6
รถไฟเหาะสะเทินน้ำสะเทินบก(3)
ผมขยับตัวลุกเด็กสองคนที่ยืนเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดสนิทปรากฏสู่สายตา
“เด็ก ๆมีเื่อะ---”
เฮือก
ชั่วขณะนั้นหลอดลมพลันรู้สึกเหมือนถูกบีบรัดผมรีบจับลำคอ
ไม่มีอะไรแท้ ๆเห็นอยู่ชัด ๆ ว่าไม่มีอะไรจริง ๆ แต่ว่า
“แค่ก...”
หายใจไม่ออกอย่าว่าแต่เปล่งเสียงเลย กระทั่งลมหายใจยังเค้นไม่ออกด้วยซ้ำ
ผมมองเด็ก ๆที่ยืนอยู่ตรงหน้าขณะร่างค่อย ๆ ล้มทรุด
สีหน้าของฝาแฝดเวร็องยามอาบย้อมแสงจันทร์ช่างดูไม่คุ้นตา
ใบหน้าที่เคยมองผมแล้วยิ้มแย้มอยู่เสมอกลับเย็นะเืดุจก้อนน้ำแข็งนี่มันสถานการณ์อะไรกันแน่
“ชิงกีเตรียมพิธีศักดิ์สิทธิ์”
“เ้าต่างหากตั้งใจหน่อยเปเตอร์ เขากำลังขัดขืนอยู่ไม่ใช่หรือไง”
“แฮ่ก แค่ก...”
‘ชิงกี’ ‘เปเตอร์’ ? ไม่ใช่ชื่อของเด็กพวกนั้นนี่นา
อย่างน้อยก็แตกต่างจากชื่อที่ผมรู้มาโดยสิ้นเชิง
แม้จะยังสับสน เสียงแหบแหลมสูงก็เริ่มดังลอดลำคอใบหน้าร้อนผ่าวจนแดงก่ำแต่ผมยังรีดเค้นพลังทั้งหมดที่มีเพื่อฝืนไม่ให้สูญเสียสติสัมปชัญญะ
“อย่าพึ่งพาพลังเวทล่ะลองเรียกพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาให้มากกว่านี้หน่อย”
“เข้าใจแล้ว”
“อึก!”
‘ชิงกี’ กล่าวชี้แนะ‘เปเตอร์’ ทันใดนั้นเองทางเดินหายใจของผมก็ยิ่งตีบ
เด็กพวกนี้กำลังฆ่าผมนั่นเป็สิ่งเดียวที่ผมมั่นใจ
ต่อให้ไม่รู้ว่าใช้กลวิธีไหนกันแน่แต่เวลานี้เด็กหนุ่มผู้ช่วยทั้งสองกำลังก่อเหตุฆาตกรรมโดยที่ปลายนิ้วไม่ได้แตะต้องตัวผมเลยสักนิด
“แค่ก อึก ฮึก!”
“เด็ดเดี่ยวใช้ได้เลยนะเนี่ย”
“สมเด็จเ้าฟ้าชายยอมรับเสียเถิด นี่คือพระประสงค์ขององค์มหาเทพและเป็การตัดสินพระทัยของสมเด็จพระราชินีนาถด้วย”
คำพูดน่าสะพรึงกลัวดังจากปากของเด็กที่เสียงยังไม่ทันแตกหนุ่มด้วยซ้ำ
เมื่อััได้ว่าเส้นเอ็นกำลังปูดโปนอยู่บนหน้าผากผมก็กัดฟันแน่นและส่ายศีรษะ
ให้ยอมรับอะไรยอมรับทำไม
“แค่ก อุก...”
“ใกล้สำเร็จแล้ว”
เวียนหัวจังเบื้องหน้าเริ่มเลือนรางเพราะขาดออกซิเจน
ผมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับอย่างจริงจังเป็ครั้งแรกว่าเื่นี้และโลกใบนี้คือ ‘ปัจจุบัน’ ทั้งยังเป็ ‘เื่จริง’
ไม่มีทางที่เงามืดของความตายอันเย็นะเืเช่นนี้จะเป็เื่แต่งไปได้
ผมกลัวเหลือเกินใบหน้าของอึนซอ พี่และแม่พลันปรากฏในสายตา
“อึก...”
