The Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา

    ตอนที่135 บุกดันเจี้ยน38 (มุ่งหน้าสู่ชั้นล่างสุด5)

              “แล้วอสูรกายมันอยู่ที่ไหนหรอคะ?” 

              ลูน่าถามขณะเอี้ยวตัวหลบการโจมตีจากสัตว์ปีศาจไปด้วย

              “ฉันว่าเธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ในตอนนี้หรอกนะ..มันยังห่างไกลจากตัวเธอมาก”    

               เอเรนกล่าวราวกับต้องการจะสื่อว่าตอนนี้ให้ช่วยเพื่อนของเธอและออกจากดันเจี้ยนนี้ให้ได้ก่อน ส่วนความสงสัยนั่นให้เก็บไว้ทีหลังก็ได้ 

               ถึงแบบนั้นลูน่าก็ยังคงสงสัยและมิวายถามซักไซ้อยู่ดี

              “ถ้างั้นอาจารย์เคยเจอกับอสูรกายไหมคะ?..”

              เอเรนชะงักเล็กน้อย..เธอหรี่ตาลง..

              [สปาทอยด์] สับดาบแล้วปล่อยคลื่นพลังออกมา..เอเรนใช้เพียงดาบคาตานะฟันแหวกอากาศเพียงครั้งเดียวก็ลบคลื่นพลังหายไปในทันที..จากนั้นวิ่งเข้าไปแล้วใช้ขาเปล่าๆสวมรองเท้าบูธหนังธรรมดาถีบยอดหน้า [สปาร์ทอยด์] จนหัวกระเด็นหลุดจากบ่า

              เธอถอนหายใจออกมา..แล้วตอบคำถามเด็กสาวผู้เป็นนักเรียน

              “เคยเจออยู่ครั้งนึง”

              “แล้วอาจารย์เอาชนะมันได้หรอคะ?..”

              คราวนี้ชีน่าเป็นฝ่ายถามบ้าง

              “…”

              นี่ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญในการก้าวข้ามขอบเขตอันยิ่งใหญ่ให้เหนือขึ้นไป..แม้ว่าอาจจะต้องเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไปก็ตาม

              “ไม่รู้สิ”

              น้ำเสียงเอเรนสั่นเครือเล็กน้อย..ปรากฎความเศร้าเจือปนในน้ำเสียงนั่น

             “ฉันไม่ได้เอาชนะด้วยตัวคนเดียวหรอกนะ…”

              เมื่อกล่าวจบแล้วเอเรนพยายามลบสีหน้าออกแล้วจดจ่อกับการต่อสู้อีกครั้ง

              เธอใช้อาร์ติเฟกซ์ดาบคะตะนะแทงทะลุคอ[เดวิลฮิปโป]ที่พยายามกัดเข้ามาจากนั้นใช้2มือจับด้ามดาบ บิดหงายท้องดาบขึ้น แล้วลากผ่านลำคอซึ่งเต็มไปด้วยแผงกล้ามเนื้อหนาดุจกำแพงเหล็กขาดในฉับเดียว

              หัวของสัตว์ปีศาจซึ่งใหญ่ขนาดกลืนมนุษย์เกือบ10คนเข้าไปได้พร้อมๆกันลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ..จากนั้นค่อยๆสลายกลายเป็นขี้เถ้าแล้วหายวับไป

               [สปาทอยด์] นักรบโครงกระดูกอีก4ตนถือโล่สีดำในมือซ้ายและดาบยาวในมือขวาเป็นด่านหน้าในการบุกทะลวง ส่วนด้านหลังอีก4ตนถือหอกและขี่ม้าซึ่งเหลือรูปร่างเพียงแค่โครงกระดูกของม้าเท่านั้น

              ---------

              [ซาจิทาเรียสฮอร์ส] 

              สัตว์ปีศาจ: LV49

              เผ่า: อันเดธ

              รายละเอียด: 

              -สัตว์คอมบิเนชั่นของสปาร์ทอยด์

              --------

              เปลวเพลิงสีแดงลุกโชดช่วงชัชวาลในปากของซาจิทาเรียสฮอร์ส 

              พวกมันเตรียมพ่นลมหายใจที่สามารถเผาพลาญได้ทุกสิ่ง

              แสงจากเปลวเพลิงส่องสว่างท่ามกลางความมืด ฉายหน้าของสัตว์ปีศาจแต่ละตัวให้เห็นชัดเจน

              ภาพที่เห็นมันคือมนุษย์ที่เหลือเพียงแค่กระดูกเดินได้เท่านั้น…แต่แค่มันไม่ใช่มนุษย์เท่านั้นเอง

              “อึ้ยย…ไม่ไหวแล้วแล้ว…น่ากลัวง้ะ”

              ชีน่าหลับตาลงอีกครั้งกอดคอลูน่าแล้วซบลงบนบ่าของพี่สาว

              จริงๆแล้วพวกเธออายุห่างกันแค่ไม่กี่เดือน..แต่แค่เกิดจากคนละแม่ก็แค่นั้น

              “เห้อ..”

