ผ่านไปประมาณสิบห้านาทีก็เกิดความโกลาหลขึ้นในหอพัก ราวกับมีหลายคนพยายามยื้อแย่งกันออกจากหอ ชั้นล่างก็มีเสียงดังเช่นกัน ในขณะเดียวกันอิ๋งเฟิงก็ได้รับข้อความจากตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ประสิทธิภาพการจัดส่งสูงกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก
นักเรียนออกันแน่นอยู่ข้างล่าง ทุกคนต่างมารุมดูรถคันใหม่เอี่ยมสุดทันสมัยคันนี้ เมื่อพนักงานกดปุ่มในรถ ยานบินรูปวงรีก็แปลงร่างกลายเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนทันที เขากระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว นักเรียนต่างร้องลั่น
“นี่คือลี่เฟยซาจริงเหรอ”
“ไม่มีอะไรเท่ไปกว่านี้แล้ว!”
“ทำไมถึงมีลี่เฟยซามาจอดที่ใต้หอพักล่ะ”
“อยากขึ้นไปขับสักหน่อยจังเลย ได้สัมผัสสักครั้งก็ยังดี”
พนักงานกวาดตามองเหล่านักเรียน สุดท้ายสายตาก็หยุดอยู่หน้าประตูหอพัก ทุกคนมองไปที่นั่นตามสายตาของเขาโดยไม่รู้ตัว อิ๋งเฟิงเดินออกจากอาคารอย่างไม่รีบร้อนท่ามกลางสายตาของทุกคนที่กำลังจับจ้อง
“กรุณาเซ็นรับด้วยครับ” พนักงานใช้แท็บเล็ตในการแสดงข้อตกลงในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ อิ๋งเฟิงเซ็นชื่อของตัวเองลงไปบนนั้น
“นี่คือไมโครชิปสองอันครับ คุณก็แค่เสียบเข้ากับเครื่องแสดงผลส่วนตัวเพื่อเริ่มใช้งาน แล้วก็มีกุญแจรถ ในทางทฤษฎีไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ว่าก็ยังมีคนที่ชอบพกมันติดตัวครับ” ประเด็นสำคัญก็คือต้องการโอ้อวดเท่านั้น
อิ๋งเฟิงเก็บของ พนักงานพยักหน้าลาเขาอย่างสุภาพ “ขอให้ขับขี่อย่างมีความสุขนะครับ”
หลังจากพนักงานจากไป อิ๋งเฟิงก็หมุนตัวกลับขึ้นอาคาร พร้อมกับเผชิญกับสายตาอิจฉาริษยานับไม่ถ้วนตลอดทาง ถ้าไม่ใช่เพราะบนใบหน้าเขาเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าฉันไม่อยากเป็นเพื่อนกับใคร เกรงว่าอาจจะมีคนกระโจนใส่เพราะทนไม่ไหวไปแล้ว
หลิงเซียวตั้งใจว่าจะนอนจนชั่วฟ้าดินสลายถึงจะยอมตื่น อิ๋งเฟิงเสียบไมโครชิปอันหนึ่งเข้าไปในเครื่องแสดงผลส่วนตัวของหลิงเซียว แล้ววางกุญแจรถไว้ข้างหมอนของเขา
อิ๋งเฟิงยังจำได้แม่นว่า เหิงเหอบอกว่าจะต้องดูแลหลิงเซียวในวันถัดมาแต่ว่าเมื่อคนที่ตื่นง่ายอย่างเขาตื่นขึ้นในวันที่สอง ก็พบว่ากุญแจรถยังอยู่ที่เดิมโดยไม่ถูกแตะต้อง ทว่าคนที่อยู่ข้างหมอนกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
