“แล้วอสูรกายมันอยู่ที่ไหนหรอคะ?”
ลูน่าถามขณะเอี้ยวตัวหลบการโจมตีจากสัตว์ปีศาจไปด้วย
“ฉันว่าเธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ในตอนนี้หรอกนะ..มันยังห่างไกลจากตัวเธอมาก”
เอเรนกล่าวราวกับต้องการจะสื่อว่าตอนนี้ให้ช่วยเพื่อนของเธอและออกจากดันเจี้ยนนี้ให้ได้ก่อน ส่วนความสงสัยนั่นให้เก็บไว้ทีหลังก็ได้
ถึงแบบนั้นลูน่าก็ยังคงสงสัยและมิวายถามซักไซ้อยู่ดี
“ถ้างั้นอาจารย์เคยเจอกับอสูรกายไหมคะ?..”
เอเรนชะงักเล็กน้อย..เธอหรี่ตาลง..
[สปาทอยด์] สับดาบแล้วปล่อยคลื่นพลังออกมา..เอเรนใช้เพียงดาบคาตานะฟันแหวกอากาศเพียงครั้งเดียวก็ลบคลื่นพลังหายไปในทันที..จากนั้นวิ่งเข้าไปแล้วใช้ขาเปล่าๆสวมรองเท้าบูธหนังธรรมดาถีบยอดหน้า [สปาร์ทอยด์] จนหัวกระเด็นหลุดจากบ่า
เธอถอนหายใจออกมา..แล้วตอบคำถามเด็กสาวผู้เป็นนักเรียน
“เคยเจออยู่ครั้งนึง”
“แล้วอาจารย์เอาชนะมันได้หรอคะ?..”
คราวนี้ชีน่าเป็นฝ่ายถามบ้าง
“…”
นี่ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญในการก้าวข้ามขอบเขตอันยิ่งใหญ่ให้เหนือขึ้นไป..แม้ว่าอาจจะต้องเสียสิ่งสำคัญบางอย่างไปก็ตาม
“ไม่รู้สิ”
น้ำเสียงเอเรนสั่นเครือเล็กน้อย..ปรากฎความเศร้าเจือปนในน้ำเสียงนั่น
“ฉันไม่ได้เอาชนะด้วยตัวคนเดียวหรอกนะ…”
เมื่อกล่าวจบแล้วเอเรนพยายามลบสีหน้าออกแล้วจดจ่อกับการต่อสู้อีกครั้ง
เธอใช้อาร์ติเฟกซ์ดาบคะตะนะแทงทะลุคอ[เดวิลฮิปโป]ที่พยายามกัดเข้ามาจากนั้นใช้2มือจับด้ามดาบ บิดหงายท้องดาบขึ้น แล้วลากผ่านลำคอซึ่งเต็มไปด้วยแผงกล้ามเนื้อหนาดุจกำแพงเหล็กขาดในฉับเดียว
หัวของสัตว์ปีศาจซึ่งใหญ่ขนาดกลืนมนุษย์เกือบ10คนเข้าไปได้พร้อมๆกันลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ..จากนั้นค่อยๆสลายกลายเป็นขี้เถ้าแล้วหายวับไป
[สปาทอยด์] นักรบโครงกระดูกอีก4ตนถือโล่สีดำในมือซ้ายและดาบยาวในมือขวาเป็นด่านหน้าในการบุกทะลวง ส่วนด้านหลังอีก4ตนถือหอกและขี่ม้าซึ่งเหลือรูปร่างเพียงแค่โครงกระดูกของม้าเท่านั้น
---------
[ซาจิทาเรียสฮอร์ส]
สัตว์ปีศาจ: LV49
เผ่า: อันเดธ
รายละเอียด:
-สัตว์คอมบิเนชั่นของสปาร์ทอยด์
--------
เปลวเพลิงสีแดงลุกโชดช่วงชัชวาลในปากของซาจิทาเรียสฮอร์ส
พวกมันเตรียมพ่นลมหายใจที่สามารถเผาพลาญได้ทุกสิ่ง
แสงจากเปลวเพลิงส่องสว่างท่ามกลางความมืด ฉายหน้าของสัตว์ปีศาจแต่ละตัวให้เห็นชัดเจน
ภาพที่เห็นมันคือมนุษย์ที่เหลือเพียงแค่กระดูกเดินได้เท่านั้น…แต่แค่มันไม่ใช่มนุษย์เท่านั้นเอง
“อึ้ยย…ไม่ไหวแล้วแล้ว…น่ากลัวง้ะ”
ชีน่าหลับตาลงอีกครั้งกอดคอลูน่าแล้วซบลงบนบ่าของพี่สาว
จริงๆแล้วพวกเธออายุห่างกันแค่ไม่กี่เดือน..แต่แค่เกิดจากคนละแม่ก็แค่นั้น
“เห้อ..”
