ตอนที่ 10
สัตว์คู่สหาย
หมู่ทิวเขาเขียวขจีที่เรียงรายอยู่เบื้องล่าง พร้อมด้วยผืนหญ้านุ่มฟูที่ปูพื้นอยู่บนเทือกเขาที่มีแม่น้ำสีใสจนเห็นตัวปลาตัดไหลผ่าน รอบข้างมีแมกไม้สูงใหญ่ที่น่าจะสูงเสียยิ่งกว่าตัวสำนักหินผาอย่างหาดูได้ยาก ยังมิรวมถึงเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่กำลังใช้ชีวิตตามห่วงโซ่แห่งวัฒจักรตามธรรมชาติแห่งนี้
ทั้งหมดคือภาพธรรมชาติอันสง่างามอย่างที่มันควรจะเป็ แต่มันช่างน่าแปลกที่ภาพเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะมีอยู่ในอาณาบริเวณของชินเจี่ยโปเลยแม้แต่นิด ทุกสิ่งล้วนแปลกใหม่มิใช่สิ่งที่เคยพบเห็น ไม่มีความคุ้นชิ้นอยู่ในความทรงจำแม้แต่น้อย
แต่ช่างน่าแปลกเหลือเกินที่ในยามนี้เขากลับรู้สึกคุ้นเคยและโหยหาบรรยากาศภาพพวกนี้ ราวกับรู้สึกพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอนมาสู่แดนไกลมาเนิ่นนานจนตรอมตรม ทั้งที่ความเป็จริงแม้แต่ป่าชินเจี่ยโปเขาก็ยังไม่ค่อยจะเดินไปเหยียบเลยด้วยซ้ำ
ช่างน่าแปลก…
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดไม่ใช่ไม้ป่าอันสูงใหญ่ มิใช่ทิวเขาเตี้ยม่อต้อเ่าั้ มิใช่ทุกสิ่งที่เคยผ่านตามาเมื่อครู่ แต่กลับกลายเป็มุมมองทัศนียภาพของตนที่เหมือนกับมองสิ่งเ่าั้ลงมาจากบนฟ้าไกลต่างหาก…
นี่ข้า บินอยู่งั้นรึ?
ยามที่รู้สึกตัวเช่นนั้น เด็กหนุ่มก็เริ่มปรายตามองไปรอบข้างก็ได้พบกับเหล่าสัตว์ปีกผู้ร่วมสัญจรบนฟากฟ้ากำลังโบยบินปลดปล่อยตัวตนของพวกมัน จะขาว เทา แดง เขียว สีสันหลากตาล้วนแต่งแต้มอยู่บนสัตว์ปีกเ่าั้ที่ฉาบให้ท้องฟ้ายามนี้มีสีสันราวกับพลุไฟในหน้าร้อน
ภาพอันสวยงามราวความฝัน ทำให้เด็กหนุ่มได้หลงลืมคิดไป ว่าเหตุใดมนุษย์เช่นเขาถึงได้มาโบนบินอยู่บนฟากฟ้าเช่นนี้… นั่นสิ เพราะเหตุใดกันนะ?
เมื่อจิตใจเริ่มรู้คิด สติเริ่มรู้ตน เยากั๋วซ่านก็เริ่มหันมองรอบข้างของตนจนได้เห็น… แผ่นปีกที่สยายออกเพื่อโบยบินบนฟากฟ้า เส้นขนสีเทาที่กำลังลู่ไล้ไปมาตามแรงลมบนสองแผ่นปีก นั่นมัน.. พิลึกพิลั่นเสียจริง เหตุใดแขนของข้า.. ไม่สิ นี่มันปีก ปีกสีเทาของ..
…เ้านกฮูกน้อย!
พรึ่บ!
“..เฮือก!”
ร่างของเยากั๋วซ่านที่ฟุบอยู่บนโต๊ะไม้ภายในบ้านอันซอมซ่อของตนได้ลุกพรวดขึ้นมาด้วยความใ พร้อมกับเม็ดเหงื่อก้อนโตมากมายที่ผุดขึ้นมาเต็มดวงหน้าสอดรับกับใบหน้าที่ยังอ้าปากค้างอย่างใ ราวกับได้เห็นภาพที่ไม่น่าเชื่อปรากฏสู่สายตาจนทำให้หัวใจเต้นระส่ำเช่นนี้
ตึง!
ตามด้วยเสียงเก้าอี้ไม้เก่าแก่ที่หงายหลังล้มตึงลงไปตามแรงดีดสะดิ้งของเด็กหนุ่มในยามที่ใตื่นจนเก้าอี้นั้นได้แตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ นี่ยิ่งเป็หลักฐานบ่งบอกว่าเขาผวาจนเผลอออกแรงเกินพิกัดไปเพียงใด
แต่บัดนี้เด็กหนุ่มหาได้สังเกตุถึงเื่เก้าอี้ไม่
“..ฝัน รึ?”