อิ๋งเฟิงรู้สึกเสียใจทันทีที่ตอนนั้นเขารับปากว่าจะไม่ใช้พลังจิตค้นหาตำแหน่งของหลิงเซียวอีก เขาโทรเข้าเครื่องสื่อสารของหลิงเซียวแล้ว แต่ว่าไม่มีใครรับ ในขณะที่คิดว่าจะไปตามหาตามลำดับขั้นตอนเหมือนครั้งก่อน ก็พบกับเพื่อนร่วมชั้นที่ชั้นล่างโดยบังเอิญ
“อิ๋งเฟิง เมื่อกี้ฉันเห็นหลิงเซียวของนายบินไปที่ห้องฝึกซ้อมแล้ว เรียกเขาแล้วก็ไม่ยอมหยุด มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
พออิ๋งเฟิงได้ยินดังนี้ ฝีเท้าก็เปลี่ยนทิศทันทีและเดินไปยังห้องฝึกซ้อมอย่างรวดเร็ว เพื่อนร่วมชั้นสงสัยว่าสองคนนี้คงไม่ได้ไปซ้อมตั้งแต่เช้าหรอกมั้งขยันกันเกินไปแล้ว
อิ๋งเฟิงมาถึงห้องฝึกซ้อมและเห็นหลิงเซียวกำลังต่อสู้กับหุ่นยนต์สองสามตัวตามคาด เครื่องแสดงผลส่วนตัวและเสื้อแจ็กเก็ตถูกโยนทิ้งส่ง ๆ อยู่ข้าง ๆ ถ้าได้ยินเสียงโทรศัพท์สิถึงจะแปลก อิ๋งเฟิงเดินเข้าไปและอดไม่ได้ที่จะกำจัดหุ่นยนต์ทีละตัวอย่างรวดเร็ว หลิงเซียวที่สูญเสียเป้าหมายเล็งไปยังคู่ต่อสู้คนใหม่แทน หมัดและเท้ากระหน่ำเข้าใส่ราวกับห่าฝน
ความเร็วของเขายังคงสูงกว่าปกติ คนทั่วไปไม่สามารถมองเห็นวิถีหมัดของเขาได้ การกระหน่ำโจมตีเพื่อสกัดจุดบอดทั่วร่างกาย นี่เป็นการยืนยันว่าการโจมตีเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด
ไม่สิ มันช้าเกินไปแล้ว นี่คือความคิดในใจของอิ๋งเฟิงในเวลานี้ต่างหากแม้ว่าการเคลื่อนไหวของหลิงเซียวจะเร็วกว่าในอดีตอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ยังมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวได้อย่างชัดเจน เขารับทุกท่วงท่าได้สบาย ๆ ในที่สุดก็เล็งไปยังช่องว่างที่ยากต่อการตรวจจับ เขาบีบแขนทั้งคู่ของหลิงเซียวไว้แล้วกระแทกลงกับพื้นอย่างง่ายดายโดยอาศัยความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้
หลิงเซียวที่ล้มลงบนพื้นตกตะลึง เขาเด้งตัวขึ้นมาเหมือนปลาคาร์ปตัวหนึ่ง มองคู่ต่อสู้ของตัวเองอย่างประหลาดใจ
“ทำไมฉันถึงสู้กับนายได้แล้วล่ะ” ครั้งก่อนเขาแตะต้องแม้แต่ปลายผมของอิ๋งเฟิงไม่ได้ด้วยซ้ำ
ช่วงนี้อิ๋งเฟิงสะสมความรู้เกี่ยวกับพันธสัญญาเลือดมากมาย ตอนนี้นับได้ว่าแทบจะกลายเป็นกึ่งนักทฤษฎีไปแล้ว “เพราะว่าคราวที่แล้วนายคิดจะทำร้ายฉัน แต่ว่าครั้งนี้เป็นแค่การเรียนรู้กันและกันธรรมดา ๆ”
