แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างกระทบใบหน้า เออร์วินลืมตาขึ้นช้าๆ พบว่าตอนนี้เขากำลังถูกพี่สาวจะทำเป็นหมอนข้างอยู่ เออร์วินลองขยับตัวดูพบว่าพี่สาวของเขากระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น
“ท่านพี่ครับ”
เออร์วินลองเรียกเพื่อหวังจะปลุกลิลิธ แต่ไร้การตอบสนองจึงเรียกอีกครั้ง
“ท่านพี่ครับเช้าแล้วครับ”
ลิลิธกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนเออร์วินไม่สามารถกระดิกตัวได้แล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า
“รู้แล้ว”
เออร์วินคิดในใจว่าถ้ารู้แล้วทำไมไม่รีบตื่นรีบล่ะครับ แต่ปากกลับพูดว่า
“ใกล้ได้เวลามื้อเช้าแล้วนะครับท่านพี่”
“เดี๋ยวค่อยไปตอนนี้ฝากกลิ่นก่อน”
“ฝากกลิ่น?” เออร์วินทวนคำเพราะสงสัยว่าตนอาจจะฟังผิด
“ใช่ฝากกลิ่นไงวันนี้เธอต้องไปเดทกับยัยเด็กนั่นไม่ใช่เหรอ ก็เลยต้องฝากกลิ่นไว้ก่อนไง”
เออร์วินสตั๊นไปหักหนึ่งก่อนจะพูดว่า
“เดี๋ยวสิครับท่านพี่ไม่ใช่แมวนะครับ”
หลังจากนั้นเออร์วินก็ใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะสลัดหลุดจากการฝากกลิ่นของพี่สาวแล้วลุกไปอาบน้ำ แต่เมื่อลุกไปเขาก็พบว่าทั้งเรเวนและลูซี่ที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวนั้นตื่นอยู่ก่อนแล้ว เรเวนบอกว่าเดซี่กำลังอยู่คุยกับโซอี้ที่ห้อง พอเออร์วินถามพวกเธอว่าทั้งที่ตื่นก่อนแล้วทำไมไม่ลูกลูซี่ก็หันไปมองเรเวน เรเวนก็ตอบมาหน้าตาเฉยว่าเห็นแมวกำลังฝากกลิ่นอยู่เลยไม่อยากรบกวนเดี๋ยวแมวจะกัด คำตอบของเธอทำเอาเออร์วินถึงกับพูดไม่ออก ส่วนลิลิธพี่สาวของเขานั้นเมื่อได้ยินก็ไม่พูดอะไร แต่เออร์วินมองออกว่าพี่สาวของเขาดูจะพอใจไม่น้อยกับคำตอบของเรเวน
เมื่อเออร์วินลุกไปอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ลงไปทานมื้อเช้ากับครอบครัวซึ่งวันนี้องค์ราชินีเอลิเซียก็ยังแสดงความไฮเปอร์เหมือนเดิม
“นี่ๆ เออร์วินจ๊ะวันนี้ลูกมีเดทกับเรเชลสินะจ๊ะแหมลูกนี่ก็ไม่เบาเลยนะจ๊ะ เมื่อวานยังไปเดทกับลิลิธอยู่เลยนี่แถมเมื่อวานก่อนก็เดทกับลูกสาวของวานเชสโก้ด้วยนี่นะ ร้ายจริงๆ เลยนะลูกเนี่ย โฮะโฮะโฮะ” ราชินีเอลิเซียหัวเราะแบบแปลกๆ
ไม่รู้ทำไมเออร์วินรู้สึกว่าวันนี้แม่ของเขาให้ความรู้สึกเหมือนกับป้าข้าบ้านยังไงไม่รู้ ตั้งแต่เข้ามาในห้องรับประทานอาหารแม่ของเขาก็เอาแต่โหมดนี้มาตลอด
“นี่ๆ เออร์วินจ๊ะลูกน่ะต้องฝึกไว้นะจ๊ะเพราะแม่มั่นใจว่าเมื่อลูกโตขึ้นลูกจะต้องใช้ทักษะนี้ในอนาคตแน่นอนจ๊ะ”
