ทุกคนต่างถูกสภาพการณ์ที่ซูเก๋อก่อขึ้นทำเอาใจนขวัญหนีดีฝ่อ เมื่อมองดูหลุมขนาดใหญ่บนลานประลอง เหล่าอัจฉริยะผู้ทรงอิทธิพลอย่างสามตรีศูล ดาวคู่เอก และจอมมารน้อยต่างเบิ่งตากว้างด้วยความตะลึงลาน แม้แต่บรรดาอาจารย์เองก็พากันตกตะลึง
พวกเขาย่อมรู้ดีว่าลานประลองบนลานประลองก่อสร้างขึ้นด้วยวัสดุชนิดใด การที่สามารถทำลายลานประลองให้เสียหายถึงเพียงนี้ได้ เช่นนั้นพลังความสามารถของซูเก๋อ...
เจียงเยี่ยนกับอาจารย์ระดับสูงอีกหลายคนหันสบตากัน พวกเขาต่างเห็นความตื่นตระหนกเหลือเชื่อในดวงตาของกันและกัน
ชั่วขณะนั้นทั่วทั้งลานประลองพลันตกอยู่ในความเงียบสงบ
ท่ามกลางฝุ่นควันม้วนตัวโหมกระหน่ำ ซูเก๋อก้าวทะยานข้ามระยะทางสิบกว่าจั้งเพียงชั่วลมหายใจก็มาถึงตรงหน้าจั่วอัน ความเร็วที่ะเิออกในพริบตานั้นทำให้เงาร่างของเขาดูพร่ามัว คนส่วนใหญ่จึงเห็นเพียงเงาร่างสายหนึ่งแวบผ่าน
จั่วอันยินดีและประหลาดใจยิ่งนัก นึกไม่ถึงเลยว่าสำนักทหารรับจ้างสาขาราชวงศ์ต้าเซี่ยจะซ่อนเร้นผู้มีพร์ล้ำเลิศเช่นนี้ไว้!
ทว่ายามนี้ไม่อาจขบคิดให้ถี่ถ้วนได้ เมื่อเห็นซูเก๋อซัดหมัดตรงเข้ามา จั่วอันก็กำหมัดแน่น พลังเทียนกังอันเกรียงไกรพุ่งทะลักออกจากปลายหมัดทันที
เพียงครู่เดียวกำปั้นของซูเก๋อที่แฝงแรงกระแทกอันน่าหวาดหวั่น และปราณต้นกำเนิดบริสุทธิ์ขั้นสุดก็ปะทะเข้ากับกำปั้นของจั่วอันที่โอบล้อมด้วยพลังเทียนกัง
ตูม!
เสียงปะทะก้องสนั่นลั่นลานประลองแฝงไว้ด้วยเสียงอากาศที่ะเิออก ลานประลองอันแข็งแกร่งหลุดแตกเป็เสี่ยง ๆ จากการปะทะของสองพลัง พื้นที่หนึ่งในสามตรงใจกลางลานประลองแปรเปลี่ยนเป็หลุมลึก ส่วนบริเวณที่เหลือก็เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว
ในเวลาเดียวกัน ร่างของซูเก๋อโคลงเคลงเล็กน้อยก่อนจะยืนได้อย่างมั่นคง ขณะที่จั่วอันกลับเซถอยหลังไปหลายก้าว ถอยไปจนเกือบถึงขอบลานประลองจึงสลายแรงกระแทกอันน่ากลัวนั้นลงและตั้งหลักใหม่ได้
“เป็ไปได้อย่างไร”
อัจฉริยะสามตรีศูล ดาวคู่เอก และจอมมารน้อยถูกสยบจนตะลึงงันไปโดยสิ้นเชิง
ด้านเหล่าอาจารย์ก็มองซูเก๋อด้วยความใและสงสัยราวกับกำลังฝันอยู่
ส่วนพวกศิษย์ทั่วไปยิ่งโง่งมไปตาม ๆ กัน ราวกับเห็นสัตว์ประหลาด
จางหลินพูดอย่างติดอ่างขึ้นมา “รอง...รอง...รองเ้าสำนักถูกซัดถอยไปหรือขอรับ?”
