วันหนึ่งเล่าปี่ จึงชวนกวนอูเตียวหุยไปเที่ยวชมบ้านเมืองจะให้หายรำคาญใจ พอพบ เตียวกิ๋น ซึ่งเป็ขุนนางอยู่ในพระเ้าเลนเต้ขี่เกวียนมาเล่าปี่มีความยินดียกมือขึ้นคำนับแล้วบอกว่า “ข้าพเ้านี้มีความชอบได้ช่วยจูฮีทำการปราบโจรหาผู้ใดจะทูลเสนอความชอบให้ไม่”
เตียวกิ๋น ได้ฟังดังนั้นก็ใจึงพาเล่าปี่เข้าไปเฝ้าแล้วทูลพระเ้าเลนเต้ว่า “เกิดโจรโพกผ้าเหลืองขึ้นทั้งนี้เพราะเหตุด้วยพระองค์เชื่อฟังขันทีสิบคนขันทีสิบคนนั้นตัดสินเนื้อความอาณาประชาราษฎรกลับจริงเป็เท็จ เท็จเป็จริงขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยซึ่งเป็ยุติธรรมนั้นให้ถอดเสียเอาสินบนผู้หาสัตย์ไม่เอามาตั้งเป็ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย บ้านเมืองก็เกิดจลาจลอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนมาคุ้มเท่า บัดนี้ข้าพเ้าคิดว่าจะให้เอาขันทีสิบคนไปตัดศีรษะตระเวนประกาศแก่อาณาประชาราษฎรทั้งปวงให้ทั่วทุกหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่เมืองหลวงใครมีสติปัญญาเป็ยุติธรรม มีความชอบก็ให้ตั้งเป็ขุนนางโดยยศถาศักดิ์ตามสมควรบ้านเมืองก็จะอยู่เย็นเป็สุขสืบไป”
ขันทีสิบคนเฝ้าอยู่ได้ยินจึงกราบทูลพระเ้าเลนเต้ว่า“ เตียวกิ๋นเป็แต่ขุนนางผู้น้อย บังอาจมิได้กลัวพระราชอาญาเข้ามาทูลสั่งสอนพระองค์นั้นไม่ควร” พระเ้าเลนเต้จึงสั่ง บู๋ซู ให้ขับเตียวกิ๋นออกไปเสียจากที่เฝ้าขันทีสิบคนจึงคิดกันว่าเตียวกิ๋นมากราบทูลกล่าวโทษเราทั้งนี้เป็ข้อใหญ่ชะรอยมันไปทำการศึกรบโจรมีความชอบ หาผู้ใดจะทูลความชอบให้ไม่มันจึงโกรธอาจใจเข้ามาทูลเองดังนี้ ครั้นเราจะให้ทำโทษตอบบัดนี้ความนินทาก็จะมีแก่เรา อย่าเลยเราจะนิ่งไว้ก่อน ต่อนานไปจึงคิดอ่านฆ่าเสียก็จะไม่พ้นมือเรา
พระเ้าเลนเต้จึงทรงพระดำริว่าเล่าปี่ก็มีความชอบอยู่จึงสั่งให้เสนาบดีปูนบำเหน็จเล่าปี่ เสนาบดีปรึกษาให้เล่าปี่เป็ผู้รักษาเมืองอันห้อก้วนเล่าปี่จึงให้ทหารซึ่งมาด้วยนั้นกลับไปที่อยู่ จัดเอาแต่คนสนิทประมาณยี่สิบคนไว้แล้วพากวนอู เตียวหุยกับคนยี่สิบคนนั้นไปอยู่ ณ เมืองอันห้อก้วนได้ประมาณเดือนเศษเล่าปี่เกลี่ยไกล่อาณาประชาราษฎรซึ่งวิวาทมีคดีแก่กันนั้น มากให้น้อยลงน้อยนั้นให้หายเสียราษฎรทั้งปวงได้ความสุข ยกมือไหว้สรรเสริญเล่าปี่เป็อันมาก แล้วกวนอูเตียวหุยนั้นมีใจภักดีต่อเล่าปี่เป็อันมาก เวลาเล่าปี่ออกว่าราชการ กวนอูเตียวหุยมิได้ขาดหน้า อุตส่าห์พิทักษ์รักษากัน