ภาพทั้งหมดที่ได้เห็น ทั้งการที่ตนได้กลายเป็นกฮูก.. โบยบินบนฟากฟ้า มันช่างแปลกประหลาดเกินกว่าจะคิดเป็อื่นใดไปได้นอกเสียจากความฝัน และยามที่ได้กลับมาเห็นสองมือที่สั่นไหว สองเท้าที่ยืนเหยียดตรงอยู่บนพื้น ยิ่งช่วยให้เยากั๋วซ่านค่อย ๆ สงบใจลงได้
แล้วเหตุใดเขาถึงได้ฝันเห็นอะไรเช่นนี้? ความสงสัยก้อนใหม่ผุดขึ้นมาจนคิ้วที่เพิ่งคลายปมออกไปเริ่มผูกติดขมวดเข้ากันอีกครั้ง แต่ก่อนที่เยากั๋วซ่านจะได้คิดฟุ้งซ่านต่อไป
“กรู๊ว!”
เสียงร้องอันแสนคุ้นเคยของ มัน ก็ได้ดังขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้เยากั๋วซ่านถึงกับขนลุกไปทั่วทั้งตัวในยามที่หันหลังไปเหลือบมองมัน
“... จริงสิ”
ภาพที่ได้เห็นตรงหน้าได้สร้างความใให้เยากั๋วซ่านจนลมหายใจขาด่ไปชั่วครู่ แต่เมื่อนึกย้อนขึ้นไปถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานมันก็ค่อย ๆ ทำให้เขาสงบใจลงได้ ก่อนที่มือขวาจะค่อย ๆ เอื้อมไปหาสิ่งมีชีวิตขนเทาที่กำลังจ้องมองมาทางเขาตาแป๋วอย่างดูน่ารักน่าชัง
ขณะที่สายตาก็ค่อย ๆ เลื่อนจากสิ่งมีชีวิตตนนั้นไปยังใบกระดาษที่วางอยู่ข้างเคียงบนโต๊ะ บนใบกระดาษที่เขียนด้วยภาษาพันธษาศาสตร์แห่งพันธสัญญา มันถูกบัญญัติเอาไว้ว่า พันธสัญญาคู่สหาย และในนั้นได้ปรากฏร่องรอยเือยู่สองแห่ง หนึ่งจากนิ้วมืุ์ และอีกหนึ่งจากฝ่าเท้าของสัตว์ปีกตัวน้อย
มันได้ผล.. เหลือเชื่อเลย…
ความตื่นตะลึงในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้เยากั๋วซ่านถึงกับต้องพยายามกักกั้นเม็ดน้ำตาที่เริ่มปริ่มขอบทั้งสองเอาไว้ ขณะที่อุ้งมือของตนก็กำลังถูกนกฮูกตัวน้อยค่อย ๆ ไล้เนื้อตัวอันนุ่มนิ่มของมันไปทั่วจนรู้สึกจั๊กจี้เบา ๆ
“..ขอบคุณขอรับ ท่านอาจารย์”
ขณะที่กำลังคิดย้อนไปถึงเื่เมื่อคืนวานอยู่นั้น แสงตะวันในยามเช้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบบนใบหน้าก็ได้เรียกสติของเด็กหนุ่มให้รู้สึกตัวว่า เวลาเข้าเรียนในสำนักใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้า หากมิรีบเตรียมตัวคงมิอาจฝ่าฝูงชนหน้าประตูที่เนืองแน่นทุกวันเข้าไปได้แน่
แต่ก่อนจะเริ่มเตรียมตัวไปเข้าเรียนได้นั้น ตอนนี้ยังมีเื่ให้เขาต้องจัดการเสียก่อน
“เอาอย่างไรกับเ้าดีเนี่ย? สภาพเช่นนี้คงยังมิพร้อมกลับสู่ผืนป่าด้วยสิ”
แม้นกฮูกน้อยในยามนี้จะดูกลับมาแข็งแรงขึ้นบ้างแล้ว แต่อาการาเ็ที่ภายนอกก็ใช่ว่าจะหายดี ทำให้ที่ปีกทางด้านขวาของมันถูกผ้าขาวสะอาดพันมัดเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้ปนเปื้อนสิ่งสกปรกจนแผลอาจสาหัสขึ้นกว่านี้ อีกทั้งสีหน้าของมันก็ยังดูซีดเซียวเล็ก ๆ อยู่เลย
เท่านี้ก็เห็นได้ชัดเลยว่ามันยังมิพร้อมต่อการกลับไปใช้ชีวิตเฉกเช่นสัตว์ป่า แต่ไอ้ครั้นจะปล่อยมันไว้กับบ้านก็กลัวมันจะแอบหนีหายไป หรือไม่มันอาจเกิดเหตุดั่งเื่เมื่อคืนวานขึ้นอีกหากมีใครมาได้ยินเสียงของมันเข้า ปล่อยไว้อยู่บ้านมิอาจวางใจได้เลยจริง ๆ
หรือจะพาไปสำนักด้วยเลยดี? ไม่สิ.. พาไปด้วยก็เกรงว่าจะทำให้ผู้คนแตกตื่น ไม่ก็เป็ตัวนกฮูกน้อยเองนี่แหละที่จะตื่นผู้คนจนหนีหายไป เอาอย่างไรดีนะ?
ขณะที่กำลังใช้ความคิดเกี่ยวเื่เ้านกฮูกตัวน้อยอยู่นั้น สองเท้าที่เริ่มก้าวเดินยามใช้ความคิด ก็ได้ก้าวเดินไปตรงบริเวณซากไม้ที่ผุพังจากเก้าอี้ซอมซ่อที่แหลกสลายไปในยามที่เขาใตื่นก่อนหน้านี้โดยมิทันได้ระวังตัว
และตอนนั้นเอง
ตึก!