“ดี เยี่ยมยอด”
เรอโนลด์ เวร็องไม่สิ... ‘เปเตอร์’ ใช้น้ำเสียงอันน่าสยดสยองกล่าวด้วยใบหน้าใสซื่อไร้เดียงสา
ผมจ้องเด็กชายเขม็งพลางหวนนึกถึงพวกสิ่งที่เพิ่งอ่านใน‘ความจริงและทฤษฎีการใช้พลังศักดิ์สิทธิ์’
สมองซึ่งพร่ามัวส่งผลให้ความทรงจำไม่แม่นยำทั้งยังรับประกันไม่ได้ว่าจะสำเร็จ
แต่ถึงอย่างนั้นถึงอย่างนั้นก็เถอะ
“จะเริ่มพิธีศักดิ์สิทธิ์แล้วนะ”
“อื้อ”
แทนที่จะตายอย่างสิ้นกำลังแบบนี้ไม่สู้คว้าฟางเส้นสุดท้ายเพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดยังดีกว่าเป็ร้อยเป็พันเท่า
ผมพยายามตั้งสติด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีต้องตั้งสมาธิให้ได้
วงกลมสีทองเล็ก ๆปรากฏใต้ฝ่าเท้าของ ‘ชิงกี’ เวลาเดียวกับที่ผมเริ่มสวดภาวนา
‘ข้าขอสวดภาวนาแด่องค์มหาเทพผู้สถิตเหนือเกล้าแห่งพิภพอันยิ่งใหญ่’
แม้ไม่รู้ว่าพระองค์จะยอมรับฟังคำสวดภาวนาของผมหรือไม่แต่ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดช่วยชีวิตผมด้วย
“เดี๋ยวก่อน เปเตอร์ตอนนี้...”
“ทำได้น่า เร็วเข้า”
“เ้างั่ง ไม่ใช่อย่างนั้น!”
ช่วยผมด้วย
เปรี๊ยะะะะ!
เพล้ง!
[ไปให้พ้นพวกสารเลว!]
“อ๊ากกก!”
วงกลมสีทองปะทุจากร่างผมราวกับะเิ
ร่างของเด็กชายสองคนกระเด็นหวือประหนึ่งะุปืนด้วยพลังของ‘พระประสงค์แห่งเทพ’ ในที่สุดผมก็หายใจได้เสียที
กำแพงร้าวเสียงดังเปรี๊ยะหน้าต่างกระจกในห้องนอนแตกละเอียดหมดสิ้น
โคมระย้าโคลงเคลงอย่างน่าหวาดเสียวผืนดินสั่นะเืเลื่อนลั่น
แผ่นกระดาษในหนังสือแต่ละเล่มรอบๆ ห้องพลิกสะบัดประหนึ่งต้นอ้อ
ท่ามกลางความมืดมิดมีเพียงเซอร์เคิลสีทองขนาดใหญ่ใต้ฝ่าเท้าของผมเท่านั้นที่กำลังส่องแสงสว่างเรืองรอง
[แค่ก ๆ...อย่าเข้ามานะ!]
เสียงตวาดของผมดังก้องผ่านพระประสงค์แห่งเทพโดยตรง
ทันใดนั้นเท้าของเด็กชายสองคนที่ขยับตัวลุกก็ติดหนึบกับพื้นราวกับถูกทากาวร้อน
“ปะเป็แบบนี้ได้ยังไง...”
“แฮก แฮก...ฮึบ...”
ผมหายใจเข้าออกอย่างรวดเร็วซ้ำๆ อาการไอยังไม่หยุดง่าย ๆ
น้ำตาที่เกิดตามกระบวนการของร่างกายเพราะหายใจไม่ออกเอ่อคลอจนขอบตาร้อนผ่าว
“เป็ไปไม่ได้...ท่านไม่มีทางมีพลังศักดิ์สิทธิ์ระดับนี้!”
“หรือว่าท่านขโมยสมบัติศักดิ์สิทธิ์ไปจริงๆ ?!”