“ทักษะนี้?” เออร์วินทวนคำด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าทักษะที่แม่พูดถึงคืออะไร
“แหมๆๆ เจ้าลูกคนนี้นี่ยังแกล้งทำเป็นไขสืออีก ก็ทักษะเสือผู้หญิงของลูกไงจ๊ะเมื่อโตขึ้นแม่มั่นใจว่าลูกจะต้องมีผู้หญิงมารุมล้อมกันไม่หวั่นไม่ไหวจ๊ะ ลูกน่ะต้องคอยระวังไม่ให้ผู้หญิงของลูกแต่ละคนเจอกันนะ แม่บอกได้เลยจ๊ะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็หายนะแน่”
เออร์วินถือช้อนค้าไว้ในมือเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเอาคำว่าเสือผู้หญิงครอบหัวกิลเบิร์ต มาวันนี้เขาถูกแม่เอาคำเดียวกันครอบหัวเขาบ้าง ทว่าลิลิธกลับพูดขึ้นมาว่า
“เออร์วินจะไม่เป็นแบบนั้นหรอกค่ะท่านแม่”
การที่ลิลิธพูดตอนทานอาหารทำให้หลายคนพากันมองเธอเป็นตาเดียว เพราะแกติลิลิธมักจะทานเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใคร ดังนั้นตอนที่พูดจึงเป็นอะไรที่หาได้ยาก
ความจริงแล้วอารมณ์ของลิลิธไม่ดีมาตั้งแต่มื้อค่ำเมื่อคืนแล้ว เดิมทีหลังจากที่เดทกับน้องชายเมื่อวานเธอยังคงอารมณ์ดีอย่างที่น้อยครั้งจะเป็นจนเมื่อเธอได้ยินเรเชลพูดเหมือนตั้งใจให้เธอได้ยินว่า วันนี้จะได้เดทกับเออร์วินทำให้ลิลิธอารมณ์เสียทันที เธอพยายามบอกว่าวันนี้เออร์วินเหนื่อยยังไงและควรให้เขาได้พัก ทว่าราชินีเอลิเซียกลับบอกว่าไม่เป็นไรเออร์วินสบายมากแล้วหันมาถามเขาว่าใช่มั้ย ซึ่งเออร์วินที่โดนถามก็เงยหน้าขึ้นมาจากจานอาหารแล้วพบว่าพี่สาวกำลังมองมาที่เขาอย่างกดดัน ในขณะที่เรเชลก็มองมาที่เขาด้วยสายตาคาดหวัง ในขณะที่เออร์วินไม่รู้จะเลือกตอบแบบไหนดีแม่ของเขาก็ดูจะสนุกสนานกับสถานการณ์ที่เขาเผชิญอยู่ไม่น้อย สุดท้ายเขาจึงเลือกตอบไปว่าถแค่นิดหน่อยยังพอไหว ผลสุดท้ายก็คือเขาต้องเผิญกับรอยยิ้มประหารของพี่สาวก่อนนอน แล้วพอตื่นนอนมาก็พบว่าตนได้ถูกพี่สาวจับทำเป็นหมอนข้างเรียบร้อย
ราชินีเอลิเซียมองหน้าลูกสาวของตอนแล้วก็หัวเราะแบบป้าข้างบ้าน
“โฮะ โฮะ โฮะ มันก็ไม่แน่หรอกนะลิลิธลอูกน่ะไม่รู้ซะแล้วว่าผู้ชายทุกคนมันก็หมาป่าเหมือนกันหมดนั่นแหละ ดูพ่อของลูกเป็นตัวอย่างสิจ๊ะ”
พระราชาอัลเฟรดที่กำลังทานอาหารอยู่เงียบๆ สะดุ้งโหยงทันทีที่ถูกลากเข้าไปเกี่ยวด้วย เห็นลิลิธจ้องมองมาที่ตนรีบพูดว่า
“พ่อไม่รู้เรื่องนะเรื่องนี้พ่อไม่เกี่ยว”
ลิลิธละสายตาจากพ่อหันมามองน้องชายตนที่ตอนนี้กลับมาตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารต่อไป แล้วลิลิธก็ไม่ได้พูดอะไรอีกจนเมื่อมื้อเช้าจบลงเออร์วิน็ไปพบกับพวกเจคทว่าวันนี้เขาได้พาลูซี่ไปกับเขาด้วย
