ตอนที่ 2
ชีวิตใหม่
หลี่หรงอี้รู้สึกตัวขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่ในห้องสีขาวสะอาดตา เขาพยายามฝืนตัวลุกขึ้นเพื่อสำรวจว่าตัวเองอยู่ที่ไหน พอดีกับที่ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาพอดี
“จะทำอะไรเ้าหนู นอนให้น้ำเกลือนิ่ง ๆ ไป อย่าเพิ่งขยับ” จ้าวอู๋ซวนที่เปิดประตูเข้ามารีบห้าม พอเห็นอีกฝ่ายนอนลงไปอย่างว่าง่ายก็เอ่ยปากอีกครั้ง “ตอนนี้เธอมีไข้ แต่ไม่เป็อะไรมาก เดี๋ยวจะช่วยตามผู้ปกครองให้ จำเบอร์ที่บ้านได้หรือเปล่า”
“…”
พอเห็นอีกฝ่ายเงียบไม่ยอมปริปาก เขาก็ถอนหายใจ
“จำไม่ได้เหรอ งั้นเดี๋ยวพาไปที่สถานีตำรวจ…”
“ผมไม่ไปสถานีตำรวจ!” อีกฝ่ายยังไม่พูดไม่จบ หลี่หรงอี้ก็รีบพูดอย่างลนลาน ก่อนจะพยายามดึงสายน้ำเกลือออกและลงจากเตียง
ถ้าไปที่สถานีตำรวจ เขาต้องถูกส่งกลับไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแน่ เขาทำร้ายคนและหนีออกมา ไม่รู้ว่าถ้ากลับไปแล้วจะมีอะไรรออยู่บ้าง
จะไม่ยอมกลับไปเด็ดขาด!
“ใจเย็นเ้าหนู!” จ้าวอู๋ซวนรีบคว้าตัวอีกฝ่ายที่กำลังจะวิ่งหนีออกจากห้องไว้ “ไม่ไปสถานีตำรวจก็ได้ แต่ต้องบอกก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น เผื่อมีอะไรที่ฉันช่วยได้”
ดูจากเหตุการณ์และท่าทีของเด็กคนนี้แล้ว ถ้าไม่หนีออกจากบ้านก็คงก่อเื่อะไรมาแน่นอน
จ้าวอู๋ซวนที่มีประสบการณ์รับมือคนมาหลากหลายรูปแบบรู้ดีว่าตอนนี้จะคาดคั้นเอาคำตอบไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเด็กคงระแวงและหนีเตลิดไป คงได้แต่รอให้อีกฝ่ายรู้สึกวางใจและเอ่ยปากออกมาเอง
สุดท้ายก็เป็อย่างที่เขาคิด หลี่หรงอี้เป็แค่เด็กที่ยังไม่โตเป็ผู้ใหญ่ หลังจากประสบเื่ร้ายมา พอรับรู้ได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยก็ผ่อนคลายขึ้นมาก เขาลังเลอยู่นานก่อนจะเอ่ยปากเล่าเื่ทั้งหมดให้ฟัง
“ผมชื่อหลี่หรงอี้ เป็เด็กกำพร้า…” เด็กหนุ่มเริ่มเล่าั้แ่พ่อแม่เสียชีวิต ถูกลุงกับป้ารับไปอุปการะ ก่อนจะถูกส่งไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า รวมถึงสาเหตุที่หนีออกมา
จ้าวอู๋ซวนได้ฟังเื่ราวทั้งหมดก็เงียบไปนาน ก่อนจะติดต่อหาเหยียนคุนที่ตอนนี้พักอยู่ที่โรงแรม พอได้รับอนุญาตก็รอให้หลี่หรงอี้เข้าน้ำเกลือเสร็จและหมออนุญาตให้กลับบ้าน พาตัวอีกฝ่ายตรงไปที่โรงแรม
หลังจากได้พบเหยียนคุนที่เป็เ้านายของจ้าวอู๋ซวน รวมถึงบอดี้การ์ดคนอื่นที่โรงแรม หลี่หรงอี้ก็รู้ว่าพวกเขาเป็คนใหญ่คนโตและมีอำนาจ และดูไม่น่าจะใช่คนเลว เขาตัดสินใจอยู่นานก่อนจะขอร้องให้รับตนเองไว้
ความคิดของเด็กหนุ่มไม่ซับซ้อน อีกทั้งเติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้า ทำให้บางครั้งก็ไม่ได้คิดอะไรให้ถี่ถ้วน คิดแค่ว่าไปตายเอาดาบหน้าดีกว่าถูกส่งกลับไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า
