บทที่ 3 เ้าต้องทำสามอย่างนี้ให้สำเร็จ
หลี่จื่อเย่กล่าวด้วยรอยยิ้มเยาะ ชายชราผู้นี้ ด่าคนโดยไม่ใช้คำหยาบเลย ภายนอกนั้นดูดี ประโยคต่อไปก็ต้องเป็ภายในสกปรกสินะ
“ทำไม ข้าพูดผิดรึไง?” จางซอมซ่อถามอย่างเรียบเฉย “ข้าได้ยินมาว่า เมื่อคืนนี้มีสาวใช้ในจวนแอบเข้าห้องเ้าอีกแล้ว เป็อย่างไรบ้าง ยังรักษาความบริสุทธิ์ไว้อยู่หรือไม่”
“ไปไกล ๆ เลย!” หลี่จื่อเย่ตอบอย่างหงุดหงิด “ไม่ใช่ความผิดข้าสักหน่อยที่หน้าตาดี ข้าเองก็ลำบากใจเหมือนกัน”
“คำพูดนี้ช่างน่าต่อยเสียจริง” จางซอมซ่อกล่าว
“ท่านลุงจาง ข้าตัดสินใจแล้ว!” หลี่จื่อเย่พลันนั่งตัวตรง สีหน้าเด็ดเดี่ยว “ข้าจะต้องขอเป็ศิษย์ของฉินเซียนจื่อให้จงได้ เพื่อก้าวสู่เส้นทางแห่งยุทธภพให้สำเร็จ จากนั้นข้าจะสร้างชื่อเสียงไปทั่วหล้า ไร้ผู้ใดเทียบ”
จางซอมซ่อลืมตาขึ้น พินิจมองชายหนุ่มตรงหน้าครู่หนึ่ง แล้วถามว่า “เ้าเอาจริงหรือ?”
“แน่นอน” หลี่จื่อเย่พยักหน้าตอบ
“หนุ่ม ๆ นี่ช่างดีเสียจริง”
จางซอมซ่อเอ่ยอย่างรำพึง “แม้แต่ฝันกลางวัน ยังพูดออกมาได้น่าเกรงขามขนาดนี้”
“...”
ชายชราผู้นี้ช่างเ้าเล่ห์นัก หลี่จื่อเย่ไม่อยากสนใจเขา
“คุณชาย นายท่านเรียกขอรับ”
ในตอนนั้น ข้ารับใช้คนหนึ่งรีบเดินเข้ามาพลางพูดอย่างร้อนรน
“มีเื่อะไรหรือ” หลี่จื่อเย่ถาม
“เซียนกระบี่… เซียนกระบี่เหมยฮวามาแล้วขอรับ” ข้ารับใช้ผู้นั้นตอบ
“อ…อาจารย์ฉิน?”
หลี่จื่อเย่เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ลุกขึ้นยืนทันที แล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “เร็วขนาดนี้เชียว?”
เมื่อพูดจบ หลี่จื่อเย่ก็รีบเดินอย่างรวดเร็วไปยังลานด้านหน้า
“สมแล้วที่เป็คนหนุ่ม ช่างใจร้อนเสียจริง”
จางซอมซ่อหลับตาลงอีกครั้ง พลางเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
…
โถงด้านหน้า จวนตระกูลหลี่
หลี่ไป่วานทำหน้าประจบประแจงคอยรับใช้ฉินเอ๋อร์นั่ว เพื่อความสำเร็จในการฝากตัวเป็ศิษย์ของลูกชาย หน้าตาอะไรนั่นไม่สำคัญอีกต่อไป
“ท่านเซียน ชานี้ถูกปากท่านหรือไม่”
“ท่านเซียน ข้ายังมีชาอวิ๋นอู๋ชั้นดีอยู่”
“ท่านเซียน ดื่มสุราหรือไม่ ในจวนของข้ามีสุราดอกเหมยหมักสิบปี ส่วนสุรานวี่เอ๋อร์หงนั้น ยี่สิบปีเชียวนะ”
“ท่านเซียน…”
“ท่านเซียน…”
เมื่อหลี่จื่อเย่มาถึงห้องโถง เขาเห็นท่าทางประจบประแจงของท่านพ่อก็แทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี
ช่างน่าอับอายเสียจริง!