              ลูน่าถอนหายใจเล็กน้อย…

              "ท่าทางพวกมันจะเล่นของใหญ่เลยนะ”

              เอเรนมองสัตว์ปีศาจแต่ละตัวซึ่งเตรียมตัวปล่อยการโจมตีอันรุนแรงพร้อมๆกันที่อาจจะลบครึ่งชั้นนี้ให้หายไปได้เลย..แต่เธอก็ไม่มีสีหน้าหวาดกลัวแม้แต่น้อย

              เธอเก็บดาบคาตะนะเข้าฝัก..ก้าวท้าวขวาไปด้านหน้า ก้าวท้าวซ้ายไปได้หลัง แล้วโค้งตัวพร้อมกับย่อเข่าลง

              นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอใช้สกิลนับตั้งแต่มาดันเจี้ยนแห่งนี้ ลูน่ามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นลึกๆ

              ‘เวทความมืด’

              คำพูดคำแรกเริ่มออกจากปากของหญิงสาว

              ดาบคาตะนะทั่วทั้งฝักห่อหุ้มด้วยพลังเวทสีดำขานรับคำสั่งเริ่มใช้งานสกิล

              ‘ดาบเคลือบความมืด’

              เอเรนใช้มือขวาจับด้ามดาบ ส่วนมือซ้ายจับฝักดาบเตรียมชักออกมา 

              ‘ท่าฟันอิไอ!’

              หลังคำพูดสุดท้าย..ระยะห่างเกือบ100เมตรร่นเหลือ0ในพริบตา

              ปรากฎประกายดาบสีดำลากผ่าน 

              สัตว์ปีศาจแต่ละตัวไม่รู้ว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น..แต่เมื่อรู้ตัวอีกที

              โล่กับลำตัวของสปาร์ทอยด์ขาดเป็นแนวเดียวกันพร้อมกัน4ตน

              รอยดาบทะลุไปถึงด้านหลัง

             ม้าโครงกระดูกกับสปาร์ทอยด์ที่อยู่แนวหลัง ทั้งคอและลำตัวขาดเป็นแนวเฉียงขึ้นคล้ายเส้นตรงถูกลากเพียงแค่แนวเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น

              ‘ฉัก..ฉึบ’

              ได้ยินเสียงเก็บฝักดาบจากด้านหลัง

              “ฮะ..โฮกก..”

              สัตว์ปีศาจบางตัวพยายามหันกลับมา แต่เอเรนที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้สนใจอะไรแล้ว..

              หลังจากนั้นไม่นานพวกมันก็กลายเป็นขี้เถ้าแล้วสลายหายไป

              “สะ..สุดยอด”

              ลูน่าเบิ่งตาค้างต่อภาพนั้น 

              เอเรนกล่าวคำบางอย่างออกมา

              “ถ้ายังอยากจะมีชีวิตอยู่..อย่าพยายามไปยุ่งกับสิ่งนั้นเลย…"

              “สิ่งนั้น?”

               ลูน่าชะงักเล็กน้อยขณะที่ยังประทับใจในตัวเอเรนไม่หาย

              “อสูรกายน่ะแตกต่างจากสัตว์ปีศาจชัดเจน สิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัตินั่น ไม่ใช่สิ่งที่เอาไว้สู้ หากโชคร้ายไปเจอมันเข้า…อะ…เอ่อ…ช่างมันเถอะ…เอาเป็นว่าคนที่จะเอาชนะอสูรกายได้ไม่ใช่พวกเรา..แต่มีแค่อัศวินศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปเท่านั้น..พวกเธอคิดแค่นี้ก็พอ..ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่อยากเสียใครไปล่ะนะ”

              “…”

              เมื่อกล่าวจบแล้วเอเรนก็พุ่งเข้าไปจัดการกับสัตว์ปีศาจที่เหลือต่อ..เพราะหากจำนวนเยอะเกินไป..ลูน่าจะสร้างประตูมิติได้ลำบาก

              “อัศวินศักดิ์สิทธิ์งั้นหรอ?”