นี่ไม่อาจโทษทุกคนที่แสดงกิริยาเช่นนี้ออกมา เพราะการแสดงออกของซูเก๋อได้ทำลายการรับรู้เดิม ๆ ที่ทุกคนมีต่อเขาไปจนหมดสิ้น
นั่นคือรองเ้าสำนักจั่วอันเชียวนะ!
ผู้เป็ถึงยอดฝีมือระดับเทียนกังขั้นหนึ่งเชียวนะ!
ทว่าซูเก๋อกลับซัดเขาจนถอยร่นในการประลองซึ่งหน้าได้
“ความสามารถของซูเก๋อน่าจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าที่ทุกคนคิด” เจียงเยี่ยนวิเคราะห์อย่างเยือกเย็น
“เขาเพียงชิงจังหวะรุกก่อน และได้รับแรงกระแทกเสริมจากการะเิความเร็ว จึงพอนำมาซัดจั่วอันให้ถอยไปได้เท่านั้น”
สายตาของเจียงเยี่ยนเฉียบแหลมยิ่งนัก เพียงมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความจริง
เมื่อได้ฟังคำของเจียงเยี่ยนบรรดาอาจารย์ก็พากันถอนหายใจโล่งอก ทว่าแม้จะอาศัยแรงกระแทกจากการะเิความเร็ว การที่ซูเก๋อซัดจั่วอันให้ถอยได้ก็นับว่าน่าทึ่งพอแล้ว
“อัจฉริยะ อัจฉริยะแท้ ๆ !” เหล่าอาจารย์ตื่นเต้นขึ้นมาราวกับค้นพบของงดงาม
เพราะถึงอย่างไรซูเก๋อก็เพิ่งอยู่ชั้นปีห้าเท่านั้น!
ทั้งที่อยู่เพียงชั้นปีห้า แต่ก้าวมาถึงระดับนี้ได้ หากบำเพ็ญเพียรต่ออีกสักปี พวกเขาคงไม่อาจจินตนาการได้เลย
บนลานประลองที่กลายเป็ปรักหักพัง จั่วอันสะบัดศีรษะแรง ๆ ก่อนจะหันไปมองซูเก๋อที่อยู่ใจกลางหลุมลึกอย่างมึนงงไปชั่วขณะ
เขารู้ว่าซูเก๋อเก่งกาจ แต่คิดไม่ถึงว่าจะต้อนเขาจนตกอับได้ถึงเพียงนี้ ต้องรู้ว่าเมื่อครู่แม้ตนจะไม่ได้เอาจริง แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจออมมือให้
'นี่ข้าโดนเด็กเมื่อวานซืนซัดจนถอยหรือนี่?' จั่วอันคิดอย่างไม่อยากเชื่อ
เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ สีหน้าเคร่งเครียดและจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนตอนนี้เขาจะเอาจริงแล้ว
แม้ซูเก๋อจะไม่ได้ปลดปล่อยพลังทั้งหมด แต่คาดว่าระดับพลังคงยังไม่บรรลุถึงขั้นเทียนกัง ทว่าความเร็วและพลังที่พุ่งทะลักในชั่วพริบตาของซูเก๋อกลับไม่ได้ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับเทียนกังขั้นหนึ่งอย่างเขาเลย
เขาไม่เคยพบปราณต้นกำเนิดที่บริสุทธิ์และหนาแน่นถึงเพียงนี้มาก่อน อานุภาพนั้นเทียบเคียงกับพลังเทียนกังของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนเขาถึงกับระแวงว่าหากตนพลั้งเผลอแม้เพียงนิด อาจจะพ่ายแพ้ให้แก่ซูเก๋อก็เป็ได้
'ตำนานเล่าขานว่า ในหมู่ผู้บำเพ็ญวิถียุทธ์ มีคนประเภทหนึ่งที่พิเศษยิ่ง พวกเขาไม่สนใจการเลื่อนระดับขั้น แต่ทุ่มเทกับการเจียระไนพลัง มุ่งแสวงหาการขัดเกลาและใช้ออกซึ่งพลังอย่างที่สุด ไร้พ่ายในระดับเดียวกัน กระทั่งข้ามขั้นข้ามระดับเข้าห้ำหั่นได้ คนประเภทนี้เรียกว่ามารยุทธ์สุดขั้ว' จั่วอันคิดพรางจ้องมองซูเก๋อ