เด็กทั้งสองโวยวายเสียงดัง
[ยังไม่หุบปากอีกหรือ]
ทันทีที่ผมหงุดหงิดพระประสงค์แห่งเทพก็ถูกใช้อีกรอบ ปากของเด็กชายปิดสนิทจนเป็เส้นตรง
ผมหายใจเข้าลึก ๆพลางพิจารณามองใต้เตียงนอน
เป็ดั่งที่ว่าไว้ในหนังสือรูปร่างของวงกลมสัมบูรณ์เปล่งประกายสีทองสว่างไสว
เซอร์เคิลอีเธอร์[1]ระดับต่ำสุดซึ่งปกป้องนักบวชจากพละกำลังทั้งปวงคือ ‘พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’
เป็สิ่งที่เคยปรากฏตอนผมเอ่ยคำสาบานต่อแบ็งฌาแม็ง
ตราบใดที่เซอร์เคิลยังอยู่ทุกคำพูดของผมจะก่อให้เกิด ‘พระประสงค์แห่งเทพ’
อำนาจบีบบังคับของพระประสงค์แห่งเทพจะแตกต่างกันไปตามพลังศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชที่เปิดเซอร์เคิลได้
และหากผู้พลังศักดิ์สิทธิ์เหนือกว่าไม่ยอมรับพระประสงค์แห่งเทพจะไม่เกิดผล
กล่าวคือการที่พลังศักดิ์สิทธิ์ของเด็กสองคนนั้นถูกพระประสงค์แห่งเทพของผมจัดการได้ผลเป็เพราะมีพลังต่ำกว่าผมระดับหนึ่งนั่นเอง
[อย่ากัดลิ้นห้ามคิดฆ่าตัวตาย]
“อึก...”
ไม่ว่าตัวตนที่แท้จริงของเด็กพวกนี้จะเป็ใครและพยายามฆ่าผมด้วยจุดประสงค์อะไร ก็จำต้องไว้ชีวิตก่อน
หากไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดและไม่เตรียมแผนรับมืออันตรายแบบเดิมจะคืบคลานเข้ามาใกล้ได้ทุกเมื่อ
เมื่อครู่พวกเขาเรียกผมอย่างนอบน้อมว่า‘สมเด็จเ้าฟ้าชาย’ ทั้งยังบอกว่าสิ่งที่พรากชีวิตของผมคือ‘การตัดสินพระทัยของสมเด็จพระราชินี-นาถ’ สินะ
หรือว่าทางอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์...
โครม!
“เ้าชายเยเซอ!”
“นี่คือหน่วยทหารองครักษ์ของราชวงศ์!ทิ้งอาวุธ!”
ในที่สุด ประตูห้องซึ่งห้อยต่องแต่งเพราะการเปิดใช้เซอร์เคิลก็หลุดร่วงส่งเสียงดังอึกทึกครึกโครม
เหล่าอัศวินชักดาบผลุนผลันเข้ามาเป็ขบวนโดยมีเดมเอลีซาเบ็ตเป็ผู้นำ
ห้องซึ่งเละเทะยุ่งเหยิงเป็ทุนเดิมแปรเปลี่ยนเป็ตลาดอันเนืองแน่นไปด้วยผู้คนในพริบตา
ทหารองครักษ์ที่ดูเก่งกาจหลายคนเข้ามายืนขวางด้านหน้าผมราวกับจะคุ้มกัน
แบ็งฌาแม็งที่เดินตามหลังมารีบเข้าประคองร่างโซเซของผมอย่างว่องไว
ใบหน้าของอีกฝ่ายที่ผมมองเห็นได้แวบๆ กำลังซีดเผือด
“คว่ำหน้าลง!เดี๋ยวนี้!”
“อึ้ก...! อึ้ก!”
ทหารองครักษ์รายอื่นมัดนักโทษทั้งสองคนเอาไว้
เด็กชายทั้งคู่ที่ริมฝีปากปิดแน่นติดกันอย่างกับตังเมพลันนิ่วหน้าบิดตัวไปมา
ทหารองครักษ์ที่ลากสตีฟเวร็อง ไม่สิ ‘ชิงกี’ ออกมาด้วยทำสีหน้าตื่นตระหนก
เท้าทั้งสองข้างของเด็กหนุ่มติดพื้นไม่ขยับเขยื้อน
“เ้าชายพระองค์ต้องทรงเก็บพระประสงค์แห่งเทพคืนเพคะ หากเป็เช่นนี้จะคุ้มกันได้ยาก”
เดมเอลีซาเบ็ตที่เข้าใจสถานการณ์แจ่มแจ้งมองผมพลางกล่าวอย่างรวดเร็ว
ทว่าการเปิดปากพูดเป็เื่เกินกำลังเหลือเกิน
ไม่รู้เป็เพราะอาการตึงเครียดบรรเทาหรือเพราะผลที่ตามมาของความผวาเพิ่งปรากฏ ร่างกายจึงออกแรงไม่ได้เลย
แข้งขาพลันอ่อนระทวยอาการปวดหัวจี๊ดพลันถาโถมเข้าใส่
“เ้าชาย!”