ซึ่งลูซี่ก็ตามเขาอย่างตื่นเต้นและรู้สึกหวาดกลัวเพราะต้องเข้าเมืองและผ่านชุมชน ซึ่งขณะที่เธอเดินตามเออร์วินอยู่ในเมืองนั้นเธอรู้สึกได้ถึงสายตามากมายที่มองมาที่เธอ ในใจของลูซี่รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ความทรงจำร้ายเมื่อครั้งสมัยอยู่ในคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ผุดกลับขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก่อนที่เธอจะดิ่งไปมากกว่านี้มือของที่สั่นเทาของเธอก็ถูกมือน้อยๆ นี่กุมไว้ ลูซี่เหลือบมองเจ้าของมือพบว่าเขายิ้มให้เธอแล้วบอกกับเธอว่า
“ไม่ต้องกลัวไปนะครับผมอยู่ตรงนี้แล้ว”
ทันใดนั้นลูซี่ก็ดูสงบลงอย่างเห็นได้ชัดเธอยิ้มให้เขา
“ขอบคุณค่ะเจ้าชายเออร์วิน”
เออร์วินยิ้มให้เธอแต่ไม่ได้พูดอะไรกลับเป็นเรเวนที่พูดว่า
“เธอที่เสือผู้หญิงของจริงเลยนะ”
เออร์วินทำเป็นไม่สนใจเรเวนเขาเดินจูงมือลูซี่แล้วเดินนำเธอไปที่สลัม เมื่อเดิมมาถึงที่สลัมซึ่งตอนนี้ผู้คนในสลัมหลายคนต่างเริ่มคุ้นเคยกับเด็กผู้ชายหน้าตาดีแต่งตัวด้วยเนื้อผ้าราคาแพงที่มักจะไปมาหาสู่กับพวกเจคในทุกวัน บางวันก็โผล่มาตั้งแต่เช้ามืดพร้อมกับถือกระบองแปลกๆ ที่ปล่อยสายฟ้าขนาดเล็กคอยไล่จี้พวกของเจคที่กำลังวิ่งอยู่
แต่วันนี้กลับไม่เหมือนทุกทีเมื่อพวกเขาต่างได้เห็นสาวใช้คนหนึ่งเพิ่มเข้ามาและสาวใช้คนนี้มีหูของสุนัขพร้อมกับหางของสุนัขที่โผล่ออกมา มีผู้คนไม่น้อยในสลัมที่มองมาที่เธอด้วยสายตาที่หวาดกลัวผิดกับพวกเด็กๆ ที่มองมาด้วยความสงสัยใครรู้
ลูซี่เดินท่ามกลางสายตัวเหล่านั้นด้วยความรู้สึกอึดอัดเธอได้แต่ก้มหน้านิ่งไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองรอบตัว สิ่งยึดเหนี่ยวของเธอในตอนนี้มีเพียงแค่มือน้อยๆ ที่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น เออร์วินเดินมาหยุดที่บ้านของจูนเขาเคาะประตูสองที ได้ยินเสียงจากในบ้านว่า
“ค่ามาแล้วค่า”
ตามได้เสียงเปิดประตูเผยให้เห็นหญิงสาวใบหน้าคมขำคนหนึ่ง ผลจากการได้กินอาหารครบสามมื้อและได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทำให้จูนในตอนนี้เริ่มที่จะฉายแววของความเป็นสามงามออกมา ทำให้มีชายหนุ่มในสลัมจำนวนไม่น้อยเริ่มที่จะแสดงความสนใจในตัวเธอ จูนยิ้มเมื่อได้เห็นหน้าเออร์วินกับเด็กผู้ชายที่โผล่มาช่วยพ่อของเธอทั้งยังสินหนังสือให้เธอคนนี้เธอย่อมรู้สึกขอบคุณและรู้สึกเป็นมิตร จนตอนนี้เธอยังไม่อยากจะเชื่อว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะเป็นเจ้าชายขยะที่ตกเป็นขี้ปากของผู้คนในไพร์ล็อก