เหยียนคุนจ้องมองแววตาแน่วแน่เด็ดเดี่ยวของเด็กที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยปากถาม
“เธอแน่ใจเหรอ ถ้าไม่อยากกลับไปที่เดิม ฉันสามารถส่งเธอไปอยู่ที่ที่ดีกว่านี้ได้”
สำหรับตระกูลเหยียนแล้ว การจะดูแลหรืออุปการะเด็กคนหนึ่งไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร เพราะที่ผ่านมาก็อุปการะเด็กไปไม่น้อย มูลนิธิที่ก่อตั้งขึ้นก็มีหลายมูลนิธิ
“แน่ใจครับ! จะให้ผมทำงานบ้าน ทำสวน…” หลี่หรงอี้รีบยืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เขายังพูดไม่จบก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“พอเลยเ้าหนู พวกเราไม่ใช้แรงงานเด็กหรอกนะ” จ้าวอู๋ซวนพูดกลั้วหัวเราะ พอเห็นอีกฝ่ายหน้าซีดและมีท่าทีลนลานเหมือนพยายามจะพูดอะไรอีก เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา คิดจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เ้านายก็เอ่ยปากตัดบท
“อู๋ซวน เื่นี้ยกให้นายจัดการแล้วกัน” เหยียนคุนมอบหมายให้จ้าวอู๋ซวนเป็คนจัดการเื่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เขาแกล้งให้เด็กใไปมากกว่านี้
สุดท้ายจ้าวอู๋ซวนก็กลายเป็คนที่ต้องรับภาระหน้าที่ในการดูแลเด็ก ั้แ่พาเขาไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและหาข้าวให้กิน รวมถึงแบ่งห้องให้นอนด้วย โชคดีที่เป็เตียงคู่ จึงไม่ต้องนอนเบียดบนเตียงเดียวกัน
ตกดึกหลี่หรงอี้มีไข้เล็กน้อย ขณะที่กำลังสะลึมสะลือก็รับรู้ได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้ตัวเอง เขาจึงควานหาที่เขี่ยบุหรี่ของโรงแรมที่ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมาป้องกันตัว
เพราะชีวิตเลวร้ายที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า อีกทั้งใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกมาหลายวัน เวลานอนตามข้างถนนก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เด็กหนุ่มจึงมีความตื่นตัวและระมัดระวังสูงมาก
“ถอยออกไป ไม่งั้นผมฟาดแน่!” พอเห็นคนที่อยู่ข้างเตียง เขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา คิดว่าตัวเองเชื่อใจคนพวกนี้ง่ายเกินไป
“เฮ้ย ๆ หยุดก่อนเ้าหนู ฉันแค่มาดูว่าเธอไข้ขึ้นไหม แล้วเอาเจลลดไข้มาแปะให้” จ้าวอู๋ซวนพูดด้วยความเหนื่อยใจ พร้อมทั้งโยนเจลลดไข้ในมือลงบนเตียง
ถ้าเขาคิดจะทำอะไรจริง คิดว่าแค่ที่เขี่ยบุหรี่ในมือเด็กยังไม่โตแค่นี้จะทำอะไรได้อย่างนั้นเหรอ
“ถ้ารู้สึกตัวแล้วก็แปะเองแล้วกัน ฉันจะได้ไปนอนต่อ” พูดจบก็เดินกลับไปที่เตียงของตัวเองทันที ไม่ได้สนใจท่าทางเหมือนลูกแมวพองขนขู่ของเด็กหนุ่มเลยสักนิด