“มันเกี่ยวกับความคิดของฉันเหรอ” จู่ ๆ หลิงเซียวก็นึกถึงสิ่งที่ตนเห็นเมื่อวาน “ฉันรู้แล้ว รูปแบบถูกกำหนดตายตัวแล้วสินะ” เขาสับสนในใจ “ตั้งแต่ที่รู้ว่าตัวเองอาจไม่ใช่มนุษย์ ก็สามารถอธิบายเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเมื่อก่อนได้แล้วบางทีความคิดของฉันในตอนนี้ก็อาจไม่ใช่ของตัวเองด้วยซ้ำ”
อิ๋งเฟิงไม่ต้องการเจาะลึกเรื่องนี้กับเขา “ไหนคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าไปไหนก็ต้องบอกกันด้วย”
“ต้องบอกแค่ตอนกลางคืนไม่ใช่เหรอ” ในร่างกายของคนมีรหัสหรือไงนะ ตราบใดที่ตนไม่อยู่ในสายตาของเขาก็จะกลายเป็นโรคประสาทได้
“นับจากนี้ไปต้องบอกทุกเวลา” อิ๋งเฟิงสั่งอย่างหนักแน่น
ตอนนี้หลิงเซียวค่อนข้างมั่นใจว่ารหัสที่ว่านี้มีอยู่จริง ไว้อาทิตย์หน้าเจอเหิงเหอจะแอบบอกให้เขาลบมันออกซะ
หลังจากที่คิดได้ว่าอิ๋งเฟิงก็เป็น “อมนุษย์ที่ถูกควบคุมโดยรหัส”หลิงเซียวก็ไม่ได้สนใจความเผด็จการและบ้าอำนาจนั้นอีก ในทางกลับกันเขาปลอบใจตัวเองว่ามันเป็น BUG (1) ในระบบของอีกฝ่าย
“พอฉันตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ดีดแทบตาย คันมือคันเท้าไปหมด” เขากำหมัดแล้วกระโดดก้าวเล็ก ๆ “ในเมื่อระบบอนุญาตให้พวกเราเรียนรู้กันและกันได้ นายก็มาฝึกซ้อมเป็นเพื่อนฉันเถอะ”
พูดจบก็ไม่รอให้อิ๋งเฟิงเห็นด้วยหรือปฏิเสธ เหวี่ยงหมัดออกไปทันทีและถูกฝ่ามือของอีกฝ่ายสกัดไว้ อิ๋งเฟิงรู้ว่าเลือดที่สร้างขึ้นใหม่ในร่างกายหลิงเซียวกำลังทำงานอยู่ จึงเริ่มฝึกกับเขาอย่างจริงจัง ทั้งสองคนต่อสู้กันไปทั่วสนามฝึกซ้อมอีกครั้ง
ภาพแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเวลานานแล้ว พันธสัญญาที่เกิดขึ้นโดยอุบัติเหตุทำลายมิตรภาพอันน้อยนิดของพวกเขา หรือแม้แต่ทำให้พวกเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าการที่มีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งแบบนี้เป็นเรื่องที่สร้างความสุขมากแค่ไหน
แม้ว่าตอนนี้อิ๋งเฟิงจะแข็งแกร่งมาก แต่เมื่อเผชิญกับการโจมตีของหลิงเซียว เขาก็ยังต้องต่อสู้อย่างเต็มที่ หลิงเซียวรู้จักการชี้นำที่ชัดเจนแบบนี้เป็นอย่างดี แต่ท่าทีของอิ๋งเฟิงทำให้เขารู้ว่าตัวเองไม่ได้ถูกประเมินค่าต่ำเกินไป และไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยเพราะกำลังของทั้งคู่แตกต่างกัน
