใช้ภาษาอื่นๆ เป็เื่ปรกติ เขายกแก้วน้ำในมือขึ้น แล้วพูดว่า “น้ำ...” สองครั้งติดกัน ชายหนุ่มตั้งใจฟัง นั่งนิ่งคิดไปครู่หนึ่งสมองกำลังค้นหาและเทียบเคียง ความหมายคำพูดกับท่าทาง เนิ่นนานหลังจากทบทวนตั้งสติอยู่พักใหญ่ เขาก็เริ่มจับได้ว่า ชายชราพูดภาษาจีน แต่สำเนียงนี้ไม่คุ้นเลย อาศัยที่ผ่านมาเขาเคยเรียนและหัดพูดจีนกลางมาหลายปี พอจับใจความได้จึงถามชายชราเป็ภาษาจีนกระท่อนกระแท่นว่า “เกิดอะไรขึ้น...ผมอยู่ที่ไหน...คุณเป็ใคร”
จางเหว่ย ตั้งอกตั้งใจฟังทันใดเขาก็ดีใจแทบบ้าคลั่ง ทารกจากดวงดาว สามารถพูดภาษาของโลกนี้ได้ถึงแม้สำเนียงจะปะหลาดพิกลแต่พอฟังรู้เื่ ในความคิดของเขาการพูดคุยสื่อสารกับทารกจากดวงดาว คงเป็เื่ยากลำบาก “อย่างนี้ก็ง่ายแล้ว” น่าจะใช้เวลาไม่นานในการพูดคุยถึงขั้น หัดอ่านออกเขียนได้ เขาเองก็อยากรู้เื่ราว ในโลกของเด็กน้อยอยู่ไม่น้อย เมื่อถึงเวลานั้นบางเื่อาจมีประโยชน์กับ วิชายุทธ์และวิชาโอสถ ของเขาไม่มากก็น้อย
“ข้าชื่อ จางเหว่ย เป็ผู้เฒ่าพำนักอยู่เมือง สุ่ย ที่นี้บ้านของข้า ตั้งอยู่ริมทะเลสาบซือหยู่..” เขาพูดแนะนำ จากนั้นก็ถามช้าๆว่า “เ้าชื่ออะไร” ชายหนุ่มคิดถึงในวัยเด็กเขาเคยไปเรียนภาษาจีนในศาลเ้าประจำมูลนิธิคุณธรรมแถวบ้าน กับสินแสประจำศาลเ้าสินแสเคยตั้งชื่อจีน เพื่อให้เขาหัดเขียนภาษาจีน เรียกว่า “เทียนหลง” แต่เขาไม่รู่ว่าแซ่อะไรกันแน่หลังจากรู้ชื่อของทารกแห่งดวงดาว ก็พูดสรุปง่ายๆว่า ”เ้าเรียกข้าว่าปู่จางก็แล้วกัน หากใครถามเ้าจงบอกไปว่า เ้าแซ่จาง
ชื่อเต็มคือ “จางเทียนหลง” เป็หลานของข้ามาจากต่างเมือง ตอนนี้เ้าพักผ่อนก่อนเถอะมีอะไรรอให้เ้าดีขึ้นกว่านี้ แล้วค่อยว่ากัน”
เวลาผ่านไปย่างรวดเร็วเทียนหลง พักรักษาตัวอยู่กับจางเหว่ย ได้หนึ่งเดือนเขาเริ่มทำความเข้าใจสำเนียงจีนโบราณ และพยายามสื่อสารพูดคุยกับ จางเหว่ยหลังจากตั้งสติ ลำดับความคิดแล้วเช้าวันหนึ่ง ท้องฟ้าแจ่มใสหลังจากกินข้าวเช้าแล้ว เริ่ม ถามคำถามเป็ชุด กับ จางเหว่ยจากคำถามแรก
“คุณมี โทรศัพท์ไหม...?
ทำไมผมไม่อยู่ในโรงพยาบาล...?
หน่วยกู้ภัยที่ใกล้ที่สุดอยู่ไหน...?
