บทที่ 30 เสด็จอาข้ามาช่วยท่านแล้ว!!
เซวียนเหยียนฟู่ที่อาบน้ำเสร็จแล้วยังคงเป็นเช่นปกติ หลังจากสวมอาภรณ์เสร็จ ก็มัดผมไว้ข้างหลังอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ในยามที่ลูบถูกผมที่เปียกชื้นนั้น ในสมองกลับมีเงาร่างผอมบางแวบขึ้นมา
เขาขมวดคิ้วมุ่น ลบร่างนั้นไปไม่สนใจ เมื่อเซวียนเหยียนฟู่เดินไปถึงนอกตำหนัก อาต้าและอาเอ้อร์ที่ยืนอยู่นอกประตูรีบตามติดไปทันที
เมื่อมาถึงหอร้อยตำรา เซวียนเหยียนฟู่ก้าวเท้าเข้าไป ส่วนอาต้าและอาเอ้อร์เฝ้าอยู่ที่ประตูด้านซ้ายและขวา
ภายในหอ เซวียนเหยียนฟู่เดินไปถึงชั้นสอง ยืนอยู่หน้าชั้นหนังสือชั้นหนึ่ง ยื่นมือไปดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกมา ช่องลับด้านหลังหนังสือพลันเปิดออก จากนั้น เซวียนเหยียนฟู่ก็ยื่นมือไปหยิบจดหมายออกมาฉบับหนึ่ง
เมื่อเปิดจดหมายออก ยังไม่ทันอ่านจบ เขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไม่คุ้นเคยดังมาจากด้านนอก
แววตาที่ล้ำลึกแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาโดยพลัน เขาวางจดหมายกลับไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นหมุนกายลงจากหอ
ด้านนอกประตู อาต้าและอาเอ้อร์ก็ได้ยินเสียงฝีเท้านี้เช่นกัน ทั้งสองมองสบตากันครั้งหนึ่ง จากนั้นแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ยืนอย่างเรียบร้อยตามเดิม รอดูว่าสองคนนั้นจะมาด้วยเหตุอันใด เพียงแต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่า ไม่ทันรอให้มือสังหารปรากฏตัว คนที่ได้พบเจอกลับเป็นองค์หญิงเก้าที่ถือโคมไฟมา
“องค์หญิงเก้า ดึกถึงเพียงนี้แล้ว พระองค์ยังไม่กลับตำหนักเย็นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อาต้ามีสีหน้าประหลาดใจ
“อ้อ วันนี้ข้าอ่านหนังสือในสวนเสือ จนหลงใหล คิดว่าในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางนี้น่าจะมีสถานที่ที่เก็บหนังสือ จึงหามาดูอีกสักสองสามเล่ม คิดไม่ถึงว่าจะถูกพบเข้า” อวิ๋นอินอินกล่าวพร้อมแสร้งทำเป็นประหลาดใจ “แต่ว่า ดึกถึงเพียงนี้แล้วพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ด้วยเหตุอันใดเล่า? อีกอย่างยืนอยู่หน้าประตูทำไมกัน?”
อาต้าเห็นอวิ๋นอินอินจะเข้ามา ก็เกรงว่านางจะมีอันตราย จึงรีบส่งเสียงห้ามไว้
“องค์หญิงเก้า ตอนนี้นายท่านอยู่ด้านใน พระองค์ทรงอย่าไปรบกวนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ให้กระหม่อมไปส่งพระองค์กลับก่อนดีกว่า” อาต้าก้าวเข้าไปหยิบโคมไฟในมือของอวิ๋นอินอิน “ไปเถิดพ่ะย่ะค่ะองค์หญิงเก้า พรุ่งนี้ช่วงกลางวันพระองค์ค่อยเสด็จมาหาหนังสือใหม่”
ไม่ง่ายเลยกว่านางจะมาถึงที่นี่ หน้าของเสด็จอาก็ยังไม่ได้เห็น อวิ๋นอินอินจะเต็มใจจากไปได้อย่างไร
อีกอย่าง… นางลูบของชิ้นหนึ่งในแขนเสื้อ คิดไปว่าของขวัญที่ตนเตรียมไว้ยังไม่ได้มอบเลย
“เสด็จอาอยู่ด้านในหรือ? แบบนั้นดีเลย ข้าจะไปถวายบังคม” อวิ๋นอินอินกล่าว พร้อมเดินไปที่ประตู
อาต้ากำลังจะยื่นมือไปดึงนางกลับ หากแต่ประตูของหอตำราพลันถูกเปิดออกแล้ว
ที่จริง เซวียนเหยียนฟู่ยืนอยู่ด้านในมาสักครู่แล้ว เห็นอวิ๋นอินอินไม่ยอมจากไป เขาจึงเปิดประตูออกเสียเลย และเดินออกมาด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์
“เสด็จอา…” อวิ๋นอินอินวิ่งไปที่เบื้องหน้าของเซวียนเหยียนฟู่ด้วยความยินดี หยีตาลง ยิ้มหวาน “เสด็จอา ข้ามี…”
“ไสหัวกลับไป!”