จูนยิ้มให้เออร์วินเธอรู้ว่าถ้าวันไหนไม่ถูกปลุกมาตอนเช้ามืดวันนั้นก็แสดงว่าเป็นวันที่เธอจะได้เรียนหนังสือ สำหรับเด็กสาวที่เกิดและโตในสลัมการได้รู้หนังสือเป็นอะไรที่เหมือนกับสวรรค์ประทานสำหรับคนชายขอบอย่างพวกเธอ ทว่าวันนี้รอยยิ้มของจูนกลับต้องค้างไปทันทีเมื่อได้เห็นสาวใช้ที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ทั้งเธอคนนี้ยังมีหูสุนัขอีกด้วย
“นี่คือคุณลูซี่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของผมเช่นเดียวกับคุณเรเวน คุณลูซี่นี่คือคุณจูนผมอยากให้พวกคุณสนิทกันไว้เพราะในอนาคตพวกคุณต้องได้ร่วมงานกันแน่ครับ”
ลูซี่แนะนำตัวอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ลู...ลูซี่ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
จูนเรียสติกลับคืนแนะนำตัวบ้างว่า
“จูนค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”
“พวกเราไปกันเถอะครับ”
“ค่ะ”
จูนรับคำในใจเธออยากจะถามเรื่องของสาวใช้คนนี้แต่เมื่อเธอเหลือบไปเห็นมือของลูซี่ที่กุมมือของเออร์วินไว้ไม่ยอมปล่อยจึงเลือกที่จะหุบปากเงียบไว้
ทั้งหมดพากันเดินไปที่บ้านของเจคซึ่งเมื่อเออร์วินเดินไปถึงเขาก็พบกับพวกลูกน้องของเจคที่มารออยู่เต็มหน้าบ้าน ลูซี่ที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อยถามว่า
“เจ้าชายเพคะคนพวกนี้คือ?”
“เป็นหนึ่งในพลังของผมครับ”
“พลังเหรอเพคะ?”
เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“ตอนนี้พวกเขาก็แค่มารอเรียนหนังสือน่ะครับ”
“เอ๊ะ?”
พูดจบเออร์วินก็เดินจูงมือลูซี่ผ่านผู้คนเดินไปที่บ้านของเจคแล้วเคาะประตู ได้ยินเสียงของเนียดังมาจากในบ้านว่า
“ไอ้ปีศาจมาแล้ว” เสียงนั้นดูดีใจและมีชีวิตชีวาตามมาด้วยเสียงของจูนเอ็ดเนียว่า
“เดี๋ยวเถอะเนียบอกแล้วไงว่าอย่าเรียกเขาแบบนั้นถึงยังไงเขาก็เป็นเจ้าชายนะ เจคเธอเองก็พูดกับเนียเรื่องนี้ด้วยสิ”
สักพักประตูก็เปิดออกเป็นเนียเด็กสายผมสีนำเงินตาสีฟ้าที่มีอายุพอๆ กับเรเชล เนียถามขึ้นว่า
“ปีศาจวันนี้จะเรียนเรื่องอะไร”
“วันนี้จะเรียนเรื่องเศษส่วนครับ”
“เศษส่วน?” เนียทำหน้างงก่อนจะเหลือบไปเห็นลูซี่ที่เธอไม่คุ้นตา สายตาของเนียเหลือบไปเห็นหูสุนัขของเธอแต่ว่าไม่ใช่สายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวหรือหวาดระแวง มันกลับเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น จนมีเสียงของอันนาจากทางด้านหลังเนีย
“เผ่ามาร!!!”