ผมอยู่ในประเทศอะไร...?
สนามบินที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน...?
ผมจะติดต่อสถานทูตได้อย่างไร...?
...?...“
ถึงแม้ว่าสำเนียงของทั้งสองฝ่ายจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง ขมวดคิ้ว หลังจากผ่านการทวนคำถามตอบอย่างยากลำบาก ผ่านการสนทนามาเนิ่นนาน เทียนหลงก็ค่อยๆ สรุปได้ตอนนี้เขารู้แล้วว่า จางเหว่ย เป็คนช่วยเขาไว้ และ ใมากที่รู้ว่าเขาตกลงมาพร้อมดาวตก เขาไม่ได้อยู่ในโลกเดิมอีกต่อไป โลกนี้เหมือนโลกจีนยุคโบราณเขาไม่แน่ใจว่านี่เป็การย้อนเวลาหรือไม่ แต่คนที่ตระหนกมากกว่าคือ จางเหว่ยหลังจากคำถามที่ เทียนหลง ยิงรัวเป็ชุด เขาค่อยๆ ตอบและถามกลับ ทำให้ จางเหว่ยยิ่งตื่นใเป็เท่าทวี
“....โทรศัพท์...คือเครื่องมือที่ใช้สื่อสารสามารถพูดคุยแบบเห็นหน้าหรือภาพกับคนที่ห่างไป เป็หมื่นๆกิโลเมตร...?. อะไรนะส่ง VDO มันคืออะไร..?.”
“...โรงพยาบาลคือ สถานที่รักษาพยาบาลมีแพทย์ประจำเป็ร้อยมีเครื่องมือ วิเศษตรวจชีพจร...มองกระดูก...?”
“…หน่วยกู้ภัยหน่วยช่วยเหลือที่เกิดจากการรวมตัวของหลายชาติพันธุ์ หลายอาณาจักร...”
“...มีเครื่องจักรที่ใช้บินได้บรรทุกคนเป็จำนวนมากแถมยังรวดเร็วมาก จากเมืองสุ่ย บินไป เมืองหลวงหยกขาวใช้เวลา ไม่ถึงสามวันทั้งที่ในโลกนี้แม้ ใช้สัตว์อสูรบก ที่เร็วที่สุดโดยไม่หยุดพัก ยังต้องใช้เวลาเกือบถึงหนึ่งปี...”
"....?"
เมื่อผ่านเื่ราวอันน่าตื่นใหลังจากพยายามทำความเข้าใจอยู่พักใหญๆ จางเหว่ย คิดคำถามอยู่ครู่หนึ่งเขา้ารู้ความสามารถในการทำาและป้องกันเมืองมนโลก ของเทียนหลงสอบถามถึงการป้องกันอาณาจักร “อาวุธป้องกันเมือง หรือ อาณาจักรที่ทรงอาณุภาพในโลกของเ้า คืออะไรมีอานุภาพร้ายแรงขนาดไหน” เทียนหลงนิ่งคิดตอบคร่าวๆ ว่า “เท่าที่เปิดเผยและ ข้ารับรู้ข้อมูล น่าจะเป็ ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ข้ามทวีป” หลังจากอธิบายถึงรัศมีและกำลังทำลายล้าง จากเหว่ย ตกตะลึง...นิ่งอึ้ง
อาวุธที่ทำลายศัตรูที่ห่างไกลถึงหลายหมื่นกิโลเมตรได้ “ข้าเคยรับรู้อนุภาพของอาวุธเทพเซียนระดับจักรพรรดิ์ ถ้านำมาเปรียบ มันมีอานุภาพไม่ถึง หนึ่งในร้อยส่วนเมื่อเทียบกับอาวุธที่เ้าเอ่ยถึง คงไม่ผิดแล้ว! เ้าคงมาจากแดนเทพเป็แน่แล้ว “
หลังจากภาวะตื่นใ มึนงงสับสน สั่นขวัญสะท้านิญญาผ่านไป ทั้งคู่ก็เริ่มสนทนากันช้าๆ จางเหว่ย พูดขึ้น “ข้าไม่รู้ว่าเ้ามาจากไหนมาที่นี่ได้อย่างไร ข้าเก็บหยกจารึกโบราณได้ที่ ริมบึงมรกต บนหยกมีคำทำนายลับลิขิต์ ข้าลองตีความแล้วไปรออยู่ริมบึง หวังว่จะได้รับโชคจากฟ้าหลังจากนั้นเ้าก็มา .. นั้นสิ เ้ามาที่นี่ทำไม แล้วทำไมโลกเ้าถึงส่งเ้าที่เป็เด็กน้อยอายุเพียงห้าขวบมาที่นี่ เ้าจะทำอะไรต่อไป ?”