ความรู้สึกยามล้มลงช่างแปลกใหม่นัก
ราวกับจิติญญาและกายถูกแยกจากเป็ความรู้สึกที่สายตายังคงมอง้าขณะที่ร่างกายกำลังปักลงพื้น
“ไปเรียกหมอหลวงเร็ว!”
“ให้ตายเถอะแล้วก็เ้า ไปเชิญสมเด็จพระคาร์ดินัลมา!”
บทสนทนาที่ผมได้ยินก่อนหมดสติดูเหมือนจะประมาณนั้นนะ
****
“ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างสงบเช่นนั้นหรือ”
เสียงของชายหนุ่มแปลกหน้าดังเข้ามาในหูสุ้มเสียงทุ้มต่ำช่วยเรียกสติให้กลับคืนมาทันที
เป็น้ำเสียงอันไพเราะราวกับนักพากย์เสียงกำลังพากย์
ผมอยากเปิดเปลือกตาตรวจสอบว่าอีกฝ่ายเป็ใครกัน
ทว่าร่างกายยังคงไม่ยอมฟังคำสั่งต่างจากสมองที่ตื่นแล้ว
“การไหลของอีเธอร์เสถียรแล้ว”
“แปลว่าอีกไม่นานจะลืมตาสินะ”
เสียงที่ย้อนถามเป็ของเดมเอลีซาเบ็ตชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไร
กลับมีเสียงเลื่อนเก้าอี้เบาๆ แทน
“เซดี้จะกลับมาอีกไหม”
เธอเอ่ยถามทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงเสียงฝีเท้าของชายหนุ่มซึ่งก้าวห่างออกไป
ตอนนั้นเองผมพลันคิดว่าบางทีนี่อาจเป็ความฝัน
เพราะถึงจะไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือหายใจไม่ออกแต่การไม่อาจขยับเขยื้อนร่างกายและมีเพียงสติที่ฟื้นคืนทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกผีอำ
พอคิดเช่นนั้นความง่วงงุ่นก็ถาโถมอีกครั้งผมเลยเลิกต่อต้านมัน
****
“ได้สติแล้วหรือ”
พอลืมตาอีกหนก็เห็นเพดานไม่คุ้นตา...
ไม่ใช่สิวอลเปเปอร์ที่ผมเคยนอนมองมาหนึ่งสัปดาห์ปรากฏเต็มตาเลยนี่นา
ยังเป็ ‘เยเซอเฟเนชาน’ เหมือนเดิมสินะ ไม่ใช่จองเยซอ
ผมรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ตื่นในบ้านของพวกเราที่มีอึนซอและพี่ชายอยู่กันพร้อมหน้าขณะค่อย ๆ หันศีรษะไปยังทิศทางของเสียง
“สวัสดี”
หญิงวัยกลางคนกำลังยิ้มให้ผมอย่างอบอุ่น
เรือนผมที่มัดรวมกันแล้วนำมาพาดบ่าข้างหนึ่งมีสีม่วงอมแดง
ั์ตาสีเบจแสนอ่อนโยนพินิจสภาพร่างกายของผมอย่างละเอียด
การได้เห็นแว่นตาข้างเดียวในชีวิตจริงเป็ครั้งแรกทำให้ผมรู้สึกแปลกใหม่
“เ้าสลบไปเพราะการะเิของอีเธอร์โชคดีที่ร่างกายฟื้นฟูเร็วกว่าที่คิด”
“ใคร แค่ก คุณเป็ใครน่ะ...”