“..!!”
ที่จู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่าสองขานั้นพลันอ่อนแรงยวบยาบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ทั้งร่างเริ่มไถลตัวล้มลงสู่พื้นด้วยความเร็ว โดยเฉพาะใบหน้า!
แน่นอนว่ามนุษย์เราย่อมมีสิ่งที่เรียกว่าปฏิกิริยาตอบสนอง เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะร่วงหล่นสู่พื้น เยากั๋วซ่านก็พยายามใช้แขนทั้งสองออกแรงเกร็งให้เพื่อรองรับไม่ให้ใบหน้าของตนต้องลงไปกระแทกจูบพสุธา แต่ทว่า…
ตู้ม!
ยามเมื่อสองมือของเด็กหนุ่มเข้าปะทะกับพื้นไม้ สิ่งที่ควรจะเกิดคือมือทั้งสองได้ออกแรงค้ำยันรองรับไม่ให้ร่างกายส่วนบนเข้ากระแทกพื้นจนาเ็ ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ นั้นคือมือทั้งสองที่กำลังค้ำยันได้ะเิพื้นไม้จนแตกระแหงออกมาพร้อมเสียงะเิสนั่นลั่นไปทั่วตรอกซอย
“กรู๊ว กรู๊ว!”
จนทำให้นกฮูกตัวน้อยร้องเสียงหลงพร้อมะโใอย่างกระโตกกระตากกับผลงานการะเิพื้นในครานี้
“..อะ อา”
แม้ร่างกายจะไม่ได้รับาเ็แต่อย่างใด แต่ภายในจิตใจกลับสับสนกับสิ่งที่เกิดจนมิอาจประมวลผลได้ทัน ทว่า ตอนนั้นเองที่เด็กหนุ่มได้รู้ตัวว่าสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ภายในมือจนเพิ่งแตกกระจายสลายไปอย่างไร้รูปลักษณ์นั้น ความรู้สึกที่เหมือนกับสายลมโอบอุ้มเต็มมือจนรู้สึกได้ถึงพลังเหนืุ์
นะ นี่ข้าเพิ่งปล่อยลมปราณ.. ออกจากฝ่ามืองั้นรึ!?
ภายในห้องเรียนไม้เล็กกระจิ๊ดริดที่ในยามนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ศิษย์อาจารย์คู่เดิมเท่านั้นที่ประทับอยู่ภายในห้องเหมือนอย่างเคย แต่กลับมีร่างของศิษย์สตรีชั้นทองคำขาวผู้มีเรือนผมสีดำประกายม่วงอันแสนโดดเด่นที่มัดรวบไว้เป็ทรงหางม้า ใช่แล้ว จงเค่อฉิงเอก็เข้าร่วมด้วยในครานี้
“เมื่อคืนวานนี้ พวกเ้าทั้งสองได้ช่วยเหลือเ้านก.. ฮูกที่าเ็นี่เอาไว้ จนสุดท้ายเ้าก็เลยใช้พันธสัญญาช่วยเหลือมันเอาไว้ แล้ววันนี้เ้าก็ปลดปล่อยลมปราณได้เป็ครั้งแรก ข้าเข้าใจถูกหรือไม่?”
“ตามที่ท่านว่ามาเลยขอรับ”
ในยามเช้าตรู่ที่ควรจะเป็เพลาเข้าคาบเรียนของเหล่าศิษย์ทุกชั้นปี แต่ในยามนี้เื่ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นกับเยากั๋วซ่านย่อมต้องมาก่อนเหนือสิ่งอื่นใด เด็กหนุ่มที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามายังประตูสำนักที่แน่นขนัดไปด้วยเหล่าศิษย์เหมือนดั่งเช่นทุกทีก็ได้เจอกับจงเค่อฉิงตรงนั้น
พอนางได้เห็นเขาวิ่งอุ้มนกฮูกน้อยมากับตนจนสร้างความแตกตื่นยกใหญ่เพราะโดนเข้าใจผิดว่าเป็นกแสก จึงได้ทำการหลีกหนีความวุ่นวายเข้ามาภายในสำนักได้สำเร็จ ก่อนจะได้ถามไถ่เื่ราวขณะที่เยากั๋วซ่านก็พานางเดินตรงมาถึงห้องของอาจารย์หมังเย่ และได้เล่าเื่ราวที่เขาและนางได้เผชิญมาด้วยกันเมื่อวานให้ท่านอาจารย์ได้รับรู้
“เฮ้อ.. แล้วไหนลองเล่าเื่พันธสัญญาให้ข้าฟังชัด ๆ อีกครั้งหน่อยซิ?”