เทียนหลง นิ่งคิดอยู่นานก่อนตอบคำถามสุดท้ายของ จางเหว่ย “ข้าไม่รู้ว่ามาทีนี่ทำไม หลายคำถามที่ท่านถามข้าตอบไม่ได้ตัวข้าเองมีคำถามมากมายแต่ ข้าไม่รู้จะถามท่านอย่างไรดี ตอนนี้ข้ามืดไปหมดทุกด้านขอพักอยู่กับท่าน ปู่จาง ก่อนได้ไหม ” เฒ่าจางมองเห็นความอึดอัดและอับจนปัญญาบนหน้าของ เทียนหลง แล้วพูดขึ้นง่ายๆ ว่า “เอาตามนี้ไปก่อน รอเ้าหายสนิทแล้วค่อยว่ากันอีกที”
วันรุ่งขึ้น จางเหว่ยเห็น เทียนหลง ลุกขึ้นเดินไปเดินมาได้แล้ว หลังจากเตรียมเสบียงเสร็จก็ออกไปหาสมุนไพรแต่เช้ามืด ยามนี้ เทียนหลง รู้แล้วว่า ปู่จางเป็นักขุดสมุนไพรและยังเป็แพทย์ มือพิสดารถึงสามารถจ่ายยาวิเศษที่ใช้รักษาเขาให้หายได้อย่างรวดเร็ว
เทียนหลงมีความเลื่อมใสในวิชาแพทย์ของ จางเหว่ย ยิ่งนัก ลองมาย้อนคิดดูหากเขาาเ็ระดับนี้ ในโลกที่เขาจากมา คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า หกเดือนจึงจะสามารถลุกเดินและเริ่มหายนี่ยังไม่นับการปลูกถ่ายผิวที่ถูกไฟไหม้อีกด้วย รวมเวลารักษาทั้งหมด สภาพของเขาตอนนี้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองปีแต่นี้ ผ่านไปเพียงเดือนเศษ ช่างเป็วิชาการรักษาที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก ด้วยความที่รักการเรียนรู้และความสนใจที่มี ต่อเื่ สมุนไพรใบยา ั้แ่โลกเดิม เขาตั้งใจจะขอเรียนวิชากับปู่จาง ทันทีที่เขากลับมาจากหาสมุนไพร
ยามสาย เทียนหลงไปนั่งเล่นบนสะพานน้อย ริมทะเลสาบหน้าบ้าน เขาครุ่นคิดถึงแม้มียังมีคำถามอีกมากมายที่ยังไม่ได้คำตอบ แต่เขาไม่กล้าถามจางเหว่ยมีหลายเื่ที่เขาเองก็ไม่ชัดเจน และบางเื่สำคัญจนไม่กล้าเอ่ยปากถาม เช่น
“เขามาที่นี่ได้อย่างไรทำไมจางเหว่ยถึงสามารถเก็บเขาที่ไฟลุกท่วมตัวกลับมาแล้วใช้ยาอะไรรักษาเขาถึงได้หายอย่างรวดเร็วปานนี้ และคำถามที่สำคัญและพิสดารสุดๆร่างกายของเขาทำไมกลายเป็เด็ก แถมเป็เด็ก อายุห้าขวบเท่านั้น ปู่จางใช้อะไรวัดอายุของเขานอกจากร่างกายที่กลายเป็เด็ก อัตลักษณ์ต่างๆ ยังคงเดิมไม่ว่าจะเป็หน้าตา โครงสร้างร่างกาย ผิวสีที่ขาวขึ้นเล็กน้อย มีเพียงสองสิ่งที่เปลี่ยนไป และเขาคิดว่า เป็พรจาก์นั้นคือ