ครั้นอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง มีหนังสือรับสั่งให้ต๊กอิ้วถือมาถึงเล่าปี่ว่าถ้าเป็ไพร่ได้เลื่อนที่เป็ขุนนางหัวเมืองขึ้นแล้วจะเรียกเอาส่วย เล่าปี่รู้ข่าวก็ออกไปรับถึงนอกเมืองเล่าปี่คำนับหนังสือรับสั่งตามธรรมเนียมแล้วถามข้อราชการแก่ต๊กอิ้วต๊กอิ้วมิได้เกรงเล่าปี่ บอกข้อราชการแล้วเอาแส้ม้าชี้หน้าเล่าปี่ กวนอูเตียวหุยเห็นดังนั้นก็โกรธ แต่มิได้ว่าประการใดแล้วเล่าปี่เชิญต๊กอิ้วเข้าไปในเมืองจัดแจงที่ให้อยู่ตามธรรมเนียมแลต๊กอิ้วนั่งอยู่บนที่สูงเล่าปี่นั้นยืนอยู่ตามตำแหน่ง
ต๊กอิ้วจึงถามเล่าปี่ว่า”ตัวมีความชอบสิ่งใดจึงได้เป็ผู้รักษาเมือง”เล่าปี่ตอบว่า “ข้าเป็เชื้อพระเ้าฮั่นโกโจอยู่แต่ว่าบุญน้อยจึงได้เป็ผู้น้อยอยู่ ณ เมืองตุ้นก้วน ครั้งโจรโพกผ้าเหลืองเป็ขบถนั้นข้าก็ได้อาสาแผ่นดินออกรบโจรถึงสามสิบสี่สามสิบห้าครั้ง มีความชอบหน่อยหนึ่งจึงโปรดให้มารักษาเมืองนี้”
ต๊กอิ้วได้ยินดังนั้นตวาดเพิดให้เล่าปี่แล้วว่า“เอ็งนี้ทะนงศักดิ์อ้างอวดว่าเป็เชื้อพระวงศ์ข้อว่าได้ไปรบโจรถึงสามสิบสี่สามสิบห้าครั้งนั้นเราพิเคราะห์ดูรูปร่างเช่นนี้ไม่เห็นสมทำการศึกอย่าพูดโกหก เราหาเชื่อตัวท่านไม่ซึ่งว่าเป็ผู้รักษาเมืองก็ดีแล้วบัดนี้มีรับสั่งให้เราลงมาเรียกเอาส่วยแก่ขุนหมื่นที่เป็ขึ้นใหม่”
เล่าปี่รับคำแล้วมิได้ตอบคำประการใดก็ลาไปที่อยู่เล่าปี่จึงหาปลัดมาปรึกษาว่า “ต๊กอิ้วถือรับสั่งมาว่าดังนี้เราจะทำประการใด”ปลัดจึงว่า”ต๊กอิ้วทำสง่าทั้งนี้ปรารถนาจะเอาสินบนเป็ประโยชน์แก่ตัว”
เล่าปี่จึงว่า “ั้แ่เรามาอยู่เมืองนี้จะได้ค่าธรรมเนียมแลเบียดเบียนด้ายเส้นหนึ่งเข็มเล่มหนึ่งแก่อาณาประชาราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนหามิได้จะเอาสิ่งใดมาให้สินบนแก่ต๊กอิ้วนั้นก็ขัดสนอยู่แล้ว”
ครั้นรุ่งขึ้นต๊กอิ้วจึงเอาตัวปลัดลอบมาขู่เข็ญโบยตีจะให้ปลัดนั้นว่าเล่าปี่ฉ้อราษฎรปลัดจะได้ว่าตามคำต๊กอิ้วหามิได้ เล่าปี่รู้ก็มาจะเข้าไปหาต๊กอิ้วนายประตูห้ามมิให้เข้าไปเล่าปี่ก็กลับมาที่อยู่