หลี่หรงอี้มองเจลลดไข้ที่แกะไปแล้วครึ่งหนึ่ง แล้วหันไปมองผู้ชายที่นอนหันหลังอยู่ที่เตียงข้าง ๆ ก่อนจะวางที่เขี่ยบุหรี่ลงและหยิบเจลลดไข้ขึ้นมาเปลี่ยนกับอันเดิมบนหน้าผาก จากนั้นก็ล้มตัวลงนอน
“ขอบคุณครับ” เขาพูดของคุณเสียงเบาก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง ร่างกายและจิตใจที่เครียดเกร็งรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
หวังว่าชีวิตต่อจากนี้จะดีขึ้น…
จากที่ตอนแรกจะมาทำธุระที่เมืองนี้แค่วันสองวัน แต่พอมีเื่ของหลี่หรงอี้เข้ามา เหยียนคุนจึงต้องเลื่อนเวลากลับออกไป รอให้จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยค่อยเดินทาง
ระหว่างที่ให้คนสนิทพาเด็กกลับไปจัดการเื่เอกสารที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เขาก็ให้คนสืบประวัติและเื่ราวทุกอย่างไปด้วย
ทางด้านจ้าวอู๋ซวนที่พาหลี่หรงอี้กลับไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายมีท่าทีกังวลและหวาดกลัว จึงเอ่ยปลอบใจออกมาอย่างหาได้ยาก
“ไม่ต้องกังวลไปเ้าหนู ฉันไม่ได้จะพาเธอกลับไปทิ้งไว้ แค่ไปจัดการเอกสารเท่านั้น”
การจะอุปการะอีกฝ่าย จำเป็ต้องพาเ้าตัวไปจัดการเอกสารทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่พาเด็กที่มีแผลในใจกลับมาแบบนี้
แต่ดูเหมือนคำปลอบใจของจ้าวอู๋ซวนจะไม่เป็ผล เพราะหลี่หรงอี้ยังคงไม่วางใจ และกลัวว่าจะถูกนำมาทิ้งไว้ พอมาถึงสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ก็ไม่ยอมห่างจากชายหนุ่มเกินหนึ่งก้าว
จ้าวอู๋ซวนมองดูสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าขนาดเล็กตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย แค่ดูด้วยสายตาก็รู้ว่าไม่ได้มาตรฐาน และไม่ได้รับการดูแลที่ดี ยิ่งได้เห็นสภาพของเด็ก ๆ แววตาเขาก็มืดครึ้มขึ้น
“เ้าเด็กเหลือขอ ยังกล้ากลับมาอีกงั้นเหรอ!”
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหัน ทำเอาหลี่หรงอี้สะดุ้งโหยง รีบขยับเข้าไปหลบด้านหลังจ้าวอู๋ซวน มือกำชายเสื้อชายหนุ่มแน่น คล้าย้าพึ่งพิง
“คิดจะทำอะไร?” จ้าวอู๋ซวนคว้าข้อมือของผู้ชายที่ง้างจะตีเด็กที่หลบอยู่ด้านหลังตัวเอง พร้อมทั้งถามเสียงแข็ง ขนาดต่อหน้าเขายังกล้าทำแบบนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าเด็ก ๆ ในนี้เจออะไรมาบ้าง
เ้าหน้าที่ที่เพิ่งเข้ามาถึงรู้สึกใและเจ็บข้อมือที่ถูกบีบแน่น พยายามหลบสายตากดดันที่มองมา “ดะ…เด็กคนนี้ก่อเื่แล้วหนี ขอบคุณครับที่พาเขามาส่ง”
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินคนแจ้งว่าเ้าเด็กเวรที่ก่อเื่แล้วหนีออกไปกลับมาแล้ว จึงปรี่เข้ามาด้วยความโมโห คิดจะทำโทษให้หลาบจำ ไม่ได้สังเกตว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าง้างมือจะตีแบบนั้น