แต่นอกเหนือจากการไม่รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพละกำลังหรือความเร็วของอิ๋งเฟิงที่เพิ่มขึ้นล้วนเตือนสติเขาว่า อิ๋งเฟิงได้รับความสามารถจากตนไปเพิ่มอีก แน่นอนว่าหลังจากนั้นเขาก็นึกถึงพิธีบรรลุนิติภาวะ นึกถึงวิธีที่อิ๋งเฟิงปฏิบัติต่อตนในระยะว้าวุ่น นึกถึงหมัดที่เหวี่ยงไปได้เพียงครึ่งหนึ่งก็ขยับไม่ได้อีก
ความโกรธก่อตัวขึ้นในใจ ความคิดฟุ้งซ่านผสมปนเปกับหมัดต่อไปโดยไม่รู้ตัว หมัดนั้นยังไม่ทันจะสัมผัสอีกฝ่ายก็ถูกบังคับให้หยุดชะงัก แต่หมัดของอิ๋งเฟิงตามมากระแทกที่ท้องส่วนล่างของเขาทันที หลิงเซียวถูกต่อยจนถอยหลังไปหลายก้าว
“นายคิดอะไรอีกเนี่ย” แค่มองอิ๋งเฟิงก็รู้ความคิดของเขา
หลิงเซียวกำจัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้วยกหมัดขึ้นอีกครั้ง “มาเถอะ”
พลังของหลิงเซียวรุนแรงจนคนธรรมดาไม่อาจต้านทานได้ พวกเขาต่อสู้กันตั้งแต่เช้ายันเที่ยง แต่หลิงเซียวไม่มีท่าทีอยากจะหยุดพักเลย แม้แต่อิ๋งเฟิงที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่าก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยแล้ว
“พอได้แล้ว” เขาควบคุมการเคลื่อนไหวของหลิงเซียว “สู้กันตลอดทั้งเช้าแล้ว นายก็ควรพักบ้าง”
หลิงเซียวอยากจะบอกว่าตัวเองยังไม่เหนื่อย แต่ว่าการดึงให้อิ๋งเฟิงต่อสู้อย่างนี้ก็เหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไร เขาถูจมูก “งั้นไปเถอะ”
อิ๋งเฟิงพาเขาออกมาจากห้องฝึกซ้อม ทั้งสองคนยังไม่ทันจะถึงหอพักจู่ ๆ หลิงเซียวก็ร้องอา ๆ ๆ ออกมาด้วยความตื่นเต้น
“เป็นอะไรไป” อิ๋งเฟิงไม่เข้าใจว่าเขาถูกอะไรกระตุ้นเข้าอีก
หลิงเซียวชี้ไปข้างทางด้วยสีหน้าตื่นเต้น “ลี่เฟยซา!”
อิ๋งเฟิงไร้คำพูด รถที่แสนจะเด่นสะดุดตามันจอดอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว เมื่อเช้าหมอนี่บินออกจากหอพักหรือไง
หลิงเซียวพุ่งเข้าไปข้างหน้ารถ มองซ้ายแลขวา พอดูเหมือนว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็น เขาก็สัมผัสตัวรถที่ประเปรียวอย่างระมัดระวัง พอได้สัมผัสแล้วก็ไม่ยอมวางมือ
ทำไมถึงมีรถลี่เฟยซามาจอดใต้อาคารได้ล่ะ ทั้งยังเป็นสีเหลืองที่เขาชอบอีกด้วย ตอนที่รถรุ่นนี้ออกมาใหม่ ๆ เขายังแอบลูบ ๆ คลำ ๆ โฆษณาอยู่คนเดียวตั้งนาน
เขาไม่อาจทนต่อเสน่ห์ของมันได้จริง ๆ หลิงเซียวกระซิบกับอิ๋งเฟิงที่เดินเข้ามา “นายช่วยฉันดูต้นทางไว้หน่อย”
“ดูต้นทางอะไร”
“ถ้ามีคนที่ดูเหมือนเจ้าของรถเดินมาก็รีบบอกฉัน”
พูดจบ เขาก็เอามือค้ำแล้วกระโดดเข้าไปข้างใน