ฝ่ายเตียวหุยเสพสุราแล้วขี่ม้าจะไปเที่ยวเล่นครั้นมาถึงตรงประตูที่อยู่ต๊กอิ้ว เห็นคนแก่ยืนร้องไห้อยู่ประมาณห้าสิบหกสิบคนเตียวหุยจึงถามว่ามาร้องไห้อยู่นี่ด้วยเหตุอันใด คนทั้งปวงจึงบอกว่า”ต๊กอิ้วให้เอาปลัดมาโบยตีให้ซัดว่าเล่าปี่ฉ้อราษฎร ครั้นข้าพเ้าชวนกันจะเข้าไปขอโทษนายประตูมิให้เข้าไปแล้วซ้ำตีข้าพเ้าอีกเล่า ข้าพเ้าได้ความเจ็บอายจึงร้องไห้อยู่ฉะนี้”
เตียวหุยได้ยินดังนั้นก็โกรธโจนลงจากหลังม้าวิ่งเข้าไปถึงประตูนายประตูห้ามก็มิฟัง ครั้นเตียวหุยเข้าไปในประตูเห็นปลัดต้องมัดมือมัดเท้าอยู่ต๊กอิ้วนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้เตียวหุยตวาดแล้วร้องว่า “อ้ายขี้ฉ้อใหญ่มึงรู้จักกูหรือไม่”ต๊กอิ้วใเงยขึ้นเห็นเตียวหุย ยังมิทันจะตอบประการใดเตียวหุยเข้าจับจิกผมกระชากต๊กอิ้วตกลงจากเก้าอี้ แล้วเอาผมกระหมวดมือลากออกมาถึงศาลากลางจึงเอาผมต๊กอิ้วผูกกับหลักม้า แล้วหักเอากิ่งสนมาตี ต๊กอิ้วเ็ปเป็สาหัส
ฝ่ายเล่าปี่กลับเข้ามานั่งทุกข์อยู่พอได้ยินเสียงต๊กอิ้วร้องอื้ออึงขึ้น จึงถามทนายว่า”เสียงอันใดอึงอยู่นั้น”ทนายบอกว่า”เสียงเตียวจงกุ๋นน้องท่านเอาผู้ใดมาตีนั้นไม่แจ้ง”เล่าปี่กริ่งใจเดินออกไปเห็นเตียวหุยเอาต๊กอิ้วมาผูกตีอยู่เล่าปี่ใจึงวิ่งเข้าไปถามเตียวหุยว่า” เอาท่านข้าหลวงมาตีด้วยเหตุใด”เตียวหุยจึงบอกว่า”อ้ายนี่มันขี้ฉ้อใหญ่ แล้วเป็คนหยาบช้าไว้มันมิได้ชอบตีเสียให้ตาย”
ต๊กอิ้วเห็นเล่าปี่มาจึงร้องว่า “เล่าปี่เอ๋ยช่วยชีวิตข้าพเ้าด้วย”เล่าปี่ได้ยินดังนั้นมีใจเมตตาสัตว์หาความพยาบาทมิได้ จึงห้ามเตียวหุยเตียวหุยก็หยุดมือลง พอกวนอูเดินออกมาจึงว่าแก่เล่าปี่ว่า “เราทำความชอบอาสาแผ่นดินมาเป็หลายครั้งก็ได้เป็แต่เพียงนี้แต่ต๊กอิ้วถือรับสั่งมาแล้วว่าหยาบช้าดูิ่นอกรับสั่งให้ได้อัปยศดังนี้อันเราพี่น้องสามคนอุปมาประดุจหงส์ ซึ่งจะอาศัยในป่านี้ไม่สมควรเราจะฆ่าต๊กอิ้วเสียแล้วชวนกันไปอยู่บ้านเมืองที่อาศัยแห่งเราดีกว่าภายหลังจึงจะค่อยคิดการใหญ่สืบไป”
เล่าปี่ได้ยินกวนอูว่าดังนั้นเห็นชอบด้วยจึงกลับเข้าไปเอาตราสำหรับที่มาผูกคอต๊กอิ้วไว้แล้วจึงว่า “ตัวเอ็งเป็ข้าหลวงมาทำขี้ฉ้อดังนี้ควรแต่เราจะตัดศีรษะเสียนี่เราให้ชีวิตตัวไว้ บัดนี้เราไม่พอใจอยู่ทำราชการแล้วเอ็งจงเอาตรานี้กลับไปเมืองด้วยเถิด เราก็จะไปบ้านเมืองที่อาศัยแห่งเรา”แล้วเล่าปี่ก็พากวนอู เตียวหุยกับพรรคพวกยี่สิบคนนั้นออกจากเมืองอันห้อก้วน