“พวกคุณดูแลเด็กกันแบบนี้เหรอ ช่างเปิดหูเปิดตาจริง ๆ” จ้าวอู๋ซวนปล่อยมือเ้าหน้าที่ แต่น้ำเสียงเห็นได้ชัดว่ากำลังข่มความโกรธ
เ้าหน้าที่มีท่าทีอึกอัก ไม่สามารถหาข้อแก้ตัวได้ ขณะที่กำลังคิดจะหาข้ออ้าง ผู้อำนวยการที่ได้รับการติดต่อก่อนหน้านี้ก็เข้ามาพอดี และรีบสอบถามเพื่อไกล่เกลี่ย
พอรู้ว่าเป็คนจากตระกูลเหยียน และคิดจะรับอุปการะเด็กคนหนึ่ง ก็รีบจัดการให้ทันทีโดยไม่ได้สอบถามอะไรมาก อีกทั้งไม่ได้พูดถึงเื่ที่หลี่หรงอี้ทำร้ายเด็กคนอื่นแล้วหนีออกไปด้วย
ถึงจะอยู่ต่างเมือง แต่ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลเหยียนก็เป็ที่รู้จักและน่าเกรงขามในสายตาคนอื่น เพราะฉะนั้นรีบจัดการให้จะดีที่สุด
“มีของอะไรที่ต้องเก็บไหม?” หลังจัดการเื่เอกสารเสร็จ จ้าวอู๋ซวนก็หันมาถามเด็กหนุ่มที่ยังหลบอยู่ด้านหลังตัวเองไม่ยอมห่าง
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าอีกฝ่ายอายุสิบห้า ไม่ใช่เด็กอายุสิบสองสิบสามปีอย่างที่เข้าใจตอนแรก เห็นได้ชัดว่าเป็เพราะได้รับโภชนาการที่ไม่ดี ยิ่งตอกย้ำความเลวร้ายของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เข้าไปใหญ่
“...”
ผู้อำนวยการและเ้าหน้าที่ได้ยินที่ชายหนุ่มถามก็เหงื่อตก เพราะั้แ่เด็กหนีไป ข้าวของส่วนตัวรวมไปถึงเสื้อผ้าก็ถูกนำไปทิ้งหรือแจกจ่ายให้เด็กคนอื่นแล้ว
“มีครับ” หลี่หรงอี้พยักหน้า ก่อนจะเดินนำออกไปข้างนอก ตรงไปยังต้นไม้ริมรั้วด้านหลัง โดยไม่สนใจผู้อำนวยการกับเ้าหน้าที่อีก
เขารู้ว่าเสื้อผ้าและข้าวของส่วนตัวของตัวเองคงถูกจัดการไม่ก็ส่งต่อให้เด็กคนอื่นไปหมดแล้ว ดังนั้นจึงไม่เสียเวลากลับไปที่หอพัก แต่ตรงมายังที่ที่ฝังของสำคัญไว้แทน
จ้าวอู๋ซวนมองดูเด็กร่างกายผอมกะหร่องกำลังขุดดินใต้ต้นไม้และนำกล่องเหล็กขนาดไม่ใหญ่ขึ้นมา ข้างในเต็มไปด้วยสิ่งของชิ้นเล็กชิ้นน้อย มีทั้งกุญแจ โมเดลรถคันเล็ก และภาพถ่ายจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่เป็รูปภาพครอบครัวตอนที่อีกฝ่ายยังเด็ก
พอเห็นเด็กหนุ่มสำรวจของข้างในกล่องทั้งที่น้ำตาไหลไม่หยุด เขาก็ตบศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆ เป็การปลอบใจ
“ไปกันเถอะ”
“ครับ” หลี่หรงอี้พยายามกลั้นก้อนสะอื้น กอดกล่องเหล็กและลุกขึ้นตามชายหนุ่มกลับไปที่รถ
สิ่งของพวกนี้เป็ของสำคัญที่เขาเก็บเอาไว้ั้แ่พ่อแม่เสียชีวิต เรียกได้ว่าเป็ของดูต่างหน้า พอถูกลุงกับป้าสะใภ้ส่งมาที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก็นำมาด้วย แต่เมื่อรับรู้ถึงความเลวร้ายของที่นี่ เขาก็นำมาฝังเพื่อซ่อนไว้ เพราะกลัวจะถูกคนอื่นขโมยหรือทำลาย