ขณะนั่งอยู่บนที่นั่งคนขับ เลือดของหลิงเซียวก็แทบจะเดือดพล่านนี่ก็คือคนรักในฝันของเขา วินาทีที่เขากุมพวงมาลัย ความสุขก็เอ่อล้นไปทั่วร่างกาย เขาแสร้งทำว่ารถคันนี้เป็นของตัวเองและได้สตาร์ตรถออกไปบนถนนแล้ว ตอนนี้เขากำลังขับรถอยู่บนถนนเลียบชายฝั่ง ลมทะเลปะทะใบหน้า ผมปลิวไสว แม้แต่ทิวทัศน์ระหว่างทางก็ผุดขึ้นในสมองราวแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
ในขณะที่เขาหมกมุ่นอยู่กับจินตนาการอันสวยงามของตัวเองอยู่นั้น จู่ ๆก็ได้ยินเสียงเย็นชาของอิ๋งเฟิงดังขึ้นจากด้านหลัง “เจ้าของรถมาแล้ว”
หลิงเซียวสะดุ้งตื่นจากความฝัน หันขวับมาอย่างรวดเร็ว “อยู่ไหน”
“อยู่นี่”
เงาดำขยับใกล้เข้ามา หลิงเซียวหดตัวลงตามสัญชาตญาณ ต่อมาจึงรู้ว่าสิ่งนั้นก็คือกุญแจรถที่มีโลโก้เดียวกันกับลี่เฟยซาพิมพ์อยู่
หลิงเซียว “…”
นี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกัน
“นี่คือรถของนาย ใช้เงินนายซื้อ ไม่ต้องตกใจ”
หลิงเซียวไม่ได้ตกใจ แต่เขายิ่งกว่าตกใจอีกโอเคไหม
“เงินของฉัน? ฉันจะมีเงินเยอะขนาดนั้นได้ยังไง” เดือนที่แล้วฉันยังไม่มีเงินซื้อข้าวกินเลยด้วยซ้ำ
“คราวก่อนพลตรีฝูเหยาเอาศิลาวิญญาณที่นายได้มาจากการฆ่าขุยมาให้ฉัน”
หลิงเซียวคิดอยู่ตั้งนานกว่าจะนึกออกว่ามันคืออะไร แต่เขานึกว่าของที่ได้มาเพราะการใช้หรานจิ้นจะถูกกรมทหารยึดไว้แล้วซะอีก เพราะหรานจิ้นเองก็เป็นของกลางที่ถูกริบไปแล้วเหมือนกัน
“รถคันนี้เป็นของฉันเหรอ นี่คือเรื่องจริงเหรอ” เดิมทีหลิงเซียวนึกว่าตัวเองตื่นมาจากความฝันแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าฝันที่สวยงามนี้จะกลายเป็นจริงทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าชีวิตกลายเป็นภาพลวงตา
เขากดกุญแจรถอย่างเหลือเชื่อ ดวงไฟเบื้องหน้าเขาสว่างไสว บ่งบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นความจริง
“จะสตาร์ตรถด้วยเครื่องแสดงผลของนายก็ได้” อิ๋งเฟิงเตือนสติเขาอยู่ด้านหลัง
ล้อเล่นน่า นี่มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยโอเคไหม จะสตาร์ตรถก็ต้องใช้กุญแจสิ!
ถ้าเมื่อกี้หลิงเซียวได้ขึ้นสวรรค์ ในตอนนี้เขาก็คงหมุนตีลังกาสิบแปดตลบบนท้องฟ้าด้วยความตื่นเต้นไปแล้ว ไม่มีความรู้สึกใดที่มีความสุขไปกว่าการเดินออกมาจากความฝันและบอกกับตัวเองว่า “ฉันเป็นของนาย” แบบนี้อีกแล้ว
“ฮ่า ๆ” หลิงเซียวภูมิใจมากจนไม่รู้จะชมตัวเองยังไงดี “ฉันจะขับมันไปรับลม!”