ฟันที่กรอและอุดไปหลายซี่กลับมาเป็ฟันที่สมบูรณ์ โรคต่างๆ ที่รุมเร้าเขาในโลกก่อน เช่น เบาหวานปลายประสาทอักเสบ รวมถึงโรคความดันต่ำอาการกวนใจทั้งหมดหายไปจากร่างกายของเขาอย่างไม่มีร่องรอยเหมือนกับไม่เคยเป็อะไรมาก่อน ร่างกายของเขาแข็งแรง...ถึงกับแข็งแรงกว่าเดิมเสียอีก”
ส่วนที่ไม่แน่ใจว่าเป็โชคดีหรือโชคร้ายคือความทรงจำของเขายังเด่นชัด เื่ราวรวมถึงประสบการณ์ ที่ผ่านมาในโลกเก่ายังคงอยู่...ชีวิตที่ผ่านมา มันเหมือนผ่านความฝันอันยาวนาน…ผ่านสุขทุกข์ร้อนหนาว...การฟันฝ่าอุปสรรค...เื่ราวที่บางครั้งอับจนปัญญายากแก้ไข..บางทีโชคดี..มีหัวเราะทั้งน้ำตาและอืนๆ..อีกมากมาย แต่ชิวิตที่ผ่านมาทั้งหมด ไม่สามารถกำหนดได้ มันล่องลอยไปตามชะตาที่ถูกผู้อื่นกำหนดอยู่เสมอ ...... ไม่แน่ นี่อาจเป็โอกาสที่เขาจะกำหนดชีวิตของตนเอง “..ชีวิตใหม่..”
จากที่จางเหว่ยเล่าถึงวิธีการมาของเขา สรุปได้ทันทีว่าเป็ไปไม่ได้ที่เขาจะกลับไป ถึงแม้โลกนี้จะไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลยก็ตามไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา ไม่มีอินเทอร์เน็ต แต่ว่าการที่เขามาอยู่ที่โลกใหม่นี้สามารถรับรู้ถึง อากาศอันแสนบริสุทธิ์ ไร้มลภาวะใดสภาพแวดล้อมแบบนี้ไม่สามารถพบเจอได้ในโลกเก่า นอกจากนี้ตัวเขายังรู้สึกและััได้ถึงพลังลึกลับบางอย่าง ที่ทำให้ร่างกาย สดชื่นเปี่ยมพลังราวกับจะโยกขุนเขาแหวกท้องฟ้าบินไปในนภา ทะยานไปในจักรวาลเยือนดวงดาวอันห่างไกล
เขาคงต้องเริ่มชีวิตใหม่นี้ แม้ว่าการจะดำรงชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เป็ เด็กน้อย ไม่ใช่เื่ง่าย แต่เขาไม่เคยกลัวความลำบากปัญหาที่ยากแก้ไข เช่น ภาษา สังคม การทำมาหากิน ไม่ใช่เื่ใหญ่เทียมฟ้าแต่อย่างไรจากประสบการณ์ชิวิต ที่ผ่านความฝันอันยาวนานเขาแน่ใจว่า สามารถแก้ไขได้ทีละเปลาะแรกฟื้นตื่นและรับรู้ความจริงอันน่าในี้ เขาคิดว่าโลกนี้คือความฝัน แต่ตอนนี้เขาคิดว่า โลกในอดีตต่างหากคือความฝันแถมยังเป็ฝันร้ายเสียด้วย ดังนั้นได้เวลาแล้ว ..เวลาที่จะพลิกฝัน...ฟื้นตื่น...ฟื้นตื่นในโลกใหม่...โลกที่สวยงาม