ทันทีที่ผมเอ่ยถามเสียงแหบแห้งเธอก็ยื่นแก้วน้ำบนโต๊ะหัวเตียงให้
ผมรู้สึกเดจาวูพลางรับน้ำมาดื่ม
วอลเปเปอร์เพดานคุ้นตาก็จริงแต่ถ้าพูดให้ชัด ๆ มันเป็เพียงห้องที่มีวอลเปเปอร์เหมือนกันเท่านั้นไม่ใช่ห้องที่ผมใช้ประจำ
จะว่าไปห้องกลายเป็แบบนั้นก็คงใช้ต่อไม่ได้แล้วละ
ผมย้อนนึกถึง‘โคชีวอน’ ของตัวเองที่ตอนนี้ผนังร้าวและหน้าต่างกระจกทุกบานแตกละเอียด
ทะลุมิติมาสัปดาห์เดียวดันทำห้องพังยับไปห้องหนึ่งซะแล้ว
“ข้าโอเรลี บูตีเยร์ไม่ทราบว่าเคยได้ยินหรือไม่”
“เอ่อ...”
ปากอ้าออกโดยอัตโนมัติ
โอเรลี บูตีเยร์แน่นอนว่ารู้อยู่แล้ว ไม่มีทางไม่รู้หรอก
เธอคือบุคคลผู้มีชื่อเสียงซึ่งปรากฏตัวในหนังสือทุกเล่มที่ผมอ่านของโลกนี้
แม่ทูนหัวของเ้าชายแห่งจักรวรรดิบุคคลผู้ปฏิเสธตำแหน่งดัชเชสถึงสองครา และบุคคลผู้เป็สหายรวมถึง ‘คู่ชีวิตทางศาสนา’ของสมเด็จพระจักรพรรดินี
“ยินดีที่ได้พบพ่ะย่ะค่ะสมเด็จพระคาร์ดินัลผู้สูงศักดิ์”
“ข้าก็ยินดีเช่นกันเ้าชาย ไม่จำเป็ต้องลุกหรอก”
สมเด็จพระคาร์ดินัลเพียงหนึ่งเดียวของจักรวรรดิยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวทักทาย
พอผมลุกขึ้นเธอก็โบกมือปฏิเสธทันที
ไม่นึกเลยว่าบุคคลสำคัญแบบนี้จะมาปรากฏตัวต่อหน้าผมทั้งแบบนี้
สมเด็จพระคาร์ดินัลบูตีเยร์เป็ตัวละครสำคัญของ‘ลาออกไปเป็บุตรีดยุก’ ที่อึนซอเล่าถึงบ้างเป็ครั้งคราว
‘ตอนอยู่ต่อหน้าคริสแตลคุณพี่โอชอบทำตัวเป็โล่ให้เซ็งเคร็ง โห หนูเองก็เกือบหลงกลแล้ว ฝีปากงี้สุดยอด’
‘คุณพี่โอ’รับบทเป็แม่สื่อเชื่อมความสัมพันธ์ให้นางเอกอย่างคริสแตลกับพระเอก
หัวใจที่เพิ่งฟื้นจากความกระอักกระอ่วนตอนพบเดมเอลีซาเบ็ตพลันเต้นตึกตักผมรู้สึกคล้ายจะอาเจียนทันทีที่ได้พบพระคาร์ดินัล
“ประการแรกข้า้ากล่าวขออภัยแทนราชวงศ์สำหรับเื่ที่เกิดขึ้นทางจักรวรรดิเองก็มีส่วนผิดมากแม้สมเด็จพระจักรพรรดินีจะทรงยุ่งกับราชกิจจนปลีกตัวมาไม่ได้แต่พระองค์ทรงเสียพระทัยยิ่งนัก จึงให้สัญญาว่าหากเป็สิ่งที่เ้า้าไม่ว่าอะไรก็จะอำนวยความสะดวกให้”
เรียวคิ้วของสมเด็จพระคาร์ดินัลขมวดเป็ปมผมบีบแก้วน้ำอันว่างเปล่าแน่น
คนผู้นี้รับบทบาทสำคัญยิ่งในเื่และมีความสัมพันธ์ชิดใกล้กับราชวงศ์มาก
หากมองในระยะยาวไม่มีข้อดีให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย
แต่เพราะเหตุผลนั้นเองข้อมูลที่ผมจะได้รับจากเธอย่อมคุณภาพสูงเกินใครเช่นกัน
ก่อนหมดสติผมได้ประสบกับ่หัวเลี้ยวหัวต่อของความตายดีที่เนื้อหาในหนังสือที่เคยอ่านช่วยให้รอดมาได้อย่างหวุดหวิด