ยังไม่ทันได้หยิบของในแขนเสื้อออกมา เสียงตะคอกของเซวียนเหยียนฟู่ก็ทำให้วิญญาณของอวิ๋นอินอินแทบโบยบินไปแล้ว นางมองสายตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามของเซวียนเหยียนฟู่ ก็คัดจมูกขึ้นมา พยายามกลั้นน้ำตาไว้ ฝืนยิ้มสะอื้น
“ได้ เช่นนั้น… ค่อยพบกันเพคะเสด็จอา”
อวิ๋นอินอินวางของในแขนเสื้อกลับลงไป หมุนตัว ค่อย ๆ เดินกลับไปด้วยความน้อยใจไร้ใดเปรียบ
เซวียนเหยียนฟู่มองเงาหลังนั้นไม่คลาดสายตา ภายในใจพลันทนไม่ไหว ทันใดนั้นเอง ชายชุดดำที่ซ่อนตัวอยู่ พลันพุ่งเข้ามา กระบี่ที่แหลมคมแทงใส่เซวียนเหยียนฟู่อย่างรวดเร็ว
“นายท่าน ระวัง!”
อ้าต้าและอาเอ้อร์ตะโกนเสียงดัง ชักกระบี่ยาวที่แขวนไว้ที่เอวออกมา วิ่งเข้าไปขวางไว้
ในยามที่กระบี่ยาวสองเล่มบินเข้ามา เซวียนเหยียนฟู่ก็เคลื่อนไหวกาย หลบการลอบสังหารอย่างง่ายดาย เงาเล็ก ๆ ที่กำลังจากไป ก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง
“เสด็จอา ท่านไม่ต้องกลัว ข้ามาช่วยท่านแล้ว…”
ในมือของอวิ๋นอินอินถือหินไว้ก้อนหนึ่ง พุ่งเข้าหาเป้าหมายซึ่งเป็นชายชุดดำทั้งสองคน ท่าทางของนางราวกับพร้อมแลกชีวิต เซวียนเหยียนฟู่มองใบหน้าขนาดเท่าฝ่ามือที่วิ่งเข้าหาชายชุดดำ ในใจก็เกิดความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยขึ้นมา
มันทั้งเร่าร้อนและอบอุ่น
เมื่อเห็นอวิ๋นอินอินจะพุ่งไปถึงตรงหน้าคนชุดดำ เซวียนเหยียนฟู่เคลื่อนไหวกายทีเดียวก็มาถึงด้านหลังของนาง คว้าคอเสื้อของนางไว้ หิ้วเข้าไปในหอตำราทันที สะบัดมือครั้งหนึ่ง ประตูก็ปิดลงดังปัง
อวิ๋นอินอินที่ถูกหิ้วอยู่ในมือกะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นขาสั้นก็ดิ้นรนพร้อมกล่าวว่า “เสด็จอา หิ้วข้าทำไมเพคะ? รีบปล่อยข้าเร็วเข้า ข้าจะไปช่วยพวกอาต้า กล้าลอบสังหารเสด็จอาของข้า ดูสิว่าข้าจะใช้ก้อนอิฐทุบพวกเขาตายหรือไม่”
เซวียนเหยียนฟู่เลิกคิ้ว คลายมือออก อวิ๋นอินอินก็หล่นลงบนพื้นดังแปะ อวัยวะทั้งห้าแผ่ลงกับพื้น
“โอ๊ะโอ๊ย! เสด็จอา เบาลงหน่อยสิเพคะ…” นางคลานขึ้นมาจากพื้นพอคว้าก้อนอิฐเล็ก ๆ ของตนได้ก็จะวิ่งออกไปอีก
เพียงแต่เดินไปได้ไม่ทันถึงสองเก้า ก็ถูกหิ้วขึ้นมาอีกครั้ง
เซวียนเหยียนฟู่หิ้วอวิ๋นอินอินขึ้นมาสบาย ๆ ราวกับยกลูกแมวตัวหนึ่ง ดวงตาที่ลุ่มลึกจ้องไปยังใบหน้าแสนดื้อรั้น เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “เจ้าช่างไม่รู้ความสามารถของตัวเองเลยจริง ๆ”
อวิ๋นอินอินที่ถูกหิ้วเหนือจากพื้นหลายสิบเซนติเมตรเบะปาก รู้สึกน้อยใจขึ้นมา
“นั่นมิใช่เพราะข้าต้องการจะช่วยเสด็จอาท่านหรือเพคะ ท่านไม่ขอบคุณข้าก็ช่าง ยังจะมาหัวเราะข้าอีก ทั้งยังหิ้วข้าด้วย…” อวิ๋นอินอินรู้สึกว่าตัวนางช่างไร้เกียรติเกินไปแล้ว
เมื่อก่อนที่บ้านนางเลี้ยงหนูตัวเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง พ่อก็ชอบทำแบบนี้ หิ้วมันขึ้นมา จากนั้นก็หัวเราะเยาะมัน
เสียทีที่นางยังคิดจะเอาอกเอาใจเขา คิดไม่ถึงว่าในสายตาของเขานั้น นางจะต่ำต้อยเหมือนหนูตัวหนึ่ง
ถ้าอย่างนั้น ความพยายามในการประจบเอาใจเขาในหลายวันนี้ ก็เป็นเพียงการกระทำของตัวตลก ที่กำลังดูถูกตัวเองเท่านั้นหรือ?
