บทที่ 47 โฆษณาชิ้นเอก
ซวีเป่ยเป้ยกะพริบตาถี่ ๆ ดวงตากลมโตคู่สวยถูกแต่งแต้มด้วยอายแชโดว์สีฟ้า เปล่งประกายระยิบระยับดุจดวงดาวบนท้องฟ้า เธอดูงดงามราวกับนางฟ้า แต่แฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ ชวนให้หลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ดูสูงส่งเกินเอื้อม ซวีเป่ยเป้ยดูเหมือนจะพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้ เธอชอบความรู้สึกที่ทำให้คนอื่นหลงใหลได้ปลื้มแบบนี้ เธอเดินไปเดินมาอยู่กลางห้องราวกับกลัวว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็น
ทันใดนั้นเอง เสียงกลืนน้ำลายดังแว่วมาจากทั่วทั้งห้องถ่ายทำ เพราะส่วนใหญ่ในห้องนั้นเป็นผู้ชาย พวกเขาต่างตกตะลึงในความงามของเธอ เมื่อตั้งสติได้ บางคนที่หน้าบางก็ถึงกับหน้าแดงก่ำ ผู้กำกับที่เป็นชายร่างท้วมจึงกระแอมไอเบา ๆ เพื่อเรียกสติของทุกคน กลับมาถ่ายทำโฆษณาต่อได้
ชุดที่ซวีเป่ยเป้ยสวมใส่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากตัวละครหนึ่งในเกม สิ่งที่เธอต้องทำคือโพสท่าทางแบบตัวละครนั้น แล้วพูดบทพูดของตัวเอง มันเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่ถ่ายทำไม่กี่เทคก็เสร็จแล้ว ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ดังนั้น ติงหรูจวินจึงให้เวลากับโม่เฟิงมากพอสมควร ซึ่งทำให้เขามีเวลาคิดงานมากขึ้น
แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง โม่เฟิงกลับเริ่มปวดหัว เขาเริ่มจำได้ลาง ๆ ว่าตอนที่เขาพาซวีเป่ยเป้ยเข้ามาในสตูดิโอถ่ายทำ ทีมงานและนักแสดงคนอื่น ๆ ต่างมองเขาด้วยสายตาประหลาดใจ ตอนนี้เขาถึงได้เข้าใจว่าสายตาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสงสัยและเยาะเย้ย
แค่ฉากเดียว ซวีเป่ยเป้ยก็ทำพลาดแล้วพลาดอีก เธอโพสท่าผิดบ้าง จำบทพูดผิดบ้าง ตอนนี้แม้แต่ผู้กำกับก็ยังท้อใจ ไม่คิดว่าจะมีนักแสดงที่ไม่เอาไหนขนาดนี้อยู่บนโลก ถ้าบทพูดของเธอยาวกว่านี้ คงถ่ายทำกันทั้งวันก็ไม่เสร็จ ผู้กำกับมองโม่เฟิงอย่างจนปัญญา เพราะโม่เฟิงเป็นคนพาซวีเป่ยเป้ยมาเอง เขาจึงทำได้แค่ถ่ายทำต่อไปอย่างยากลำบาก ไม่เช่นนั้นคงไม่มีวันได้เลิกกอง
โม่เฟิงขมวดคิ้ว เขาไม่รู้ว่าติงหรูจวินทุ่มเทกับแผนงานนี้มากแค่ไหน แต่เขารู้ว่าเธอให้ความสำคัญกับมันมาก ถ้าเขามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น คงส่งผลกระทบต่อแผนงานทั้งหมดอย่างแน่นอน เขาจึงต้องทำงานอย่างรอบคอบ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าทางออกที่ดีที่สุดคือถ่ายทำส่ง ๆ ไป หรือไม่ก็หานักแสดงคนใหม่ แต่นั่นไม่ใช่ทางเลือกของเขา เพราะติงหรูจวินสำคัญกับเขามาก
โม่เฟิงเดินไปที่ตู้กดน้ำ เขากดน้ำร้อนมาสองแก้ว แล้วเดินไปหาซวีเป่ยเป้ย ก่อนจะยื่นน้ำให้เธอแก้วหนึ่ง “คุณซวีเป่ยเป้ย ไม่เคยถ่ายโฆษณามาก่อนเหรอครับ?”