“เราจะปล่อยเด็กนั่นไปแบบนี้เหรอครับ?” หลังจากมองดูหลี่หรงอี้ขึ้นรถหรูออกไปแล้ว เ้าหน้าที่ก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
เพราะปล่อยปละละเลยให้เด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหนีไปได้ ทำให้เขาถูกผู้อำนวยการตำหนิและถูกหักเงินเดือน จึงรู้สึกโกรธแค้นไม่น้อย เสียดายที่ไม่ได้ลงโทษเด็กเวรนั่นก่อน
“คุณไม่รู้จักตระกูลเหยียนหรือไง อีกอย่างกำจัดเด็กตัวปัญหาไปได้ก็เป็เื่ดีสำหรับเรา ไป ๆ ไปทำงาน แล้วก็ระวังอย่าให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้นอีก” ผู้อำนวยการโบกมือไล่ คิดในใจว่าโชคดีที่จบเื่แล้ว
แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง เมื่อสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าถูกตรวจสอบและสั่งปิดในเวลาไม่กี่วัน นอกจากเื่ทำร้ายร่างกายและทารุณเด็กแล้ว ยังมีเื่เกี่ยวกับการอุปการะเด็กที่ไม่ได้มาตรฐานด้วย แค่มีเงินจ่ายมากพอก็สามารถรับอุปการะเด็กโดยที่ไม่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติอะไรมาก
ผู้ที่เกี่ยวข้องถูกลงโทษและดำเนินคดี โดยเฉพาะผู้อำนวยการกับเ้าหน้าที่ที่ทำร้ายร่างกายหรือทารุณเด็ก ครอบครัวที่อุปการะเด็กไปก่อนหน้านี้ก็ถูกตรวจสอบใหม่อีกครั้ง สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าทีอื่นก็ถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้มีเื่แบบนี้เกิดขึ้น
เด็กทุกคนได้รับการช่วยเหลือและส่งไปยังสถานรับเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ส่วนเด็กหัวโจกตัวปัญหาที่คิดจะทำร้ายหลี่หรงอี้ก็ถูกจับตามองและเฝ้าดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เขาก่อเื่หรือทำร้ายเด็กคนอื่นอีก
สื่อหลายสำนักต่างรายงานข่าวนี้ ลุงกับป้าสะใภ้เองก็เห็นข่าวด้วยเช่นกัน ตอนนี้ในใจพวกเขาเต็มไปด้วยความกังวล โดยเฉพาะป้าสะใภ้ที่เป็คนส่งหลี่หรงอี้ไปอยู่ที่นั่น เธอกลัวว่าเื่จะเดือดร้อนมาถึงตัวเองจนนอนไม่หลับ แต่ไม่นานก็ปลอบใจตัวเองให้สงบลงได้ คิดว่าหลานชายของสามีคงถูกส่งไปอยู่ที่อื่นแล้ว เธอจึงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ โดยไม่รู้ว่ากรรมกำลังจะตามสนองตัวเองในไม่ช้า…
โปรดติดตามตอนต่อไป
ชีวิตตอนเด็กน้องน่าสงสารมาก พ่อแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ลุงกับป้าก็เห็นแก่ตัว ทั้งที่ไม่ใช่ของตัวเองก็โลภอยากได้ แถมยังส่งน้องไปอยู่บ้านเด็กกำพร้าที่แสนเลวร้ายอีก ขอให้กรรมตามสนอง
จากนี้ไปชีวิตน้องจะสดใสและมีความสุขแล้ววว (หรือเปล่า? 5555)
ถ้าใครเคยอ่านเื่หมอกพรางใจมาก่อน จะรู้ว่าท่านสี่เหยียนเป็ผู้ชายที่ดีและอ่อนโยนมาก ถึงภายนอกจะไม่แสดงออกและดูร้ายก็เถอะ
ส่วนใครเป็พระเอกก็คงเดาไม่ยากเนอะ :D