“เซียนจื่อเดินทางมาหลายวันเช่นนี้ คงเหนื่อยล้าเป็แน่ ข้าได้เรียนรู้วิชานวดจากหมอประจำจวนมาบ้าง จะให้ข้าช่วยคลายความเมื่อยล้าให้ท่านหรือไม่?” หลี่จื่อเย่รีบเดินเข้าไป ใบหน้ายิ้มแย้มราวกับดอกไม้บาน
“ไม่เป็ไร”
ฉินเอ๋อร์นั่วไม่หลงกลพ่อลูกคู่นี้ นางกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “จุดประสงค์ที่ข้ามาที่นี่ พวกเ้าคงทราบดี เงื่อนไขการรับศิษย์ของข้านั้นง่ายดาย เพียงแค่ผ่านการทดสอบของข้า ก็จะได้เป็ศิษย์ของข้า”
“การทดสอบอะไรหรือ?”
หลี่จื่อเย่ถามอย่างกระตือรือร้น
ด้านข้าง หลี่ไป่วานก็เข้ามาใกล้ เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
“หลบไปหน่อย หน้าเ้าบังหมดแล้ว”
หลี่จื่อเย่ผลักหน้าของหลี่ไป่วานออกไปอย่างหงุดหงิด
หลี่ไป่วานยิ้มแหยอย่างเขินอาย แล้วถอยหลังไปสองก้าว
“สามอย่าง”
ฉินเอ๋อร์นั่วเหลือบมองพ่อลูกคู่แปลกประหลาดนี้ แล้วกล่าวอย่างสงบว่า “เ้าต้องทำสามอย่างนี้ให้สำเร็จ ข้าจึงจะยอมรับว่าเ้าผ่านการทดสอบ”
“สามอย่างเลยหรือ?”
หลี่จื่อเย่รู้สึกตึงเครียดขึ้นมา มากขนาดนี้ ฉินเอ๋อร์นั่วนี่คงไม่ง่ายที่จะหลอกแน่
“แน่นอน ข้าจะไม่ให้เ้าทำทั้งสามอย่างในทันที ข้าจะให้เวลาเ้า วันนี้ข้ามาเพื่อบอกเ้าถึงการทดสอบครั้งแรก”
ฉินเอ๋อร์นั่วลุกขึ้นยืน กล่าวเรียบ ๆ ว่า “เื่แรก ข้าให้เวลาเ้าหนึ่งวัน ให้หาหรือหลอมกระบี่มาเล่มหนึ่ง ต้องเป็กระบี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนผู้ใด”
เมื่อกล่าวจบ ฉินเอ๋อร์นั่วก็ไม่ได้อยู่นานกว่านั้น ทั้งไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมแม้แต่ครึ่งคำ นางก้าวเดินออกจากห้องโถงใหญ่แล้วจากไปอย่างสง่างาม
ภายในห้องโถง บิดาและบุตรชายสบตากัน สีหน้าของทั้งสองแตกต่างกัน
“อาจารย์ฉินแกล้งปล่อยเราผ่านรึเปล่า?” หลี่จื่อเย่ถามด้วยสีหน้าฉงน
ใครบ้างไม่รู้ว่าท่านพ่อของเขามีเงิน อย่าว่าแต่กระบี่เพียงเล่มเดียวเลย แม้แต่หมื่นเล่มก็ยังซื้อได้
“หรือว่าจะมีอะไรแอบแฝง ฉินเซียนจื่อบอกว่าต้องเป็กระบี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนผู้ใดด้วย” หลี่ไป่วานถามด้วยความกังวล
หลี่จื่อเย่มองอีกฝ่ายอย่างดูแคลนแล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ท่านอย่าได้ซื่อเช่นนี้เลย อะไรคือเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนผู้ใด นี่ก็เหมือนกับคำถามปลายเปิด คำตอบถูกหรือผิดล้วนขึ้นอยู่กับฉินเซียนจื่อเพียงผู้เดียว”
พูดถึงตรงนี้ จู่ ๆ หลี่จื่อเย่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาถามอย่างร้อนรน “จริงสิท่านพ่อ ตอนที่อาจารย์ฉินมา พ่อแอบยัดเงินให้ท่านอาจารย์รึเปล่า?”