ซวีเป่ยเป้ยหน้าแดงเล็กน้อย เพราะตอนนี้เธอก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองแสดงไม่ดี ผู้กำกับคงไม่พอใจแน่ ๆ เธอรับน้ำร้อนมาด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาของเธอแดงก่ำ เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “คุณโม่เฟิง ฉันไม่เหมาะกับการแสดงจริง ๆ ใช่ไหมคะ?”
ตอนนี้โม่เฟิงอยากจะตะโกนใส่หน้าเธอว่า ‘ใช่ เธอไม่เหมาะกับการแสดงเลยแม้แต่น้อย เธอไม่ควรมาข้องเกี่ยวกับการแสดงเลยด้วยซ้ำ’ แต่เมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารของเธอ ใครจะกล้าทำร้ายจิตใจเธอลง
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้โม่เฟิงก็รู้แล้วว่าเขาทำได้แค่ให้ซวีเป่ยเป้ยถ่ายโฆษณาตัวนี้ เพราะเขาไม่มีเวลาไปหานักแสดงคนใหม่แล้ว ต่อให้มีเวลา ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเขาจะหาคนที่ใช่เจอ
โม่เฟิงส่งสัญญาณมือให้ผู้กำกับ บอกให้ทุกคนพักกันก่อน เขาหันไปยิ้มให้ซวีเป่ยเป้ย “คุณซวีเป่ยเป้ย ไม่มีอะไรที่เหมาะหรือไม่เหมาะหรอกครับ แค่พยายามก็เปลี่ยนแปลงได้แล้ว ผมแค่สงสัยว่าทำไมบางครั้งคุณถึงลืมบทพูด ทั้งๆ ที่มันก็แค่ประโยคง่าย ๆ เอง”
ซวีเป่ยเป้ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอเบะปากแล้วพูดว่า “ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่รู้สึกว่าบทพูดมันไม่ค่อยดี อยากจะพูดในแบบของตัวเองมากกว่า”
โม่เฟิงถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แล้วบทพูดของคุณเป็นแบบไหนเหรอครับ? ลองพูดให้ผมฟังหน่อยสิครับ ถ้าใช้ได้ เราจะเปลี่ยนให้”
ซวีเป่ยเป้ยยิ้มกว้างเหมือนเด็ก ๆ ที่ดีใจ “ฉันว่าบทพูดของคุณมันไม่ค่อยสมเหตุสมผล ทำไมต้องมาพูดแค่คำว่ายินดีต้อนรับ มันเหมือนกับพนักงานต้อนรับทั่วไปเลย ฉันเป็นถึงดาราเลยนะ รู้สึกว่าใช้ความสามารถไม่คุ้มค่าเลย บทพูดควรจะเป็นแบบนี้จะดีกว่า… ขอเชิญคุณเข้าร่วมเกมออนไลน์เฟยอวิ๋น ฉันรอคอยการมาของคุณอยู่นะคะ!”
บทพูดโฆษณาชิ้นนี้เป็นผลงานที่ทีมพิเศษใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการคิดค้นขึ้นมา แต่กลับถูกผู้หญิงที่ดูเหมือนจะโง่ ๆ คนนี้ปฏิเสธ แต่เนื้อหากลับดูสมบูรณ์มากขึ้น โม่เฟิงมองซวีเป่ยเป้ยราวกับเจอขุมทรัพย์ “คุณ ซวีเป่ยเป้ย เรียนจบอะไรมาเหรอครับ?”