เจคที่ได้ยินก็โผล่มาและมองลูซี่ด้วยความตกตะลึง เขาตั้งใจจะคว้าตัวเนียออกมาแต่เออร์วินกลับแนะนำว่า
“ขอแนะนำให้รู้จักนะครับ นี่คือคุณเนีย คุณเจค และคุณอันนา ส่วนนี่คือคุณลูซี่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของผม อยากให้ทุกคนทำความคุ้นเคยและสนิทกันไว้นะครับ เพราะต้องร่วมงานกันในอนาคตแล้วก็จากนี้ไปเธอจะมาร่วมออกกำลังกายและเรียนหนังสือกับทุกคนครับ”
คำพูดของเออร์วินทำให้เจคกับอันนาอึ้งในขณะเนียกลับเอาแต่จ้องมองหูของเธอด้วยความสนอกสนใจ ซึ่งรอน เดนิสและบาสสามคนที่นั่งพิงผนังบ้านอยู่นั้นเดิมทีก็เอาแต่จ้องมองลูซี่ด้วยความสงสัยอยู่แล้ว จนเมื่อได้ยินที่เออร์วินพูดก็พากันตะลึงโดยเฉพาะรอนที่ดูจะตกใจเป็นพิเศษ
‘เผ่ามารร่วมมือกับเผ่ามารเนี่ยนะ?’ ทุกคนยกเว้นเนียต่างพากันคิดในใจ ส่วนลูซี่ที่เอาแต่ยืนก้มหน้าแม้ไม่สามารถอ่านใจได้ก็พอจะเดาได้ว่าคนพวกนี้คิดอะไรอยู่ ขณะที่หลายคนต่างก็พากันคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ เนียกลับถามขึ้นว่า
“พี่สาวคะหูนั่นของจริงเหรอคะ?”
ลูซี่นิ่งไปทันทีเธอไม่นึกว่าจะมีปฏิกิริยาแบบนี้จากเด็กผู้หญิงแต่เธอก็ตอบไปว่า
“ของจริงสิ”
“ว้าว!” เนียร้องออกมาพร้อมกับตาที่เป็นประกาย
“ความจริงคุณลูซี่ยังมีน้องสาวสองคนที่อายุพอกับคุณเนียอยู่ด้วยนะครับ วันหลังผมจะพามาแนะนำให้คุณเนียรู้จัก”
เนียดูจะสนใจขึ้นมาทันทีเพราะเธอไม่มีเพื่อนที่มีอายุเท่าเธอเลยสักคนเดียว เจคที่เห็นดังนั้นจึงพูดกับเออร์วินว่า
“ขอคุยด้วยหน่อย”
เออร์วินพยักหน้าตอบว่า”
“ได้ครับ” แล้วเขาก็หันไปพูดกับลูซี่และเรเวนว่า “เดี๋ยวไปคุยธุระสักครู่นะครับคณลูซี่ทำความรู้จักกับคุณอันนากับคุณเนียไปพลางๆ ก่อนนะครับ”
ลูซี่พยักหน้าเข้าใจก่อนจะปล่อยมือที่กุมมือของเออร์วิน เด็กชายยิ้มให้เธอแล้วหันไปพยักหน้าให้เจคก่อนจะเดินไปที่ลานหน้าบ้าน เจคพูดกับอันนาว่า
“เดี๋ยวขอตัวไปคุยธุระสักครู่อยู่คุยกับพวกเธอไปก่อนะ” เห็นอันนามีสีหน้ากังวลก็พูดว่า “ไม่ต้องกังวลไปหรอกเรเวนก็อยู่ด้วย”
อันนาที่ได้ฟังก็พยักหน้าเจคจึงเดินไปหาเออร์วินที่ยืนรออยู่ ส่วนอันนาก็ไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดีจึงได้ไปสบตากับจูนที่ตอนนี้จะเรียกว่าสนิทกันก็ว่าได้ กลับเป็นเรเวนพูดขึ้นว่า
“เข้าไปนั่งคุยข้างในบ้านเถอะ”
อันนาพยักหน้าแล้วนำทั้งหมดเข้าไปข้างในบ้านแล้วเชิญทั้งให้นั่งที่โต๊ะแต่เพราะมีเก้าอี้แค่สี่ตัวเนียจึงนั่งตักอันนาแทน ขณะที่บรรยากาศแปลกกำลังก่อตัวเนียก็ถามขึ้นว่า
“พี่สาวมาจากที่ไหนคะ?”