บังเอิญมากที่อิ๋งเฟิงได้รับข้อความจากครูว่าต้องการให้เขาแวะไปหาเดี๋ยวนี้
“รอฉันกลับมาก่อน นายค่อยไป”
หลิงเซียวจะทนรอไหวได้ยังไง “ไปเถอะ ๆ ฉันก็แค่ขับรถเล่นแถวนี้แหละ”
อิ๋งเฟิงไม่วางใจคำสัญญาของเขา แต่หลิงเซียวกลัวว่าจะโดนขัดขวางจึงเหยียบคันเร่งออกตัวไปนานแล้ว ลี่เฟยซาก็สมกับเป็นลี่เฟยซาที่เต็มไปด้วยกำลังเขาขับไปเพียงไม่กี่วินาทีก็ไม่เห็นแม้แต่เงาแล้ว
อิ๋งเฟิงไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงไปหาครูก่อน อีกฝ่ายได้เตรียมเนื้อหาสำหรับการสอบเข้าอวี้เทียนของหลายปีที่ผ่านมาอย่างกระตือรือร้น เขายังแนะนำจุดที่ออกสอบและข้อควรระวังสำหรับแต่ละหัวข้ออย่างละเอียด
อิ๋งเฟิงไม่มีสมาธิเลย ความกังวลว่าไอ้โง่บางคนจะก่อเรื่องได้เบี่ยงเบนความสนใจส่วนใหญ่ของเขา จนกระทั่งในที่สุดสายขอความช่วยเหลือก็มาถึง ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าความกังวลของเขาไม่ใช่สิ่งที่คิดมากไปเอง
“อิ๋งเฟิง นายรีบมาที่นี่เถอะ ตอนนี้ชาวเทียนซู่หยุดหลิงเซียวไม่ไหวแล้ว!”
อิ๋งเฟิงทำได้เพียงอธิบายเหตุผลให้ครูฟัง จากนั้นก็รีบไปยังจุดเกิดเหตุภาพที่ดูเหมือนพายุเฮอริเคนพัดผ่านระหว่างทางทำให้เขาตื่นตระหนก เมื่อทุกคนเห็นเขาแล้วต่างก็เข้ามาบ่นอย่างขุ่นเคือง
“หลิงเซียวแข่งรถอยู่ในวิทยาลัย!”
“หลิงเซียวกำลังฝึกดริฟต์อยู่ในอาคารเรียน!”
“หลิงเซียวชนรั้วกั้นตรงทางเข้าหลัก!”
“หลิงเซียวทำผมฉันเสียทรงหมดเลย!”
อิ๋งเฟิงทำได้เพียงเลือกที่จะซ่อนตัวอย่างมิดชิดจนกระทั่งเห็นผู้กระทำความผิดในที่สุด อีกฝ่ายกำลังขับลี่เฟยซาในโหมดยานบินและบินผาดโผนเป็นเลขแปดอย่างสง่างามในอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า มียานบินตำรวจลอยไปลอยมาพลางตะโกนเรียกเขาอยู่กลางอากาศไม่ไกลนัก
“เจ้าของรถคันข้างหน้า ผมขอสั่งให้คุณหยุดทันที ไม่งั้นพวกเราจะใช้วิธีพิเศษจัดการกับคุณ!”
ลี่เฟยซาไม่มีทีท่าจะหยุดเลย แต่กลับบินวนอยู่กลางอากาศอย่างต่อเนื่องนับครั้งไม่ถ้วน จากนั้นก็พุ่งตรงขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อสูงถึงระดับหนึ่งแล้วก็ดำดิ่งลงไปอีกครั้งจนแทบจะชนกับรถตำรวจ
เส้นเอ็นบนหน้าผากของอิ๋งเฟิงเต้นตุบ ๆ เขาใช้พลังจิตควบคุมหลิงเซียวทันทีโดยไม่คิด เมื่อตบปุ่มหยุดฉุกเฉิน ลี่เฟยซาก็หยุดได้แบบหวุดหวิด ห่างจากรถตำรวจเพียงหนึ่งเซนติเมตร เจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ข้างในเสียขวัญจนเหงื่อแตก