ลูน่าถอนหายใจเล็กน้อย…
"ท่าทางพวกมันจะเล่นของใหญ่เลยนะ”
เอเรนมองสัตว์ปีศาจแต่ละตัวซึ่งเตรียมตัวปล่อยการโจมตีอันรุนแรงพร้อมๆกันที่อาจจะลบครึ่งชั้นนี้ให้หายไปได้เลย..แต่เธอก็ไม่มีสีหน้าหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เธอเก็บดาบคาตะนะเข้าฝัก..ก้าวท้าวขวาไปด้านหน้า ก้าวท้าวซ้ายไปได้หลัง แล้วโค้งตัวพร้อมกับย่อเข่าลง
นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอใช้สกิลนับตั้งแต่มาดันเจี้ยนแห่งนี้ ลูน่ามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกตื่นเต้นลึกๆ
‘เวทความมืด’
คำพูดคำแรกเริ่มออกจากปากของหญิงสาว
ดาบคาตะนะทั่วทั้งฝักห่อหุ้มด้วยพลังเวทสีดำขานรับคำสั่งเริ่มใช้งานสกิล
‘ดาบเคลือบความมืด’
เอเรนใช้มือขวาจับด้ามดาบ ส่วนมือซ้ายจับฝักดาบเตรียมชักออกมา
‘ท่าฟันอิไอ!’
หลังคำพูดสุดท้าย..ระยะห่างเกือบ100เมตรร่นเหลือ0ในพริบตา
ปรากฎประกายดาบสีดำลากผ่าน
สัตว์ปีศาจแต่ละตัวไม่รู้ว่าเมื่อกี้นี้เกิดอะไรขึ้น..แต่เมื่อรู้ตัวอีกที
โล่กับลำตัวของสปาร์ทอยด์ขาดเป็นแนวเดียวกันพร้อมกัน4ตน
รอยดาบทะลุไปถึงด้านหลัง
ม้าโครงกระดูกกับสปาร์ทอยด์ที่อยู่แนวหลัง ทั้งคอและลำตัวขาดเป็นแนวเฉียงขึ้นคล้ายเส้นตรงถูกลากเพียงแค่แนวเดียวและครั้งเดียวเท่านั้น
‘ฉัก..ฉึบ’
ได้ยินเสียงเก็บฝักดาบจากด้านหลัง
“ฮะ..โฮกก..”
สัตว์ปีศาจบางตัวพยายามหันกลับมา แต่เอเรนที่ยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้สนใจอะไรแล้ว..
หลังจากนั้นไม่นานพวกมันก็กลายเป็นขี้เถ้าแล้วสลายหายไป
“สะ..สุดยอด”
ลูน่าเบิ่งตาค้างต่อภาพนั้น
เอเรนกล่าวคำบางอย่างออกมา
“ถ้ายังอยากจะมีชีวิตอยู่..อย่าพยายามไปยุ่งกับสิ่งนั้นเลย…"
“สิ่งนั้น?”
ลูน่าชะงักเล็กน้อยขณะที่ยังประทับใจในตัวเอเรนไม่หาย
“อสูรกายน่ะแตกต่างจากสัตว์ปีศาจชัดเจน สิ่งมีชีวิตระดับภัยพิบัตินั่น ไม่ใช่สิ่งที่เอาไว้สู้ หากโชคร้ายไปเจอมันเข้า…อะ…เอ่อ…ช่างมันเถอะ…เอาเป็นว่าคนที่จะเอาชนะอสูรกายได้ไม่ใช่พวกเรา..แต่มีแค่อัศวินศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปเท่านั้น..พวกเธอคิดแค่นี้ก็พอ..ถ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อหรือไม่อยากเสียใครไปล่ะนะ”
“…”
เมื่อกล่าวจบแล้วเอเรนก็พุ่งเข้าไปจัดการกับสัตว์ปีศาจที่เหลือต่อ..เพราะหากจำนวนเยอะเกินไป..ลูน่าจะสร้างประตูมิติได้ลำบาก
“อัศวินศักดิ์สิทธิ์งั้นหรอ?”