และตอนนี้ท่านก็รับทราบเป็ที่เรียบร้อยจนทำหน้านิ่วคิ้วขมวดพร้อมกุมขมับขณะจนถอนหายใจออกมา ขณะที่ก็เอ่ยขอข้อมูลเพิ่มพร้อมกับมองไปทางลูกศิษย์ตัวแสบของตนที่กำลังนั่งกอดเ้านกฮูกน้อยตัวกลมชนิดที่ว่าหวงยิ่งกว่าใข่ในหิน
ก่อนหน้าที่เขาและแม่นางจงได้ร่วมกันเล่าไปเป็แค่การฉายภาพเหตุการณ์แบบคร่าว ๆ เพื่อให้ท่านอาจารย์ประเมินสถานการณ์ในขั้นแรกได้ก่อน เพื่อคาดหวังคำถามเจาะลึกจากผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งนี้โดยตรง
“เท่าที่ข้าจำได้.. เหตุการณ์หลังแม่นางจงกลับไปแล้ว ข้า.. ก็นึกวิธีใช้พันธสัญญาออกขึ้นมา เพราะผลแห่งพันธสัญญาศิษย์อาจารย์ชั่วนิรันดร์ที่ข้าและท่านได้ทำไปในคราก่อนนั้น”
พอได้ยินคำถามจากท่านอาจารย์ที่ขอรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนของการผูกพันธสัญญา เด็กหนุ่มจึงเริ่มทำสีหน้าจริงจังพร้อมกับละสายตาจากนกฮูกน้อยตาแป๋วที่ยังมองตามเขาไปมาอย่างไม่ลดละ พร้อมกับเริ่มเล่าจุดเริ่มต้นของความคิดในการใช้ศาสตร์แห่งพันธสัญญาในการแก้ไขปัญหา
“ยังไงรึ?”
“ข้ากับท่านอาจารย์ผูกพันธสัญญาร่วมกัน หากข้าเกิดเื่คับขันไร้ซึ่งทางออก ทุกคราข้าจะระลึกขึ้นได้ว่ายังมีศาสตร์แห่งพันธสัญญาอยู่ในมือ และมันก็ทำงานเป็ครั้งแรกเมื่อคืนนี้”
แน่นอนว่าจงเค่อฉิงที่ไม่ได้เล่าเรียนศาสตร์แห่งพันธสัญญา จึงมิอาจล่วงรู้พันธสัญญาระหว่างศิษย์อาจารย์ได้ เยากั๋วซ่านจึงต้องหันมาอธิบายให้นางได้รับทราบก่อน เมื่อได้ยินในสิ่งที่สงสัยแล้วนางก็พยักหน้ารับเบา ๆ เป็สัญญาณว่าพร้อมจะฟังเื่ราวต่อไปที่นางเอก็ยังไม่ได้รับรู้เช่นกัน
“แล้วมันก็ทำให้ข้าคิดเขียนพันธสัญญาคู่สหายขึ้นมา โดยอ้างอิงจากพันธสัญญาแม่แบบ : ฉันท์มิตร”
พอกลับมาเล่าเหตุการณ์ต่อ เมื่อครู่ได้เกริ่นไปถึงสาเหตุแล้ว คราวนี้เยากั๋วซ่านจึงเริ่มพูดถึงรายละเอียดของพันธสัญญาที่ตนเขียนลงไป พร้อมกับควักกระดาษแห่งพันธสัญญาที่ถูกพับเก็บไว้ในคอเสื้อฝึกก่อนจะเผยให้เห็นรายละเอียดภายใน ที่ทำให้ท่านอาจารย์ต้องเดินเข้ามาใกล้เพื่อสอดส่องมันอย่างพิจารณา
“...แบ่งสรรลมปราณร่วมกันงั้นรึ บรรเจิดเลยทีเดียวนะเสี่ยวเยา!”
นัยตาที่เริ่มพร่ามัวตามอายุแต่ก็ได้แว่นทรงกรอบหนาคอยช่วยให้ตาเฒ่าอ่านเนื้อความในภาษาพันธษาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน เมื่ออ่านจบแล้วสีหน้าของอาจารย์ก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายออกมาพร้อมกับยิ้มกล่าวชื่นชมการเขียนพันธสัญญาอันแสนชาญฉลาดของศิษย์หนุ่มในครานี้
สาเหตุของคำชมนั้นเป็เพราะความชาญฉลาดในการเลือกใช้พันธสัญญาแม่แบบ : ฉันท์มิตร ในการเขียนพันธสัญญาของตนขึ้นมาจากบรรดาแม่แบบทั้ง 6 ที่มีในแบบเรียน แม่แบบฉันทร์มิตรถือว่าเป็แม่แบบที่มอบความเท่าเทียมให้แก่ผู้ลงพันธสัญญามากที่สุด
นอกจากนั้น การเขียนพันธสัญญาคู่สหายที่เนื้อในว่าด้วยการแบ่งสรรลมปราณของผู้ลงพันธสัญญาทั้งสองให้ใช้ร่วม สับเปลี่ยน หมุนเวียนซึ่งกันและกัน ถือเป็วิธีการแก้ปัญหาที่นกฮูกน้อยลมปราณรั่วไหลจนเกือบตายได้อย่างเหนือชั้น เพราะลมปราณในร่างเยากั๋วซ่านจะคอยไปแทนที่ลมปราณที่รั่วไหลออกไปของนกฮูกน้อย ทำให้มันยังคงมีชีวิตอยู่ได้จนถึงยามนี้
“ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ.. แต่ถ้าข้าแข็งแกร่งกว่านี้ คงใช้พันธสัญญาแม่แบบ : ฉันท์เซียนได้ และมันคงจะดีกว่าสำหรับเ้าตัวน้อย”
แม้จะได้รับคำชม แต่เด็กหนุ่มนั้นรู้ดีถึงปัญหาของพันธสัญญาที่ตนเขียนขึ้น ถ้าตัวเขาเป็ผู้ฝึกยุทธทั่วไปที่ใช้ลมปราณได้ เขาคงมีตันเถียนที่จุลมปราณได้มากมายกว่านี้ และจะสามารถใช้แม่แบบฉันท์เซียน อันเป็แม่แบบที่มีฝ่ายหนึ่งเต็มใจมอบผลประโยชน์ให้อีกฝ่ายอย่างมิคิดเสียดาย
เพราะแม่แบบฉันท์มิตรนั้นเป็การผูกติดสองตันเถียนลมปราณเข้าด้วยการ มันจึงทำให้นกฮูกน้อยที่เดิมก็เส้นลมปราณรั่วไหลจนอ่อนแรงอยู่แล้ว จึงต้องถูกหักแบ่งลมปราณมาให้เยากั๋วซ่านใช้หมุนเวียนในการสร้างพลังขึ้นใหม่ เหมือนดั่งที่เขียนไว้ในพันธสัญญาว่าลมปราณต้องหมุนเวียนร่วมกัน
กลายเป็การสร้างภาระเพิ่มเติมให้นกฮูกน้อยจนทำให้มันยังดูไม่ได้แข็งแรงเท่าไหร่ ซึ่งจะส่งผลไปถึงการที่ร่างกายใช้เวลารักษาเส้นลมปราณที่ฉึกขาดเป็แน่ เพราะกลยุทธ์ของเยากั๋วซ่านนั้นคือการใช้พันธสัญญานี้ยื้อชีวิตนกฮูกน้อยไปเรื่อย ๆ จนกว่าเส้นลมปราณในร่างจะฟื้นฟูขึ้นจนกลับมาใช้งานได้
“รู้เท่าทันในตน ทำในสิ่งที่ตนทำได้ นั่นก็ดีพอแล้วล่ะเสี่ยวเยา”
ขณะที่ลูกศิษย์กำลังทำสีหน้าปั้นยากกับความผิดหวังที่ตนไม่อาจทำได้ดั่งที่หมายมั่น ทำให้ผู้เป็อาจารย์ต้องพูดเตือนสติพร้อมกับกล่าวเอ่ยชม แม้จะเกิดความหวั่นใจว่าเ้าศิษย์จอมโทษตนเองผู้นี้จะหาคิดทำอะไรแหกคอกเหมือนอย่างเช่นเื่ในคราวนี้อีกหรือไม่
“ท่านอาจารย์พูดถูกแล้วล่ะ เ้าบอกข้าเองนี่ว่าให้ทำเท่าที่ทำได้ เ้าก็ทำเต็มที่จนยื้อชีวิตเ้าตัวน้อยไว้ได้แล้วนี่ไง”
ไม่รอช้า จงเค่อฉิงก็รีบพูดโพล่งขึ้นมาอย่างเห็นด้วยเช่นกัน แม้นางจะไม่ได้เข้าใจคำว่าพันธสัญญาที่สองศิษย์อาจารย์รู้กันเพียงสองคนสักเท่าไหร่ แต่นางรู้ดีว่าเยากั๋วซ่านทุ่มไปสุดตัวแล้วกับการช่วยเหลือนกฮูกน้อยตนนี้ ขณะที่นางไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย…
“กรู๊วววว”
ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่ตนเองจนนางเลื่อนหันไปมองนกฮูกน้อยตาแป๋วที่ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลยจนมันร้องตอบกลับอย่างน่าเอ็นดู จนนางอดมิได้ที่จะต้องค่อย ๆ ใช้มือลูบหัวมันอย่างหมั่นเขี้ยว
“..แต่ปัญหามันต่อจากนี้ไปต่างหาก เสี่ยวเยา เ้าที่มิเคยฝึกฝนลมปราณได้เลยจึงได้มีตันเถียนสั่งสมพลังชี่อันน้อยนิด เทียบมิได้กับเด็กสิบขวบทั่วไปด้วยซ้ำ นกฮูกตนนี้เองก็ยังเป็เพียงวัยกระเตาะตัวจ้อย ตันเถียนก็คงจะน้อยนิดเสียยิ่งกว่ามนุษย์”
ท่านอาจารย์ไม่ปล่อยให้เยากั๋วซ่านต้องจมอยู่กับความคิดโทษตัวเองไว้นาน เพราะหมังเย่ชี้ประเด็นปัญหาใหม่ขึ้นมาให้เด็กทั้งสองได้รับรู้ ซึ่งนั่นก็ทำเอาทั้งเยากั๋วซ่าน และจงเค่อฉิงเริ่มทำหน้าหวั่นวิตกกันขึ้นมา
“ด้วยพันธสัญญาที่แบ่งสรรลมปราณร่วมกันจึงทำให้ร่างทั้งเ้า ทั้งนกฮูกต่างย่อมรับภาระหนักจนฟื้นตัวต่ออาการาเ็ได้ช้าลงกว่าครึ่งเป็แน่ เพียงแค่วันแรกเ้ายังเริ่มหมดแรงหมดสภาพเช่นนี้ เ้าคิดว่าจะทนไปได้จนกว่านกฮูกจะหายดีงั้นรึ?”