ลูซี่เงยหน้าขึ้นสบตากับเนียพบว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีหวาดกลัวเธอเลยสักนิดลูซี่ยิ้มให้เธอก่อนจะตอบว่า
“ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“ไม่รู้?” เนียสงสัย
แววตาของลูซี่ดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัดเธอตอบว่า
“ฉันกับครอบครัวอาศัยอยู่ในชนเผ่าที่อยู่ในป่าลึกมีวันหนึ่งฉันกับน้องสาวทั้งสองถูกจับตามาแล้วกลายเป็นทาสค่ะ”
อันนากับจูนตกใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูซี่พูด ทว่าเนียกลับถามอย่างไร้เดียงสาว่า
“พี่สาวเป็นทาส...”
“เนีย!!!” อันนาเรียกชื่อเนียเสียงดังจนเนียตกใจสะดุ้งโหยงแหงนหน้าถามอันนาที่ตนนั่งตักอยู่ว่า
“พี่อันนามีอะไรเหรอคะ?”
อันนาที่กังวลว่าเนียอาจจะถามในสิ่งที่ลูซี่อาจจะต้องการลืมจึงรีบยั้งเธอไว้ แม้ว่าผู้หญิงคนนี้จะอยู่ต่างเผ่าพันธ์กับเธอแต่จากท่าทีของเธอทำให้อันนาอดเห็นใจไม่ได้ อันนานั้นไม่ได้เกิดในไพร์ล็อกและเพราะชาติกำเนิดของเธอทำให้เธอเข้าใจดีว่าความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับเผ่ามารนั้นรุนแรงและหยั่งลากฝังลึกขนาดไหน และเธอยังรู้ดีว่าทาสเผ่ามารนั้นมักจะมีชะตากรรมที่โหดร้ายขนาดไหน ส่วนจูนที่ไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องความขัดแย้งเท่าไหร่แต่เพราะเธอเคยได้ยินเรื่องความโหดร้ายของพวกเผ่ามารจากนิทานต่างๆ ทำให้อดรู้สึกหวาดกลัวลูซี่ไม่ได้ แต่จากท่าทีของลูซี่ทำให้จูนรู้สึกสงสารและเห็นใจอีกฝ่าย เพราะชะตากรรมที่เป็นเพียงบุคลระดับล่างที่มักตกเป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอดทำให้คล้ายกับเข้าใจในตัวลูซี่ขึ้นมาบ้าง
อันนาที่เพียงแค่ต้องการตะโกนขัดเนียนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดีกลับเป็นเรเวนที่พูดขึ้นว่า
“ลูซี่เด็กคนนี้เหมือนลิลลี่น้องเธอเลยนะ ชอบกินเนื้อเป็นพิเศษแถมยังเรียกเจ้าชายของเมืองนี้ด้วยชื่อแปลกๆ อีกต่างหาก”
ลูซี่ที่ได้ยินดังนั้นก็มีมองเนียด้วยความสนใจในขณะที่อันนาพบว่ามีเรื่องคุยให้เบี่ยงประเด็นแล้ว
เจคที่ตอนนี้ยืนจ้องหน้าเออร์วินคล้ายต้องการมองให้ออกว่าตกลงคนที่ยืนตรงหน้าเขานี้เสียสติหรือว่าโง่กันแน่ แม้เออร์วินจะเคยพูดถึงสิ่งที่เกิดตัวอย่างการปฏิรูปเมืองนี้เจคก็ไม่ถึงกับมองเป็นเรื่องงี่เง่าเพราะแม้แต่เขาเองก็รู้สึกว่าเออร์วินเป็นเด็กที่โตเกินวัยทั้งความคิดและการกระทำ หรือตอนที่อีกฝ่ายพูดถึงเรื่องรื้อกฏของโลกเขาก็มองว่าอีกฝ่ายเพียงแค่พูดเล่น แต่นี่กลับเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้เพราะคราวนี้อีกฝ่ายถึงกับร่วมมือกับเผ่ามาร ในโลกที่มีการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ชัดเจนนี้การที่เจ้าชายของประเทศหนึ่งร่วมมือกับเผ่ามารก็ไม่ต่างอะไรกับการหาเรื่องนำพาความพินาศมาสู่ประเทศตนเอง
“มีอะไรเหรอครับคุณเจค?” เออร์วินถามขึ้นด้วยใบหน้าที่ ‘ใสซื่อ’
เจคที่เห็นปฏิกิริยาของเออร์วินก็ถึงกับนวดขมับก่อนจะถามว่า
“คิดจะทำบ้าอะไรของคุณกันแน่?”