ลูน่าพึมพัมออกมาเบาๆ
“มีอะไรหรอคะ..พี่ลูน่า”
ชีน่าซึ่งเริ่มจะหายกลัวเพราะรอบๆไม่มีอันเดธเหลือแล้วเธอจึงกระซิบข้างหูลูน่าเบาๆ
“ป่าวหรอก..ไม่มีอะไร”
ทั้งเธอและชีน่าไม่มีใครเคยเห็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาก่อน เพราะเธอทั้งคู่ไม่ได้ไปดูการแข่งรอบชิงในการสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนที่เธออยู่ ถ้าหากจะเห็นก็คงเห็นเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แม้จะไม่ค่อยอยากเชื่อก็ตามที
ในวันนั้นที่โรงเรียนอัศวินเวทมนตร์ มีเด็กผู้หญิงดูลึกลับคนหนึ่งเดินเข้ามาที่โรงเรียน และเรเวลก็ได้ไปคุยกับเธอคนนั้น
เด็กผู้หญิงผมสีทองยาวสลวย ผิวขาวเนียนมีน้ำมีนวลน่าสัมผัส ใบหน้าหมดจดงดงาม และดวงตาสีทองเปล่งประกายดุจแสงตะวันนั่น หากจะบอกว่าเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งที่อายุใกล้เคียงพวกเธอก็คงยากที่จะเชื่อ
แต่ทว่าพลังเวทและความกดดันอันน่าเกรงขามจากเธอที่สัมผัสได้นั่นคือของจริง
‘คนนั้นเนี่ยนะ..เอาชนะตัวตนภัยพิบัตินั่นได้?… แล้วเจ้ากระต่ายนั่นไปรู้จักกับผู้หญิงคนนั้นได้ยังไงกันล่ะ?’
คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของลูน่า…และแน่นอนว่าเรเวลไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับเอลิเซ่ให้ใครฟังนอกจากเซซิเลีย…แต่สิ่งที่ลูน่าเห็นในตอนนั้น…คือเด็กสาวผมทองหรืออัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้น..เดินเข้าไปจูบเด็กหนุ่มผมขาวต่อหน้าต่อตา แล้วเธอก็น้ำตาไหลออกมา และตอนนั้นเด็กหนุ่มก็มีท่าทีโกรธมากๆ
‘เหอะๆ…ไม่รู้ว่ามีเรื่องดราม่าอะไรกันหรอกนะ…แต่ถ้าให้เดาเล่นๆผู้หญิงคนนั้นคงเป็นแฟนเก่าละมั้ง’
ลูน่าในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์แค่บางส่วน..จึงสรุปลวกๆในใจแบบนั้น
ตอนนั้นเองเอเรนตะโกนเรียกให้เธอสร้างประตูมิติต่อ…เธอจึงตื่นจากภวังค์รีบสลัดความคิดไร้สาระทิ้งแล้วมุ่งหน้าต่อไป..
“เอาเถอะ..เอาไว้ช่วยนายกับเพื่อนๆให้ได้ก่อนละกัน”
//Note: ใครลืมเหตุการณ์นี้กลับไปอ่านท้ายตอนที่82 ได้ครับ…เรื่องราวและปริศนาต่างๆเกี่ยวกับเรเวลและเอลิเซ่ผมเชื่อว่าหากเฉลยออกมาจนหมดเปลือกในตอนท้ายแล้วละก็…ต้องมีเรือเอลิเซ่ด้วยแน่นอน…และคนก็จะเข้าใจ(เห็นใจ)ในตัวพระเอกมากขึ้นด้วย //
#คุยกับไรท์(คนเขียน)#
ต้องขออภัยอีกครั้งที่วันจันทร์ไม่ได้อัพตามสัญญาครับ เลยมาอัพวันอังคารแทน ยังไงก็ตามเป้าหมายหลังจากนี้คือไรท์อยากอัพสัปดาห์นึงมากกว่า 1 ตอนอยู่แล้วครับ (กำลังพยายามอยู่)