ในสภาพที่ไร้ซึ่งเงินตรา ไร้ซึ่งโอสถดี ๆ มาบำรุงรักษา เยากั๋วซ่านและนกฮูกน้อยจึงได้แต่ต้องพึ่งพาร่างกายให้รักษาตนเองตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อการแบ่งสรรลมปราณทำให้ร่างกายทั้งสองอ่อนแรงลงจนนกฮูกน้อยมีโอกาสจะฟื้นตัวได้ช้ายิ่งขึ้น เวลาที่ต้องใช้จักต้องนานขึ้นเป็เท่าตัว
“...ต่อให้มันจะกินเวลาไปถึง่สอบยุทธไปก็ไม่เป็ไร ข้าขอเพียงให้มันหายดีก็เพียงพอ”
มิใช่ว่าเขาไม่ได้คิด แต่ทันทีที่นึกถึงเื่พันธสัญญาและเห็นทางสว่างที่จะช่วยชีวิตสัตว์ตัวจ้อยได้ เขาก็พร้อมจะยอมสละความ้าของตนเพื่อช่วยชีวิตหนึ่งเอาไว้ มันคุ้มกันดีแล้วล่ะ อีกอย่างท่านอาจารย์ก็เคยบอกเขาเอาไว้ ว่าต่อให้สอบยุทธในครานี้ไม่ติด เขาก็ยังมีเวลาอยู่อีกมาก
“ข้าไม่ได้พูดถึงแค่เื่นั้น! ยิ่งเวลาล่วงเลยผ่าน ร่างกายของพวกเ้ายิ่งต้องรับภาระหนักขึ้น ยังมิแน่ด้วยซ้ำว่าเส้นลมปราณที่ฉีกขาดมันจะสามารถสมานได้โดยง่าย! เช่นนั้นแล้วที่พวกเ้าทำไปก็แค่เติมน้ำมันใหม่ให้ไฟผลาญจนตายตกตามกันไปเท่านั้น!”
ดูเหมือนว่าศิษย์รักของตนจะคิดน้อยเกินไป ผู้เป็อาจารย์จึงะเิน้ำเสียงให้ดังขึ้นเพื่อเสริมความจริงจังขณะเอ่ยถึงเื่คอขาดบาดตายขึ้นมาให้เด็กน้อยได้รับทราบ ว่าเสี้ยนที่มันแกว่งเข้าไปหามิใช่แค่เสี้ยนหนามเล็กน้อย แต่เป็กระบี่สังหารที่ปลิดชีพเ้าได้เลยต่างหาก
“..ลมปราณแห้งเหือดสินะเ้าคะ”
“ถูกต้องตามแม่หนูจงกล่าว ยิ่งวันเวลาล่วงผ่าน ร่างกายพวกเ้าจะยิ่งอ่อนแรง ตันเถียนจะยิ่งแห้งเหือดจนลมปราณสูญสลายไปจากร่างเ้าทั้งสอง เพลานั้นก็จักหวนคืนสู่์”
ทันทีที่ได้ยินท่านอาจารย์เอ่ยแบบนั้น สีหน้าของจงเค่อฉิงก็เริ่มตึงเครียดมากขึ้น แล้วนางจึงได้เอ่ยถึงสาเหตุการตายของเหล่าจอมยุทธฝึกหัดอันแสนยอดนิยมขึ้นมาอย่าง ลมปราณแห้งเหือด ที่เป็อาการเมื่อยามถูกรีดลมปราณออกจากร่างหมดจด สิ่งมีชีวิตทุกตนจักต้องถึงฆาตเพราะไร้พลังงานแห่งชีวิตหลงเหลืออยู่แล้ว
“..ข้า คิดน้อยเกินไปจริง ๆ ด้วยขอรับ”
เมื่อได้ยินทั้งสองกล่าวออกมาเช่นนั้น ใบหน้าของเยากั๋วซ่านก็เริ่มประดับประดาไปด้วยความอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับก้มลงมองด้ยความรู้สึกผิดต่อแววตาใสซื่อที่นกฮูกน้อยกำลังจ้องมองาสวนกลับมา พร้อมกับคลอเคลียไปยัง่อกของเด็กหนุ่มอย่างมิหวั่นเกรงในผู้คน ราวกับมันกำลังตามหาของอร่อยที่มันเคยได้กินที่เด็กหนุ่มเอามันออกมาจากภายในทบเสื้อฝึก
“แล้วจะทำเช่นไรกันดีเ้าคะ!?”
ขณะที่ตัวต้นเื่ได้แต่นั่งหงอยกอดนกฮูกอยู่อย่างสิ้นหวัง กลายเป็จงเค่อฉิงแทนที่ดูเป็เดือดเป็ร้อนขึ้นมา จนพูดตะเบ็งขึ้นมาเสียงดังโดยลืมความเกรงใจต่อผู้าุโตรงหน้าไปจนหมดสิ้น
“เื่โอสถมิยากเกินมือข้าหรอก ข้าจักปล่อยให้ศิษย์รักต้องมาสิ้นลมต่อหน้าต่อตาได้เยี่ยงไร!”
เหมือนดั่งที่เยากั๋วซ่านมิอาจปล่อยผ่านความตายของสัตว์โลกตัวน้อย ผู้เป็อาจารย์อย่างหมังเย่มีหรือจะปล่อยให้ลูกศิษย์ต้องเผชิญชะตากรรมเพียงลำพัง ท่านอาจารย์จึงเอ่ยขึ้นพร้อมกับยกมือขึ้นลูบหัวศิษย์ของตนอย่างอ่อนโยนพร้อมคำประกาศกร้าวที่ห้าวหาญ
“ท่านอาจารย์ ข้า..”