หลิงเซียวจึงขับยานบินลงจอดบนพื้นในสภาพคอตก รถตำรวจก็รีบตามลงมาทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระโดดออกมาจากข้างในคำรามใส่หลิงเซียว
“เมื่อกี้ผมสั่งให้คุณหยุด คุณไม่ได้ยินหรือไง ตอนนี้คุณฝ่าฝืนกฎจราจรทางอากาศอย่างร้ายแรง คุณรู้ตัวหรือเปล่า บอกมาตามตรงว่าดื่มมาใช่ไหม”
หลิงเซียวรู้ว่าตัวเองทำผิด เขาหลุบศีรษะลง “เปล่าครับ”
“ขอโทษครับ” อิ๋งเฟิงเดินเข้ามาข้างหน้า “เพราะผมดูแลไม่ดีเอง”
เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีอีกคนอยู่ “แล้วคุณเป็นใครอีก”
“ผมเป็นนายพันธะของเขา เขาไม่ได้ดื่มครับ แต่ว่าเมื่อวานมีอุบัติเหตุเลยเสียเลือดมาก วันนี้ก็เลยอาจจะกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ”
“คุณต้องรับผิดชอบในสถานการณ์แบบนี้รู้หรือเปล่า ถ้ากระปรี้กระเปร่าก็ควรจะเป็นเด็กดีอยู่ในบ้าน อย่าออกมาก่อเรื่อง! ในฐานะนายพันธะคุณไม่ดูแลเขาได้ยังไง”
อิ๋งเฟิงหลุบตาลง “ครับ ผมจะระวัง”
เจ้าหน้าที่ตำรวจหยิบเครื่องรูดบัตรออกมา “กระปรี้กระเปร่าก็ไม่ใช่ข้อแก้ตัว จ่ายค่าปรับมาซะ!”
อิ๋งเฟิงพาหลิงเซียวกลับไปทางถนนสายเดิม ชดเชยค่าเสียหายสำหรับต้นไม้ สิ่งกีดขวาง และรั้วกั้นที่เขาชนเสียหายตลอดทาง หลังจากมาถึงวิทยาลัยแล้วเงินที่ได้มาจากการขายเลือดของหลิงเซียวก็เหลือเพียงหนึ่งในสี่
“ทำตัวดี ๆ ได้รึยัง” อิ๋งเฟิงถามอย่างไม่สบอารมณ์
หลิงเซียวพึมพำอือ ๆ อา ๆ อยู่ในลำคอ ไม่รู้ว่ากำลังบ่นอะไร
“วันนี้ห้ามแตะต้องรถอีก! และห้ามออกไปข้างนอกด้วย เชื่อฟังแล้วกลับไปกับฉัน!”
หลิงเซียวรู้ว่าตัวเองผิด เดินตามอิ๋งเฟิงอยู่ข้างหลังอย่างว่าง่าย ซึ่งคงไม่ได้พบเห็นบ่อยนัก แต่ว่าผ่านไปไม่นานก็ลืมประสบการณ์ไม่น่ายินดีไปหมด และเริ่มบรรยายความรู้สึกตอนที่ขับลี่เฟยซาอย่างมีความสุข
เขาพูดพล่ามไม่หยุดจนถึงห้องพัก พูดมาครึ่งชั่วโมง คอก็ไม่ยักจะแห้ง
ตลอดทางอิ๋งเฟิงที่ไม่ชอบเสียงดังใกล้จะปรอทแตกเต็มทน ในที่สุดหลังจากที่อีกฝ่ายระเบิดเสียงเลียนแบบธรรมชาติอันงดงามออกมาแล้ว อิ๋งเฟิงก็คว้าท้ายทอยของหลิงเซียวและจูบปากที่พูดไม่หยุดนั้นโดยไม่มีคำอธิบายใด ๆ ครั้งนี้อิ๋งเฟิงไม่ได้ใช้วิธีสะกดจิต แต่ทำให้หลิงเซียวสงบลงแทน
หลิงเซียวเงียบเสียงลงทันทีตามคาด หลังจากถูกจูบแล้วก็ล้มลงไปเบา ๆ ดวงตากลมโตไร้เดียงสาจ้องมองอิ๋งเฟิง อิ๋งเฟิงถอนใจด้วยความโล่งอก “สงบได้สักที”
(1) บั๊ก (BUG) คือปัญหาหรือข้อบกพร่องในโปรแกรมซอฟต์แวร์)