               ลูน่าพึมพัมออกมาเบาๆ

              “มีอะไรหรอคะ..พี่ลูน่า”

              ชีน่าซึ่งเริ่มจะหายกลัวเพราะรอบๆไม่มีอันเดธเหลือแล้วเธอจึงกระซิบข้างหูลูน่าเบาๆ

              “ป่าวหรอก..ไม่มีอะไร”

              ทั้งเธอและชีน่าไม่มีใครเคยเห็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาก่อน เพราะเธอทั้งคู่ไม่ได้ไปดูการแข่งรอบชิงในการสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนที่เธออยู่ ถ้าหากจะเห็นก็คงเห็นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แม้จะไม่ค่อยอยากเชื่อก็ตามที

              ในวันนั้นที่โรงเรียนอัศวินเวทมนตร์ มีเด็กผู้หญิงดูลึกลับคนหนึ่งเดินเข้ามาที่โรงเรียน และเรเวลก็ได้ไปคุยกับเธอคนนั้น 

              เด็กผู้หญิงผมสีทองยาวสลวย ผิวขาวเนียนมีน้ำมีนวลน่าสัมผัส ใบหน้าหมดจดงดงาม และดวงตาสีทองเปล่งประกายดุจแสงตะวันนั่น หากจะบอกว่าเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งที่อายุใกล้เคียงพวกเธอก็คงยากที่จะเชื่อ 

              แต่ทว่าพลังเวทและความกดดันอันน่าเกรงขามจากเธอที่สัมผัสได้นั่นคือของจริง

              ‘คนนั้นเนี่ยนะ..เอาชนะตัวตนภัยพิบัตินั่นได้?… แล้วเจ้ากระต่ายนั่นไปรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นได้ยังไงกันล่ะ?’

              คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของลูน่า…และแน่นอนว่าเรเวลไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับเอลิเซ่ให้ใครฟังนอกจากเซซิเลีย…แต่สิ่งที่ลูน่าเห็นในตอนนั้น…คือเด็กสาวผมทองหรืออัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้น..เดินเข้าไปจูบเด็กหนุ่มผมขาวต่อหน้าต่อตา แล้วเธอก็น้ำตาไหลออกมา และตอนนั้นเด็กหนุ่มก็มีท่าทีโกรธมากๆ

              ‘เหอะๆ…ไม่รู้ว่ามีเรื่องดราม่าอะไรกันหรอกนะ…แต่ถ้าให้เดาเล่นๆผู้หญิงคนนั้นคงเป็นแฟนเก่าละมั้ง’

              ลูน่าในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์แค่บางส่วน..จึงสรุปลวกๆในใจแบบนั้น

              ตอนนั้นเองเอเรนตะโกนเรียกให้เธอสร้างประตูมิติต่อ…เธอจึงตื่นจากภวังค์รีบสลัดความคิดไร้สาระทิ้งแล้วมุ่งหน้าต่อไป..

              “เอาเถอะ..เอาไว้ช่วยนายกับเพื่อนๆให้ได้ก่อนละกัน”

     

              //Note: ใครลืมเหตุการณ์นี้กลับไปอ่านท้ายตอนที่82 ได้ครับ…เรื่องราวและปริศนาต่างๆเกี่ยวกับเรเวลและเอลิเซ่ผมเชื่อว่าหากเฉลยออกมาจนหมดเปลือกในตอนท้ายแล้วละก็…ต้องมีเรือเอลิเซ่ด้วยแน่นอน…และคนก็จะเข้าใจ(เห็นใจ)ในตัวพระเอกมากขึ้นด้วย  //

     

              #คุยกับไรท์(คนเขียน)#

              ต้องขออภัยอีกครั้งที่วันจันทร์ไม่ได้อัพตามสัญญาครับ เลยมาอัพวันอังคารแทน ยังไงก็ตามเป้าหมายหลังจากนี้คือไรท์อยากอัพสัปดาห์นึงมากกว่า 1 ตอนอยู่แล้วครับ (กำลังพยายามอยู่)

               

      

      

       

     

    คล้ายกับเรื่องThe Legend of Altea: โลกเวทมนตร์แห่งเทพธิดา ที่คุณอ่าน