ปราณโลหิตทั่วร่างกายดุจน้ำที่ต้มจนเดือดพล่าน ส่งเสียงเดือดปุด ๆ และระเหยเป็ไอราวกับม้าที่หลุดจากบังเหียนพุ่งทะยานไปตามเส้นชีพจร ทั่วทั้งร่างกายปราณโลหิตพุ่งสูงถึงขีดสุด
"ขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ นี่คือขอบเขตสามัญระดับสอง"
รอดพ้นภัยพิบัติย่อมมีวาสนาใหญ่ตามมา เฉินฉางอันเงยหน้าคำรามกึกก้อง เขาโคจรพลังแห่งปราณโลหิตในร่างกายแล้วเหวี่ยงหมัดออกไปกลางเวหาอย่างต่อเนื่อง
เขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะตรวจสอบว่า… หลังจากทะลวงขอบเขตแล้วตนเองจะแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด
ตู้ม! ตู้ม!!
เมื่อหมัดถูกเหวี่ยงออกไป กลับเกิดเสียงกัมปนาทจากการฉีกขาดของอากาศอย่างน่าหวาดเสียว
เฉินฉางอันััได้ชัดเจนว่าหมัดของเขาแหวกอากาศออกไปดั่งแส้ที่หวดออกอย่างแรง ดูเหมือนจะเป็การเหวี่ยงหมัดที่ธรรมดาแต่แท้จริงแล้วเป็การประสานพลังจากการถีบเท้า ส่งแรงจากเอวและการหมุนศอกเปลี่ยนร่างกายให้เป็ดั่งคันศรที่โก่งจนสุดปล่อยปราณโลหิตให้พลุ่งพล่านออกมาเพื่อรีดเค้นศักยภาพในร่างกายจนถึงขีดสุด
"ตอนที่ยังเป็ขอบเขตสามัญระดับหนึ่งขั้นขัดเกลากายา ข้าสามารถเหวี่ยงหมัดได้พลังหนึ่งม้าพยศ"
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง เฉินฉางอันจ้องมองมือทั้งสองข้างของตนเองพลันตกอยู่ในภวังค์
"ยามนี้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสอง เพียงหมัดเดียวก็ทำให้เกิดเสียงกัมปนาทนี่คือ… พลังหนึ่งช้าง!"
หมัดหนึ่งที่สร้างพลังได้สองพันจินเรียกว่าพลังหนึ่งม้าพยศ มักจะเป็สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ทะลวงขอบเขตสามัญระดับสามขั้นหลอมกายากระดูกเหล็กเท่านั้นจึงจะทำได้
ทว่าพลังหนึ่งช้างนั้นเทียบเท่ากับพลังสิบม้าพยศหรือก็คือสองหมื่นจิน นั่นเป็พลังที่มีเพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับสี่ขั้นหลอมรวมภายใน ซึ่งฝึกฝนอวัยวะภายในให้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวเท่านั้น จึงจะสามารถปลดปล่อยพลังที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ออกมาได้ ทว่าเฉินฉางอันกลับเพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขั้นโลหิตหลอมรวมปราณเท่านั้น!
"หากได้พบกับหมาป่าหิมะจันทร์เงินนั่นอีกครั้ง เพียงหมัดเดียวข้าก็สามารถสังหารมันได้อย่างง่ายดาย!"
เขามองดูซากของหมาป่าหิมะจันทร์เงินที่สลายหายไปกับสายลม แววตาของเฉินฉางอันเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
"เคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภานี้ช่างฝืนลิขิต์และดุดันเกินไปแล้ว ถึงกับสามารถ่ชิงพลังชีวิตของผู้อื่นมาเป็ของตนเองได้โดยตรง"
"เพียงแค่กลืนกินหมาป่าหิมะจันทร์เงินไปตัวเดียว ข้าก็ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสองได้แล้ว หากว่าข้า..."
เมื่อนึกถึงจุดนี้ ลมหายใจของเฉินฉางอันก็เริ่มหอบหนัก แววตาคมปลาบยิ่งขึ้นร่างกายถึงกับสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่ผู้คนเข่นฆ่ากันนี้ กฎเกณฑ์ คุณธรรม หรือแม้แต่ศีลธรรมล้วนเป็เพียงคำลวงที่ผู้แข็งแกร่งใช้กดขี่ผู้อ่อนแอ ทั้งหมดนั้นล้วนเป็เื่ไร้สาระทั้งสิ้น มีเพียงความแข็งแกร่งเท่านั้นที่เป็รากฐานของการเอาตัวรอด!