'หรือเ้าเด็กนี่จะเป็มารยุทธ์สุดขั้วในตำนานผู้นั้น'
ไม่อาจโทษที่จั่วอันจะคลางแคลงใจเช่นนี้ได้ เพราะการแสดงออกของซูเก๋อตระการตาเกินไปจริง ๆ
ภายใต้กระบวนท่าอันเจิดจรัสดั่งดวงตะวัน แม้แต่เหล่าอัจฉริยะอย่างสามตรีศูล ดาวคู่เอก และจอมมารน้อยก็ยังดูหมองซีดลงไปถนัดตา
ยามที่บรรดาศิษย์อัจฉริยะยังคงลำพองใจที่พลังของตนใกล้จะไล่ทันหรือแซงหน้าอาจารย์ทั่วไป ซูเก๋อกลับสามารถงัดข้อกับรองเ้าสำนักเช่นเขาได้แล้ว
“รองเ้าสำนักขอรับ” ซูเก๋อจ้องมองจั่วอันแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “กล่าวออกไปอาจฟังดูไม่เจียมตน แต่ข้ายังคงหวังให้ท่านใช้กำลังเต็มที่ อย่าออมมือเลยขอรับ ข้าอยากรู้ว่าตนเองยังห่างชั้นกับขั้นเทียนกังอีกเท่าใด”
เมื่อจั่วอันได้ฟัง มุมปากก็พลันกระตุกเกร็งเล็กน้อย เ้าเด็กนี่คิดว่าเมื่อครู่ตนออมมือให้อย่างนั้นรึ?
หากไม่เห็นสีหน้าจริงจังของซูเก๋อ เขาก็แทบจะคิดว่าซูเก๋อกำลังล้อตนเล่นอยู่
จั่วอันรู้สึกกล้ำกลืนในอก ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด จนเริ่มเปลี่ยนเป็อับอายและโทสะ ตวาดเสียงต่ำ “อย่ามัวพูดมาก เข้ามาอีกรอบ!”
แม้ซูเก๋อจะเป็เพียงศิษย์ปีห้า แต่จั่วอันไม่อาจมองเขาเป็เพียงศิษย์คนหนึ่งได้อีกต่อไป เพราะมีศิษย์บ้านไหนบ้างที่ลุกขึ้นมาซัดกับรองเ้าสำนักตรง ๆ ได้
จั่วอันไม่กล้าดูเบาซูเก๋อแม้แต่น้อย กลับมองซูเก๋อเป็คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันและให้ความสำคัญอย่างที่สุด
การทดสอบเดิมทีซึ่งมีลักษณะเป็การประลองแลกเปลี่ยนฝีมือ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ศึกตัดสินชะตา เพียงแต่ฐานะของทั้งสองฝ่ายในการศึกครั้งนี้ช่างไม่ทัดเทียมกันเอาเสียเลย เพราะคนหนึ่งคือรองเ้าสำนัก ส่วนอีกคนเป็เพียงศิษย์ปีที่ห้าเท่านั้น
เห็นเพียงจั่วอันถีบเท้าลงกับพื้น ร่างกายปลิวเหาะดั่งหงส์เหินพาเอาสายลมแรงหมุนเกลียวพัดเอาควันฝุ่นบนลานประลองกระจายออก เงาร่างของซูเก๋อฉายชัดในดวงตาของเขา ชั่วขณะต่อมาร่างของจั่วอันโฉบลงมาด้านล่าง จากนั้นซัดฝ่ามือลงมาหนึ่งหน พลังเทียนกังอันดุดันพาเอาอานุภาพดั่งอสนีบาตพันสายแปรเปลี่ยนเป็รอยฝ่ามือขนาดใหญ่ั์ ถล่มลงมากดทับซูเก๋อ
การปล่อยพลังเทียนกังออกสู่ภายนอก นี่คือสัญลักษณ์ของขั้นเทียนกัง ซึ่งมีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรถึงขั้นเทียนกังเท่านั้น จึงจะสามารถส่งพลังในร่างซัดออกสู่ภายนอกได้โดยไม่ต้องอาศัยสื่อกลางนำพา
ภายในลานประลองนอกจากเจียงเยี่ยนแล้ว ทุกคนต่างรู้สึกอกสั่นขวัญผวา แม้จะอยู่ห่างออกไปสิบกว่าจั้งหรือหลายร้อยจั้ง พวกเขาก็ยังคงััได้ถึงแรงกดดันอันน่าอึดอัดจนแทบขาดใจนั้น