ความรู้สึกอึดอัดที่เด็กหนุ่มแบกรับเอาไว้ เขากำลังกังวลว่าตนนั้นสร้างภาระให้ผู้อื่นต้องมาลำบากอีกแล้วหรือไม่ แต่ยามที่ได้มืออันแห้งเหี่ยวไปตามวัยค่อย ๆ ลูบหัวอย่างอ่อนโยน ความอบอุ่นที่ไม่ได้รับมาเสียนานก็ทำให้เด็กหนุ่มถึงกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นไหว พลางก็รีบก้มหน้า เกรงว่าหยาดน้ำตาคงจะเริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว
“แต่กระนั้น หนทางยั่งยืนที่จักช่วยเ้าทั้งสองได้ดีที่สุด มิใช่โอสถบำรุงแต่อย่างใด แต่เป็การขยายตันเถียนของพวกเ้าทั้งสองต่างหาก”
แม้พร้อมจะช่วยเหลือ แต่อย่างไรอาจารย์ก็คืออาจารย์ เขาย่อมอยากให้ศิษย์ของตนใช้วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนดีกว่าพึ่งพาโอสถที่ทั้งแพงและช่วยได้เพียงแค่ระยะสั้น ๆ เท่านั้น
“ท่านหมายถึง.. ฝึกลมปราณหรือเ้าคะ?”
“ถูกต้อง!”
และหนทางสู่ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาลมปราณแห้งเหือดของทั้งสอง คือการฝึกฝนลมปราณนั่นเอง! เมื่อได้ยินแบบนั้น เยากั๋วซ่านที่กำลังสะกดกั้นอารมณ์รู้สึกผิดของตนอยู่ ก็ได้เงยหน้าขึ้นมา พร้อมกับรอบขอบดวงตาที่กำลังปริ่มน้ำสีใส ไม่ต่างกัน นกฮูกน้อยก็หันมองตามเพราะใในเสียงตอบรับอันดังลั่นของอาจารย์หมังเย่
“จงฝึกฝนลมปราณ ขยายตันเถียนทั้งสองเสีย แม้จักต้องลำบากยากเย็นเป็สองเท่าในการฝึกฝน แต่หากเ้าทำได้ มิใช่แค่จะรักษาชีวิต แต่จักทำให้เ้ากลายเป็ผู้ฝึกยุทธได้!”
ทันทีที่ได้ยินคำเอ่ยของท่านอาจารย์ที่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เยากั๋วซ่านก็เกิดได้คิดตามอย่างเป็เหตุเป็ผล แล้วจึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์พูดมันมิได้เกินจริงไปเลยแม้แต่น้อย ยิ่งฝึกฝนหนักตันเถียนลมปราณจะยิ่งขยาย พลังลมปราณจักมีมากขึ้น
“แต่ว่า เยากั๋วซ่านมีปราณตำหนิ..”
“หึ เสี่ยวเยาก็ะเิพลังลมปราณออกมาแล้วเมื่อเช้านี้ไม่ใช่รึ! เท่านี้ก็ฝึกฝนได้แล้วนี่!”
แม้การฝึกฝนจะเป็หนทางที่ดีที่สุด แต่จงเค่อฉิงผู้ไม่ได้รู้ศาสตร์แห่งพันธสัญญา จึงได้โพล่งถามขึ้นด้วยความสงสัย ทำให้ท่านอาจารย์ต้องชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ พันธสัญญาคู่สหายได้ทำให้เยากั๋วซ่านกลายเป็ผู้ใช้ลมปราณได้ไปแล้ว!