เขากวาดสายตามองไปรอบกายภายใต้แสงจันทร์ นอกจากเสียงแมลงที่ดังระงมเป็ระยะ ทั่วทั้งหุบเขาก็ตกอยู่ในความเงียบงันลำดับต่อไปเขาควรจะทำอย่างไรดี?
หยกย่อมมีความผิด ความหมายคือคนธรรมดาที่ของล้ำค่าย่อมนำภัยมาสู่ตัว
การของที่ฝืนลิขิต์อย่างเคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภา ดูเหมือนว่าการเก็บตัวซ่อนกาย ยอมอดทนเพื่อรอเวลาให้ตนเองเติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ จะเป็แผนการที่เหนือกว่า แต่ในเมื่อผู้ดูแลสามลงมือสังหารเขาอย่างโเี้ หากมันรู้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ย่อมไม่มีทางปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน
ส่วนเื่จะหนีออกจากตระกูลจีหรือหนีออกจากตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง เพื่อเป็ัที่ทะยานสู่มหาสมุทร ท่องไปทั่วฟ้าดินน่ะหรือ? เหอะ! การกระทำเช่นนั้นย่อมมีแต่ความตายสถานเดียว
ตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างเป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีเซียนที่มีการสืบทอดมาอย่างยาวนาน ค่ายกลพิทักษ์สำนักนั้นบรรจุไว้ด้วยพลังแห่งฟ้าดินอันมหาศาลไร้ขอบเขต สามารถสังหารยอดฝีมือขอบเขติญญาหรือกระทั่งขอบเขตเต๋าได้อย่างง่ายดาย หากไม่มียันต์พิเศษหรือป้ายอาญาสิทธิ์เป็เครื่องนำทาง แม้แต่นกก็ยังบินผ่านไปไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่มีชีวิตอย่างเฉินฉางอันเลย
อีกอย่างหากหนีไปจากตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง ไม่เป็การเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลสามและพวกสุนัขรับใช้ของมันได้เสวยสุขหรอกหรือ?
บุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระ หากไม่แก้แค้นก็ไม่ใช่บุรุษ ยิ่งไปกว่านั้นเฉินฉางอันไม่ใช่คนดีมีเมตตาเขาเป็คนจำพวกที่แค้นนี้ต้องชำระอย่างแน่นอน
แทนที่จะต้องอยู่อย่างหวาดระแวงชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไปวัน ๆ สู้ลงมือก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ แล้วให้พวกมัน...
โลหิตล้างด้วยโลหิต!
เฉินฉางอันสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาฉายประกายเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง ในใจตัดสินใจได้แล้ว
จากนั้นเขาก็พุ่งตัวออกไปอย่างคล่องแคล่ว อาศัยเถาวัลย์ปีนป่ายไปตามหน้าผาหิน เฉินฉางอันที่ทะลวงสู่ขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณและมีพลังหนึ่งช้างสามารถปีนป่ายไปตามหน้าผาที่สูงชันราวกับเดินบนพื้นราบ
เพียงไม่นานเขาก็มายืนอยู่บนยอดเขาได้อย่างมั่นคง เขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เฉินฉางอันไม่มีเวลาแม้แต่จะปาดคราบโลหิตบนตัวเขามุ่งตรงไปยังเรือนพักของผู้ดูแลสามทันที
…
ลานด้านนอก
คือที่พักของกลุ่มองครักษ์นับสิบคนซึ่งเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ดูแลสาม ในตอนนี้แม้จะดึกดื่นค่ำคืนแล้วทว่าแสงเทียนกลับสว่างไสว
เสียงผู้คนคุยกันดังระงมวุ่นวายยิ่งนัก
"พวกเ้า วันนี้กินกันให้เต็มที่ ดื่มกันให้หนำใจ! ติดตามผู้ดูแลสามชั่วชีวิตนี้พวกเราย่อมมีเนื้อมีสุรากินกันไม่ขาดสาย ถือว่ามีที่พึ่งพาแล้ว"