เมื่อมองดูรอยฝ่ามือพลังเทียนกังที่กดทับลงมาดั่งขุนเขา ซูเก๋อก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นมา การหายใจอึดอัดเล็กน้อย ทว่าเขาไม่เพียงไม่หวาดกลัว ทว่าดวงตากลับสว่างวาบ เืในกายร้อนผ่าวฉีดพล่านยิ่งขึ้น
ภายในตันเถียน ดวงแก้วหยวนตันอันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติก็พ่นปราณต้นกำเนิดอันบริสุทธิ์และหนาแน่นขั้นสุดออกมาสายแล้วสายเล่า แม้ปราณต้นกำเนิดเหล่านี้จะไร้ซึ่งแรงกดดันสะกดข่มดั่งพลังเทียนกัง ทว่าอานุภาพที่พวกมันปลดปล่อยออกมา กลับไม่ได้ด้อยไปกว่าพลังเทียนกังเลย หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
ซูเก๋อควบคุมปราณต้นกำเนิดทีละเส้นทีละสาย โดยไม่ปล่อยให้รั่วไหลออกไปแม้แต่น้อย การควบคุมปราณต้นกำเนิดอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทำให้ซูเก๋อใช้ปราณต้นกำเนิดทุกสายได้อย่างพอดีและคุ้มค่า ไม่เพียงไม่สูญเปล่าแม้เพียงนิด แต่ยังดึงเอาอานุภาพของพวกมันออกมาได้ถึงขีดสุด
ตูม!
ร่างของซูเก๋อพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง กำปั้นกระแทกเข้าใส่รอยฝ่ามือพลังเทียนกังนั้น
ครู่ต่อมาแรงกระแทกอันน่าหวาดหวั่นก็แผ่กระจายออกจากซูเก๋อ ก่อนจะกระจายออกไปทั่วทุกสารทิศจนบรรดาอาจารย์และศิษย์ที่อยู่ใกล้ต่างพากันหลบเลี่ยงด้วยความแตกตื่น
กลางอากาศ ร่างของซูเก๋อดั่งอุกกาบาตตกร่วงลงมากระแทกเข้ากับลานประลองอย่างรุนแรง เสียง 'ตูม' ดังสนั่น แรงปะทะอันน่ากลัวทำให้ลานประลองที่เดิมก็พังอยู่แล้ว พินาศลงโดยสมบูรณ์
จั่วอันเองก็สะท้อนรับแรงะเืจากพลังเทียนกังอันมหาศาล ลอยกระเด็นออกไปไกลสิบกว่าจั้ง ทรงตัวเหินอยู่นิ่งกลางอากาศอย่างยากลำบาก แม้ภายนอกจะดูไม่ออกว่ามีาแใด แต่เืสด ๆ ที่ไหลซึมจากมุมปาก กลับเป็สิ่งยืนยันว่าเขาได้รับาเ็ไม่น้อยเลย
ยังไม่ทันให้ผู้คนได้ตั้งสติ เงาร่างของซูเก๋อและจั่วอันก็ขยับเคลื่อนไหวอีกครั้ง ทุกคนทำได้เพียงมองเงาร่างพุ่งผ่านสลับไปมาบนท้องฟ้าเหนือซากลานประลอง โดยร่างของทั้งสองสลับกันกะพริบ จากนั้นเสียงปะทะอันถี่กระชั้นและน่ากลัวก็ดังระงมขึ้น
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
จังหวะเสียงปะทะรวดเร็วยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ พลังทำลายล้างก็กระตุ้นให้ขวัญผวา กระทั่งทั้งลานประลองแปรสภาพเป็กองเศษหินโดยสิ้นเชิง กระแสลมอันน่ากลัวปกคลุมร่างของคนทั้งสองไว้ ปิดกั้นพวกเขาออกจากโลกภายนอก
ศิษย์อัจฉริยะหลายคนถึงกับสติพร่ามัวไปชั่วขณะ ส่วนศิษย์ที่เหลือรวมถึงบรรดาอาจารย์ยิ่งราวกับรูปสลัก ยืนนิ่งจนลมหายใจแทบจะหยุดนิ่งไปตาม ๆ กัน