หากผมได้รับความรู้ที่ชัดเจนจากคนอื่นซึ่งไม่ใช่แค่เนื้อหาในหนังสือหากอำนาจการควบคุมสิ่งรอบด้านของผมเพิ่มพูนด้วยละก็ไม่แน่ว่าสถานการณ์อาจดีกว่าตอนนี้มาก
จะให้เกิดเื่ซ้ำรอยเดิมอีกไม่ได้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย
และเพื่อสิ่งที่หวังผมจำเป็ต้องใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับให้มากที่สุด
“กระหม่อมอยากฟังคำอธิบายพ่ะย่ะค่ะทั้งหมดเลย”
“ข้าจะอธิบายให้ฟังทั้งหมด”
เธอหยิบแก้วออกจากมือของผมอย่างนุ่มนวลก่อนรินน้ำแล้วส่งคืนให้ใหม่
จากนั้นก็เติมน้ำในแก้วตัวเองเช่นกัน
“เด็กพวกนั้นเป็ใครกันแน่พ่ะย่ะค่ะตอนนี้เป็ยังไงบ้างแล้ว”
“ถ้าหมายถึงพี่น้องชิงกีกับเปเตอร์ละก็พวกเขาคือนักบวชกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์เป็เด็กที่ถูกส่งมาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เพื่อลอบสังหารเ้า”
แม้จะเป็ไปตามคาดแต่ก็ช่างอำมหิตนัก เด็กพวกนั้นยังอายุน้อยเกินกว่าจะทำเื่พรรค์นี้
“เื่นั้นเป็ไปได้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะได้ยินมาว่าพวกเขาเป็ผู้ช่วยส่วนพระองค์ที่ต้องผ่านการตรวจสอบเข้มงวดก่อนจึงจะได้เข้าวัง”
“นั่นสินะแต่การตรวจสอบก็ทำดีที่สุดแล้ว”
เธอจิบน้ำสีหน้าเศร้าโศก
“ตระกูลบารอนเวร็องเป็ครอบครัวชนชั้นสูงทางใต้สุดของจักรวรรดิที่มีฐานะขัดสนแต่พวกเขามีจิตศรัทธาแรงกล้า ทันทีที่ข่าวเื่เ้าจะมายังจักรวรรดิแพร่ออกไปคู่สามีภรรยาบารอนก็ตัดสินใจส่งบุตรมาดูแลเ้า บุตรคนแรกทำหน้าที่รักษาการเ้าตระกูลแล้วดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจส่งบุตรคนที่สองและสามซึ่งเป็ฝาแฝดมาเข้าร่วมการคัดเลือกเป็ผู้ช่วยส่วนพระองค์ได้ยินว่าทั้งบุพการีและบุตรต่างมีความสุขนัก”
‘หม่อมฉันเคยไปเยี่ยมตระกูลบารอนเวร็องเมื่อตอนยังเด็กน่ะเพคะคู่สามีภรรยาเวร็องใจดีมากเลยเพคะ’
คำพูดที่เดมเอลีซาเบ็ตเคยกล่าวพลันผุดขึ้นมา
“เด็กสองคนที่ผ่านการคัดเลือกทางเอกสารได้ขึ้นรถม้ามาสอบสัมภาษณ์ค่าใช้จ่ายเพื่อผ่านประตูมิติราคาแพงเกินไป พวกเขามีเงินไม่พอจึงจำต้องโดยสารรถม้าขณะเดินทางผ่านป่าอันตรายทางใต้ เด็กทั้งสองพร้อมสารถีถูกโจรป่าฆ่าตายกลางพงไพร”
ต่อให้ไม่ฟังต่อผมก็คาดเดาเื่ราวอันน่าเวทนาถัดจากนั้นได้
“โจรเ่าั้สวมรอยเป็พี่น้องฝาแฝดเวร็องสินะพ่ะย่ะค่ะ”
สมเด็จพระคาร์ดินัลผงกศีรษะ
[1]อีเธอร์ ในที่นี้จัดเป็พลังวิเศษนักบวชจะใช้งานในรูปแบบพลังแสงสีทอง นับเป็อีเธอร์บริสุทธิ์