ซวีเป้ยเป้ยไม่เข้าใจคำถามของโม่เฟิง แต่เธอก็รู้ว่าโม่เฟิงน่าจะเป็นหัวหน้างานในครั้งนี้ เธอจึงตอบอย่างสุภาพว่า “ฉันเรียนอยู่ปี 4 มหาวิทยาลัยการแสดงหนานไห่ สาขาการแสดงค่ะ อีกไม่กี่เดือนก็จะจบแล้ว”
โม่เฟิงพยักหน้า “ถ้าเรียนจบแล้วหางานไม่ได้ ติดต่อผมได้นะครับ บริษัทโฆษณาของเรากำลังหาคนอยู่พอดี ถึงแม้จะไม่ใช่ตำแหน่งสำคัญอะไร แต่สวัสดิการก็ไม่เลวเลยล่ะ”
ตอนนี้โม่เฟิงไม่สามารถบรรจุใครเข้าทำงานในเฟยอวิ๋นกรุ๊ปได้ แต่ถ้าแค่ฝากฝังคนเข้าทำงาน คงไม่ใช่เรื่องยาก ยิ่งตอนนี้ทีมงานของเขาก็กำลังขาดคนอยู่พอดี ถ้าเขาใช้เส้นสายของติงว่านหรู เชื่อว่าคงไม่ใช่เรื่องยาก
ซวีเป่ยเป้ยพยักหน้า การเป็นนักแสดงประกอบเป็นแค่ความฝันและงานอดิเรกของเธอเท่านั้น คนเราต้องใช้ชีวิต ดังนั้นซวีเป่ยเป้ยจึงรู้ดีแก่ใจว่าหลังเรียนจบเธอต้องหางานทำ
โม่เฟิงตบไหล่ซวีเป่ยเป้ยเบา ๆ “โฆษณาตัวนี้ คุณแสดงได้เต็มที่เลยครับ ส่วนบทพูดก็เปลี่ยนเป็นแบบที่คุณบอกนั่นแหละ”
ฉากหลังเป็นท้องทะเลสีฟ้าครามไกลสุดลูกหูลูกตาคือผืนน้ำสีครามกับเกลียวคลื่นที่กวัดแกว่งไม่หยุด หญิงงามในชุดรบสีเขียวคราม งามเลิศราวกับเทพเซียน ลอยละลิ่วอยู่เหนือเกลียวคลื่น เบื้องหลังมีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายในทะเลดังกึกก้องก่อนจะสลายหายไป ราวกับว่าการมีตัวตนของพวกมันมีไว้เพียงเพื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งของนางฟ้า ไม่สามารถขัดขวางนางได้เลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นฉากก็เปลี่ยนไป หญิงงามนั่งอยู่บนตัวนกฟีนิกซ์เพลิง สยายสองมือออกไปเบื้องหน้า แล้วเอ่ยปากขึ้นอย่างแผ่วเบาว่า “ขอเชิญคุณเข้าร่วมเกมออนไลน์เฟยอวิ๋น ฉันรอคอยการมาของคุณอยู่นะคะ!”
ที่นี่คือห้องประชุมของบริษัทโฆษณาเฟยอวิ๋นและโฆษณานี้ที่เพิ่งฉายจบลงไปคือ โฆษณาเกมออนไลน์เฟยอวิ๋นที่โม่เฟิงเป็นผู้ดำเนินการถ่ายทำ และถูกตัดต่อออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่คำว่า [เกม ออนไลน์เฟยอวิ๋น] ปรากฏขึ้น ก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วห้องประชุม เป็นการบ่งบอกถึงความสำเร็จของโฆษณาชิ้นนี้
หลังจากที่ซวีเป่ยเป้ยเปลี่ยนบทพูด โม่เฟิงก็ดูแลการตัดต่อด้วยตัวเอง ถือได้ว่าโฆษณาตัวนี้สร้างมาเพื่อซวีเป่ยเป้ยโดยเฉพาะ ไม่ใช่ว่าโม่เฟิง อยากจะปั้นเธอ เขาไม่มีอำนาจขนาดนั้น เขาทำไปเพราะอยากให้โฆษณาดูสมจริง และขับเน้นความงามของซวีเป่ยเป้ยให้ได้มากที่สุด ยิ่งประโยคที่ว่า ‘ฉันรอคอยการมาของคุณอยู่นะคะ’ ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจเข้าไปอีก
ต้องยอมรับว่าโม่เฟิงทำสำเร็จ และสำเร็จแบบไร้ที่ติ โฆษณาธรรมดา ๆ ตัวนี้ กลายเป็นใบเบิกทางให้กับบริษัทโฆษณาเฟยอวิ๋น ทำให้บริษัทของเขากลายเป็นบริษัทโฆษณาระดับแนวหน้า!
วันนี้เป็นวันประชุมลงนามสัญญาระหว่างผู้บริหารของเกมออนไลน์เฟยอวิ๋นจากบริษัทเฟยอวิ๋นเน็ตเวิร์กกับบริษัทโฆษณาเฟยอวิ๋น การที่เขาเปิดโฆษณาตัวนี้ให้ดู ก็เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพของบริษัทนั่นเอง