“ทำอะไรเหรอครับ?” เออร์วินยังคงทำหน้าใสซื่อ
เจคตัดสินใจพูดตรงๆ ไปว่า
“คุณคิดบ้าอะไรถึงตัดสินใจร่วมมือกับเผ่ามาร?”
เออร์วินยิ้มให้เจคก่อนจะตอบว่า
“ข้อแรกผมไม่ได้ร่วมมือกับเผ่ามารเพราะที่ผมร่วมมืด้วยมีแค่คุณลูซี่เท่านั้น ข้อสองผมรู้ดีว่าคุณกังวลเรื่องอะไร ซึ่งเรื่องนี้คุณไม่ต้องกังวลไปหรอกครับเพราะผมเตรียมเหตุผลและข้ออ้างไว้แล้ว และข้อสามหนึ่งในสิ่งที่คุณควรรู้เอาไว้ก็คือหากไม่อยากกลายเป็นเพียงหมากที่ถูกค่านิยมของโลกใบนี้ชักจูงคุณต้องรู้จักก้าวออกมาแล้วมองทุกสิ่งจากวงนอกด้วยความเป็นกลาง”
เจคที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วทันทีสำหรับข้อหนึ่งกับข้อสองนั้นเขาเข้าใจดี แต่ข้อสามเขากลับไม่เข้าใจมันเลยสักนิดเดียว เออร์วินก็ยิ้มให้เขาพร้อมบอกว่า
“ใครคือมิตรที่แท้จริงใครคือศัตรูที่แท้จริงคุณจะไม่มีวันมองออกหรอกนะครับตราบใดที่ขาคุณยืนอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ถ้าตอนนี้มันยากเกินไปสำหรับคุณผมก็ขอแนะนำว่าคุณอย่าไปคิดมันเยอะ ค่อยๆ เรียนรู้ไปเดี๋ยวคำตอบก็โผล่ออกมาเองครับ” พูดจบเออร์วินก็เดินไปผ่านเจคไปที่บ้าน
เจคหันกลับมาพบว่าด้านหลังของเขายืนไว้ด้วยรอน บาสและเดนิส ทั้งสามคนต่างก็ได้ยินในสิ่งที่เออร์วินพูดพวกเขาต่างมองหน้าเจคแต่ไม่พูดอะไรออกมา ซึ่งเจคก็เพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน
เออร์วินเดินไปถึงที่หน้าประตูบ้านได้ยินเสียงหัวเราะของผู้หญิงหลายคนดังจากภายในบ้าน มีเสียงหนึ่งที่เออร์วินรู้สึกไม่คุ้นแต่ไม่ใช่เพราะเขาไม่เคยได้ยินเสียงนี้ แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยได้ยินเจ้าของเสียงนี้หัวเราะมาก่อน ซึ่งมันเป็นเสียงของลูซี่
“อะไรกันสนิทกันไวกว่าที่คิดนะนี่ช่างเถอะจะรอสักหน่อยก็ได้”
เออร์วินยิ้มแล้วพูดออกมาก่อนจะตัดสินใจว่าจะยังไม่เข้าไปในบ้านแต่จะยืนตรงนี้สักพัก