“จริงด้วย!”
หลี่ไป่วานตบขาตัวเองทีหนึ่ง พุงของเขาสั่นเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ “ข้าสนใจแต่การต้อนรับนาง จนลืมเื่นี้ไปเสียสนิท”
“ท่านพ่อ ทำไมท่านไม่ลืมกินข้าวเสียด้วยล่ะ!”
หลี่จื่อเย่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “รีบไปสืบมาเลยว่าอาจารย์ฉินพักอยู่ที่ไหน แล้วเอาเงินไปให้ท่านอาจารย์!”
“ไม่ต้องสืบแล้ว ั้แ่ฉินเอ๋อร์นั่วเข้าเมืองมา ข้าก็ส่งคนติดตามไปแล้ว”
ทันใดนั้นเอง หญิงสาวรูปร่างบอบบาง ใบหน้างดงามราวกับหยกก็เดินเข้ามาในห้องโถง นางค้อมศีรษะให้หลี่ไป่วานอย่างนอบน้อม “ท่านพ่อ”
“ท่านพี่หญิงโย่วเวย”
เมื่อเห็นผู้มาเยือน หลี่จื่อเย่รีบก้าวเข้าไปหา ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี ก่อนจะกล่าวว่า “พี่หญิงโย่วเวยของข้านั้นดีที่สุดเลย จัดการงานได้อย่างน่าไว้วางใจ ไม่เหมือนท่านพ่อ ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด”
หลี่โย่วเวยยิ้มบาง กล่าวเสียงเบาว่า “สายตาของน้องชายไม่เลวเลย ฉินเอ๋อร์นั่วนั้นหน้าตาไม่เลว ก้นก็งอนด้วย ดูก็รู้ว่าคลอดบุตรได้ดี ก่อนอื่นขอตัวเป็ศิษย์ก่อน แล้วค่อยขอนางแต่งงาน เ้าวางแผนได้ดีนี่!”
หลี่จื่อเย่ “...”
หลี่ไป่วาน “...”
ช่างเป็คำพูดที่ดุร้ายเหมือนเสือและหมาป่าเสียจริง!
“พี่หญิงโย่วเวย”
หลี่จื่อเย่รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา กล่าวว่า “ท่านบอกว่าท่านส่งคนติดตามฉินเซียนจื่อ ดังนั้นท่านสืบได้หรือไม่ว่านางอยู่ที่ใด”
“ทางตะวันตกของเมือง ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล เป็กิจการของตระกูลพวกเรา ไม่มีอะไรพิเศษ มีเพียงคำเดียวคือ แพง! แสดงว่าฉินเซียนจื่อผู้นี้เป็คนพิถีพิถันมาก” หลี่โย่วเวยกล่าว
“หากพิถีพิถันก็ง่ายแล้ว ท่านพ่อ ท่านได้ยินชัดหรือไม่!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่จื่อเย่ก็หันกลับมาแล้วะโว่า “รีบไปเตรียมของกำนัลเลย ต้องแพงที่สุดเท่าที่จะแพงได้ ต้องทำให้ท่านอาจารย์ฉินััได้ถึงความจริงใจของเรา”
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
หลี่ไป่วานยิ้มแหย ๆ แล้วออกจากห้องโถงไปเตรียมการก่อน
เมื่อนเห็นท่านพ่อจากไป หลี่จื่อเย่หันกลับมามองพี่สาวในห้องโถง ยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่โย่วเวย เดี๋ยวต้องรบกวนท่านไปส่งของกำนัลให้ท่านอาจารย์ฉิน ข้าไม่วางใจคนอื่น”
“อืม”
หลี่โย่วเวยพยักหน้า ตอบเบา ๆ ว่า “เื่ของน้องชาย ก็คือเื่สำคัญที่สุดของจวนตระกูลหลี่”
…