"จะว่าไปไอ้เฉินฉางอันนั่นก็เป็แกะอ้วนตัวใหญ่จริง ๆ หลายปีมานี้มันถึงกับสะสมเงินได้ถึงสิบตำลึง ช่างเป็ลาภลอยของพวกเราเสียจริง"
องครักษ์สิบกว่าคนเ่าั้ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ พวกเขาเป็นักเลงและสุนัขรับใช้ของผู้ดูแลสามอย่างแท้จริง ปกติมักจะข่มเหงรังแกข้ารับใช้คนอื่นอยู่เสมอ
"อย่าได้ดูแคลนไอ้เด็กนั่นไป เฉินฉางอันมันสะสมเงินสิบตำลึงก็เพื่อจะซื้อโสมร้อยปีมาบำรุงปราณโลหิตหวังจะทะลวงเข้าสู่ขั้นโลหิตหลอมรวมปราณเพื่อขึ้นมานั่งเสมอหัวพวกเรา"
เพื่อเป็การปกครองตระกูลจี และเพื่อให้โอกาสเหล่าข้ารับใช้ได้หลุดพ้นจากฐานะทาสเพื่อเปลี่ยนลิขิตชีวิต คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนเคยตั้งกฎไว้ว่า… ในหมู่ข้ารับใช้ตระกูลจี ปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่สามารถฝึกตนได้จะต้องทำงานที่สกปรกและเหนื่อยที่สุด มีฐานะต่ำต้อยที่สุด
ส่วนข้ารับใช้ที่สามารถก้าวเข้าสู่หนทางการฝึกตน ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับหนึ่งขั้นขัดเกลากายาจะได้รับหน้าที่ที่สบายกว่า เช่น การดูแลและฝึกฝนสัตว์ิญญาหรือการดูแลสวนสมุนไพร
ส่วนใครที่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ และมีพละกำลังเพิ่มพูนขึ้น ก็จะสามารถเข้าร่วมหน่วยองครักษ์ของตระกูลจีได้
หากโชคดีถูกผู้ดูแลคนใดถูกใจเข้า จนได้กลายเป็สมุนหรือสุนัขรับใช้ก็จะได้รับผลประโยชน์มากมาย
ในสายตาขององครักษ์เหล่านี้ เฉินฉางอันที่มุ่งมั่นจะถีบตัวขึ้นมากลับกลายเป็ตัวอันตรายที่คุกคามฐานะของพวกเขา เมื่อมีโอกาสที่จะเหยียบย่ำให้จมดินมีหรือที่พวกมันจะไม่ซ้ำเติมอย่างเต็มที่
"ขนาดผู้ดูแลสามมันยังกล้าขัดคำสั่ง นี่มันคนบ้าชัด ๆ "
"ทะเยอทะยานสูงเสียดฟ้าแต่ชีวิตบางเฉียบดุจกระดาษ เฉินฉางอันถูกผู้ดูแลสามฆ่าตายก็นับว่าสมควรแล้ว!"
"ชู่ว์! เบาเสียงหน่อย เฉินฉางอันมันทำลายดอกมู่หลานม่วงจนพินาศแล้วะโหน้าผาเพื่อหนีความผิดฆ่าตัวตายไปเอง เื่นี้จะมาเกี่ยวข้องกับพวกเราได้อย่างไร?!"
"นี่… ยังไงก็ต้องท่านสินะ พูดได้เข้าทีที่สุด!"
"ไม่อย่างนั้นข้าจะเป็ลูกพี่ของพวกเ้าได้อย่างไรกัน?"
ตู้ม!!
ในขณะที่กลุ่มองครักษ์สิบกว่าคนกำลังพูดคุยเยาะเย้ยกันอยู่นั้น เกิดเสียงะเิดังสนั่น ประตูห้องที่ปิดสนิทแตกกระจายออกเป็เสี่ยง ๆ เงาร่างสีดำสายหนึ่งพุ่งเข้ามาจากที่ไกล ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงเบื้องหน้าพวกเขา
"รนหาที่ตายหรืออย่างไร? ใครมันบังอาจบุกรุกเรือนของผู้ดูแลสาม..."
กร๊อบ!
เสียงโวยวายขององครักษ์คนนั้นยังไม่ทันขาดคำ ก็ถูกเฉินฉางอันที่พุ่งเข้ามาอย่างกะทันหันชกเข้าที่หน้าอกโดยตรงพลังหนึ่งช้างพุ่งทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง
พละกำลังสองหมื่นจินพุ่งเข้าทำลายล้างทุกสรรพสิ่งประดุจพายุถล่ม เพียงแค่การปะทะครั้งเดียว ก็ทำให้องครักษ์คนนั้นกระอักโลหิตออกมาคำโต ซี่โครงหักไปกว่าสิบซี่ล้มลงไปกองกับพื้นโดยไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
ไม่รอให้ผู้คนได้ตั้งสติ เฉินฉางอันก็ถีบเท้าขวาพุ่งตัวออกไป ทะยานขึ้นสู่กลางอากาศดั่งดาราที่ร่วงหล่น เขาเหยียบลงบนลำคอของอีกฝ่ายด้วยพลังมหาศาล
กร๊อบ!