มองดูอวิ๋นอินอินที่ขอบตาแดงขึ้นมา คิ้วของเซวียนเหยียนฟู่ก็เลิกขึ้น รีบวางนางลงเบา ๆ น้ำเสียงที่ใช้ อ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว “ข้ารู้ถึงความปรารถนาดีของเจ้า แต่สองคนด้านนอกนั่นมีอาต้ากับอาเอ้อร์ก็เพียงพอแล้ว ส่วนเจ้าหลบอยู่ในนี้”
อวิ๋นอินอินเงยศีรษะมองเซวียนเหยียนฟู่ที่สีหน้าไม่แสดงอารมณ์
เมื่อกี้ข้าหูแว่วไปแล้วหรือ? ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเสด็จอากำลังอธิบายกับข้าเล่า
“บนโต๊ะมีขนม หากหิวแล้วก็นั่งลงกินเสีย” เซวียนเหยียนฟู่ถูกตาดวงโตคู่นั้นจ้องมองจนใจว้าวุ่น เดินไปข้างโต๊ะรินชาให้ตนเองถ้วยหนึ่ง แหงนหน้าดื่มรวดเดียวจนหมด จึงรู้สึกว่าภายในใจสบายขึ้นมาบ้าง
คราวนี้อวิ๋นอินอินจึงได้มั่นใจแล้วว่า ท่าทีที่เสด็จอามีต่อนางนั้นเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
ความกะทันหันนี้ทำเอาอวิ๋นอินอินตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่ได้ หางตาเชิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เดินไปนั่งลงข้างกายของเซวียนเหยียนฟู่ หยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งอย่างเชื่อฟังแล้วกัดลงเบา ๆ
แม้ภายนอกจะเกรงใจ แต่จริง ๆ แล้วภายใน นางหัวเราะอย่างคลุ้มคลั่ง
ตัวข้า อวิ๋นอินอิน ในที่สุดก็กอดขาทองคำท่อนใหญ่ไว้ได้แล้ว ไม่เสียทีที่เมื่อกี้ข้าเสี่ยงตายวิ่งกลับมา
เสียงต่อสู้นอกประตูค่อย ๆ สงบลง ผ่านไปครู่หนึ่ง อาต้าและอาเอ้อร์ก็ส่งเสียงจากด้านนอกว่า “นายท่าน เราจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ นายท่านทรงรอสักครู่ กระหม่อมจะรีบทำความสะอาดพ่ะย่ะค่ะ”
“สองคนข้างนอกนั่น ถูกอาต้ากับอาเอ้อร์สังหารไปแล้วหรือเพคะ?” อวิ๋นอินอินถามอย่างหวาดเกรง
“หากไม่ฆ่า จะรอให้พวกนั้นมาฆ่าหรือ?”
เซวียนเหยียนฟู่มองความหวาดกลัวในดวงตาของนาง ไม่เข้าใจว่าทั้ง ๆ ที่นางขี้ขลาดเช่นนี้ เหตุใดเมื่อครู่ยังกล้าพุ่งออกมาอีก
“ย่อมต้องสังหารพวกเขาเพคะ”
อวิ๋นอินอินพยักหน้า ยิ้มอย่างกระดาก
“อ๊า ถูกแล้ว!” อวิ๋นอินอินพลันร้องออกมา จากนั้นภายใต้สายตาที่ไม่เข้าใจของเซวียนเหยียนฟู่ นางก็ยิ้มอย่างเหนียมอายว่า “เสด็จอา ข้าอยากจะมอบของสิ่งหนึ่งให้ท่านเพคะ”