เพราะพันธสัญญานั้นทำให้การใช้งานลมปราณแปรเปลี่ยนไปจากปกติ เป็การส่งผ่านลมปราณระหว่างตันเถียนสู่ตันเถียนของเยากั๋วซ่านและนกฮูกน้อย ดังนั้น ยามเมื่อเรียกใช้พลัง หากร่างกายเยากั๋วซ่านมิอาจใช้งานผ่านเส้นลมปราณของตนได้ มันก็จักไปเรียกลมปราณจากนกฮูกน้อยมาใช้งานแทน จนทำให้พื้นบ้านะเิบึ้มขึ้นมาอย่างที่เยากั๋วซ่านได้เล่าเื่ออกไป
“...สุดยอด”
จงเค่อฉิงที่ได้ฟังอาจารย์หมังเย่อธิบายเสริมเพิ่มเติมอย่างละเอียดจนเข้าใจสาเหตุการใช้ลมปราณขึ้นมาได้ของเยากั๋วซ่านจบ นางก็เกิดความตะลึงพรึงเพิดจนตาค้างไปเลยกับวิธีการแหกกฏหลักแห่งชี่ของศาสตร์แห่งพันธสัญญานี้
“แต่ว่านะเสี่ยวเยา หนทางนี้เองก็มีความเสี่ยง.. เงื่อนไขผิดกฏที่เ้ากำหนดมา หากหนึ่งในสองผู้ทำพันธมิได้พึงใจจะเกี่ยวโยงกัน พันธสัญญานี้จะสิ้นสุดลงในทันที นั้นเสี่ยงเกินไปที่จักใช้กำหนดกฏเกณฑ์กับสัตว์เดรัจฉาน”
แม้แสงสว่างเรืองรองอันล้ำค่าจะโผล่มาให้เห็นเช่นนี้ แต่เยากั๋วซ่านยังคงสงบนิ่งราวกับขบคิดถึงบางสิ่งจนมิอาจจะตัดสินใจได้ นั่นทำให้ผู้เป็อาจารย์ได้เอ่ยถึงสิ่งที่กวนใจของเด็กหนุ่มออกมา ทำให้เยากั๋วซ่านเงยหน้าขึ้นมองท่านอาจารย์ด้วยความคาดหวังต่อคำชี้แนะของท่าน
ใช่… เงื่อนไขการผิดกฏที่เอาแน่เอานอนกับสัตว์สติปัญญาต่ำเช่นนี้ หากพันธสัญญาต้องถูกทำลายไปเพราะเื่ไม่เป็เื่ จักทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญสลายไปในทันที นี่แหละคือหนึ่งในสิ่งที่เยากั๋วซ่านกำลังกังวล
“ข้ามิรู้หรอกนะว่าสัตว์เดรัจฉานตัวจ้อยพรรค์นี้สามารถลงนามในพันธะกับเ้าได้เช่นไร แต่ว่า”
ทั้งชีวิตที่ผ่านการทำพันธสัญญมานับไม่ถ้วน หมังเย่นั้นมิเคยทำพันธสัญญากับสัตว์เดรัจฉานมาก่อนเลย อาจมีบ้างกับการทำพันธทาสไว้ใช้งานพวกสัตว์อสูรสุดแกร่ง แต่กับสัตว์สติปัญญาต่ำต้อยนั้นเขาไม่หมายลองและมิคุ้มค่าที่จะลอง
แม้กระทั่งในตำรายังกล่าวว่าการทำพันธสัญญา ผู้ลงพันธจักต้องมีสติปัญญาพร้อม และเข้าใจเนื้อหาเป็อย่างดีขณะลงเื มิเช่นนั้นพันธสัญญามิอาจสำฤทธิ์ผล
“เ้าคงต้องลองเดิมพันกับการเลี้ยงดูมันให้ดี เพื่อแลกมาซึ่งพลังที่เ้า้า”
แต่กระนั้นแล้ว ในฐานะอาจารย์ที่มองเห็นโอกาสก้าวหน้าของผู้เป็ศิษย์ แม้จักมีความเสี่ยง
อยู่มากในการทำพันธสัญญากับสัตว์เดรัจฉานที่มิมีตำราไหนเคยบันทึก แต่เขาก็อยากจะให้ศิษย์หนุ่มได้เติบโตก้าวหน้า แม้จักต้องก้าวผ่านหุบเหวที่เรียกว่าความเสี่ยงในความไม่รู้ก็ตามที
“เ้าว่าอย่างไรล่ะเสี่ยวเยา เ้าพร้อมจะเดิมพันหรือไม่?”
แม้จะอยากให้ศิษย์ก้าวผ่านขวากหนามเพื่อตามหาความสำเร็จที่้า แต่ก่อนอื่นใด สิ่งแรกที่ต้องถามคือความพร้อมของจิตใจผู้เป็ศิษย์ว่าจักยอมรับได้หรือไม่กับการเสี่ยงที่อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิต
“...ข้า”
ที่ท่านอาจารย์กล่าวมาทั้งหมด ล้วนเป็สิ่งที่อยู่ในใจเยากั๋วซ่านมาตลอดนับั้แ่รู้ว่าตนใช้ลมปราณได้เพราะพันธสัญญา ทั้งความรู้สึกผิดที่ต้องใช้นกฮูกน้อยเป็เครื่องมือ ทั้งความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้ เพราะพันธสัญญามันมิใช่แค่ศาสตร์ทั่วไป แต่มันเปลี่ยนแปลงได้กระทั่งกฏแห่งธรรมชาติอย่างที่พันธสัญญาคู่สหายแสดงให้เห็นมาแล้ว
เดิมทีแล้ว เยากั๋วซ่านอยากคงพันธสัญญานี้ไว้จนกระทั่งนกฮูกน้อยหายดี แล้วจึงให้มันตัดสินใจตามเจตจำนงค์ของมันว่าจะหวนคืนสู่ธรรมชาติ หรือจักยอมใช้ชีวิตกับมนุษย์เช่นเขาดี จึงเป็ที่มาของเงื่อนไขในการผิดกฏพันธสัญญาที่เขาเขียนขึ้น
แต่ในยามนี้เขาตัดสินใจแล้ว
“ยอมเดิมพันนี้ขอรับ!”
นี่จักเป็ครั้งแรกที่คนอย่างเยากั๋วซ่านขอเห็นแก่ตัว เพื่อความใฝ่ฝันอันสูงสุดของชีวิต โอกาสมาอยู่ตรงหน้า ข้าจักขอคว้ามันไว้เพื่อหนทางการเป็จอมยุทธ!
“กรู๊ว!”
พร้อมกันนั้น นกฮูกตัวน้อยก็ขานรับร้องขึ้นมาเสียงดัง ราวกับมันเข้าใจว่ามนุษย์ทั้งสามกำลังสนทนาเื่อะไรอยู่กันแน่…