โลหิตสีแดงสดพุ่งกระฉูดออกจากลำคอที่ขาดสะบั้น เพียงพริบตาก็ย้อมเสื้อผ้าของเฉินฉางอันจนแดงฉาน กลิ่นคาวโลหิตโชยแตะจมูก ส่งเสริมให้เขามีภาพลักษณ์ราวกับเป็ยมทูตที่จุติลงมา
"เ้าห้า!!" เมื่อทุกคนได้สติกลับมาและมองเห็นเฉินฉางอันที่โชกไปด้วยโลหิตอยู่เบื้องหน้า ต่างก็ยืนตะลึงค้างไปตาม ๆ กัน
"เฉิน... เฉินฉางอัน!"
"เป็ไปไม่ได้! เ้าถูกผู้ดูแลสามใช้ดาบแทงทะลุอกแล้วยังถูกโยนลงไป..."
เฉินฉางอันไม่มีความสงสารเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่คิดจะเสียเวลาพูดจาไร้สาระกับคนเหล่านี้
เมื่อถึงเวลาฆ่าก็ต้องฆ่า ไม่มีการลังเลแม้แต่นิดเดียว!
บุรุษผู้เกิดมาท่ามกลางฟ้าดิน สิ่งที่้าคือการทำตามใจปรารถนาและไม่ละอายต่อมโนธรรม ในเมื่อคนเหล่านี้เคยลงมือฆ่าเขาพวกมันก็ควรจะเตรียมใจที่จะถูกฆ่าเอาไว้ด้วยเช่นกัน
ร่างของเฉินฉางอันวูบไหว ปราณโลหิตในกายพลุ่งพล่าน เขาพุ่งเข้าหาองครักษ์สิบกว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าอีกครั้งราวกับเสือที่บุกเข้ากลางฝูงแกะ เข่นฆ่าสังหารตามใจชอบ
"พี่น้องทั้งหลาย เฉินฉางอันมัน... ไอ้เด็กนี่มันซ่อนพลังไว้ ที่แท้มันก็อยู่ในขั้นโลหิตหลอมรวมปราณเหมือนกัน"
"พวกเรามีคนมากกว่าไม่ต้องไปกลัวมัน รุมเข้าไปพร้อมกัน! พอจับไอ้เด็กนี่ได้แล้ว ค่อยส่งตัวให้ผู้ดูแลสามเพื่อรับรางวัล!"
พวกองครักษ์ที่ได้สติกลับมา เมื่อเห็นเฉินฉางอันพุ่งเข้ามาหาต่างก็ไม่ใแต่กลับยินดี พวกมันพากันล้อมกรอบเข้ามาเตรียมลงมือ
ต้องรู้ว่าขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณ เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการฝึกตน พละกำลังแม้จะเพิ่มขึ้นมาบ้างแต่ก็ไม่ได้มหาศาลนัก อย่างมากก็มีพลังเพียงครึ่งม้าเท่านั้น ในระดับเดียวกัน… สู้หนึ่งต่อสิบใครกันที่มอบความกล้าหาญนี้ให้มัน
ทว่าไม่นานนัก กลุ่มองครักษ์เหล่านี้ก็เริ่มััได้ถึงความผิดปกติ
กร๊อบ! ตู้ม!
หมัดหนึ่งชกศีรษะขององครักษ์จนแหลกละเอียด ฝ่ามือหนึ่งซัดหัวใจขององครักษ์จนแตกกระจาย เท้าหนึ่งถีบออกไปถึงกับทำให้หน้าท้องของอีกฝ่ายเป็รูโหว่ขนาดใหญ่
โลหิตสีแดงฉานสาดกระจายไปทั่ว เสียงกระดูกแตกและเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวนสอดประสานกัน ทำให้เรือนทั้งหลังประหนึ่งเป็ขุมนรกก็ไม่เกินจริง เพียงการปะทะแค่ครู่เดียวเฉินฉางอันก็สังหารองครักษ์ไปแล้วห้าหกคนราวกับฆ่าสุกรและสุนัข
แม้จะอยู่ในขอบเขตสามัญระดับสองขั้นโลหิตหลอมรวมปราณเหมือนกัน ทว่าปราณโลหิตในร่างกายของเฉินฉางอันกลับแข็งแกร่งดุจั หมัดหนึ่งของเขามีพลังหนึ่งช้างซึ่งเหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกันอย่างเทียบไม่ได้
พละกำลังสองหมื่นจินพุ่งเข้าทำลายทุกสรรพสิ่งในพริบตา ไม่มีผู้ใดขวางกั้นได้ เมื่อััได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวเฉินฉางอัน หัวใจเทาเที่ยสีดำสนิทในกายกลับยิ่งเต้นระรัวและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับเฉินฉางอันที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่าความสงสาร หรือการใช้ความดีตอบแทนความแค้น
ทั้งหมดนั้น เป็เพียงเื่ไร้สาระทั้งสิ้น!