ยามพระอาทิตย์ตกดิน แสงสุริยาลับขอบฟ้าตะวันตก ที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล หลี่โย่วเวยมาด้วยตนเองเพียงลำพัง
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น จากนั้นฉินเอ๋อร์นั่วก็เปิดประตูออก
“ข้าคือหลี่โย่วเวย พี่สาวของหลี่จื่อเย่” หลี่โย่วเวยแนะนำตัวอย่างตรงไปตรงมา
“มีธุระอันใด?” ฉินเอ๋อร์นั่วถาม
หลี่โย่วเวยก้าวเข้ามา โดยไม่พูดอะไรให้เสียเวลา นางวางห่อของลงแล้วหยิบกล่องสามใบออกมา จากนั้นก็เปิดออกทีละใบ
“ไข่มุกเรืองแสงแห่งทะเลตะวันออก ค้นพบจากก้นทะเลตะวันออก มีค่าหนึ่งแสนตำลึงทอง”
“เสื้อเกราะใยไหม์ ทนทานต่อคมดาบ กระบี่ และหอก รวมถึงไฟและน้ำทำลายก็ไม่เป็อันใด มีค่าหนึ่งล้านตำลึงทอง”
“กระบี่อวี้ฉาง ของรักของเว่ยกงในอดีต ประเมินค่าไม่ได้”
สามกล่องบรรจุสมบัติล้ำค่าสามชิ้นของโลกมนุษย์ หลี่โย่วเวยวางของลงแล้วก็ไม่อยู่นาน เตรียมตัวจากไป
ก่อนออกจากประตู หลี่โย่วเวยหันกลับมาถามเพียงประโยคเดียว “ท่านมีคำแนะนำใดหรือไม่?”
ฉินเอ๋อร์นั่วเงียบไป ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปากว่า “พยายามให้เต็มที่ก็พอ”
หลี่โย่วเวยพยักหน้า ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม แล้วก้าวเดินจากไป
ราตรีอันยาวนาน หลี่จื่อเย่ยืนอยู่กลางลานบ้าน มองท้องฟ้ายามค่ำคืน นานทีเดียว จนเกิดแรงบันดาลใจทางกวี
“อา…เงินทำให้ผีผลักหินโม่ได้ อา…เงินทำให้หินโม่ผลักผีได้!”
“ลูกชายของข้าช่างเป็อัจฉริยะที่์ประทานมาจริงๆ!”
ภายในห้อง หลี่ไป่วานมองลูกชายผ่านหน้าต่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ถึงเวลานัดหมาย
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ท้องฟ้า กลีบดอกเหมยโปรยปราย ฉินเซียนจื่อเหาะเหินมาบนกระบี่ งดงามราวกับเทพเซียน ไร้ซึ่งฝุ่นละอองของโลกมนุษย์
ราวกับนางฟ้าแห่งน้ำแข็งและหิมะลงมาสู่โลกมนุษย์ ช่างงดงามสมบูรณ์แบบ ช่างบริสุทธิ์ดั่งน้ำแข็งและหยก
ภายในห้องโถง หลี่จื่อเย่นำกระบี่ที่ทำจากทองคำบริสุทธิ์ออกมา ยื่นให้ฉินเอ๋อร์นั่ว
กระบี่เล่มนั้นเปล่งประกายสีทองอร่าม สะท้อนแสงจนแสบตา
ฉินเอ๋อร์นั่วรับกระบี่ทองคำมา จ้องมองอยู่เป็นาน จากนั้นก็พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ กล่าวชมเชยว่า “ไม่เลว… การฝึกวิชากระบี่ อยู่ที่การฝึก มิใช่อยู่ที่กระบี่ ขั้นสูงสุด แม้แต่ใบไม้ก็ยังใช้เป็กระบี่ได้ ยึดติดกับวัตถุภายนอกมากเกินไป กลับกลายเป็ผลเสีย คำตอบนี้ดีมาก ผ่าน!”
หลี่ไป่วาน “...”
หลี่จื่อเย่ “...”
???