ฝ่ายต๊กอิ้วจึงเอาตราสำหรับที่เล่าปี่พาพรรคพวกมาถึงเมืองเต๊งจิ๋วแล้วเอาเนื้อความทั้งปวงบอกแก่เ้าเมืองเต๊งจิ๋วเ้าเมืองเต๊งจิ๋วจึงให้มีหนังสือไปทุกหัวเมือง ให้จับเล่าปี่ กวนอูเตียวหุยสามคนผู้กระทำผิดส่งเข้ามา
ฝ่ายเล่าปี่ครั้นมาถึงกลางทางได้ยินกิตติศัพท์ซึ่งเ้าเมืองเต๊งจิ๋วให้มีหนังสือมาให้จับตัวส่งนั้นครั้นจะไปให้ถึงเมืองตุ้นก้วนเห็นจะไม่ทันทีเล่าปี่รู้ว่าเล่าเก๊งซึ่งเป็เ้าเมืองไต้จิ๋วนั้นเป็แซ่เดียวกันจึงคิดว่าอย่าเลยจะเข้าไปอาศัยเล่าเก๊งเห็นจะพ้นภัย คิดแล้วก็พากวนอูเตียวหุยกับพรรคพวกเข้าไปหาเล่าเก๊ง ณ เมืองไต้จิ๋ว แล้วบอกเนื้อความแต่หลังให้ฟังเล่าเก๊งนั้นแจ้งในหนังสือเ้าเมืองเต๊งจิ๋วซึ่งให้มาครั้นแจ้งคำซึ่งเล่าปี่มาบอกดังนั้นก็คิดสงสารว่าเป็แซ่เดียวกันแล้วเป็เชื้อพระวงศ์อยู่ เล่าเก๊งจึงเอาเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยเปลี่ยนชื่อเสียซ่อนไว้ในบ้าน
ฝ่ายขันทีสิบคนนั้นพระเ้าเลนเต้โปรดปรานนักจะว่ากล่าวสิ่งใดก็สิทธิ์ขาด แลเตียวต๋ง เตียวเหยียงขันทีสองนายนั้นจึงใช้ทนายสองคนไปว่ากล่าวแก่ขุนนางแลทหารทั้งปวงซึ่งได้ไปรบโจรโพกผ้าเหลืองนั้นว่า“ถ้าผู้ใดมีทรัพย์ข้าวของเงินทองเอาไปให้แก่ขันทีนายเราแล้วนายเราจะช่วยทูลเสนอความชอบให้ ถ้าใครมิได้ให้นายเราจะทูลให้ถอดเสียจากที่ขุนนาง”
ฝ่ายห้องหูโก๋แลจูฮีซึ่งเป็ทหารผู้ใหญ่นั้นมิได้ทำตามคำทนายทั้งสองว่านั้นเตียวต๋ง เตียวเหยียงจึงกราบทูลยุยงพระเ้าเลนเต้ให้ถอดห้องหูโก๋ จูฮี ออกเสียจากที่ขุนนาง พระเ้าเลนเต้ก็ทำตามแล้วตั้งให้เตียวต๋ง เตียวเหยียงเป็ที่แทนห้องหูโก๋แลขันทีแปดคนก็เลื่อนขึ้นไปเป็ขุนนางผู้ใหญ่สิ้นราชการนั้นก็ฟั่นเฟือนไปราษฎรทั้งปวงได้ความเดือดร้อน
ฝ่ายคูเสงเป็พวกโจรโพกผ้าเหลือง หนีมาอยู่ ณเมืองเตียงสา เกลี้ยกล่อมชักชวนพวกเพื่อนปล้นตีอาณาประชาราษฎรทั้งปวงเป็หลายตำบลหาผู้ใดจะต้านต่อจับกุมมิได้ แลเตียวกี เตียวซุ่นอยู่ ณเมืองยีหยงเกลี้ยกล่อมผู้คนได้เป็อันมากคิดขบถ เตียวกีนั้นตั้งตัวเป็เ้าเตียวซุ่นเป็เสนาบดีผู้ใหญ่ทำการหยาบช้าต่าง ๆแลหัวเมืองทั้งปวงรู้จึงบอกหนังสือขึ้นไปถึงเมืองหลวงเป็หลายครั้งขันทีสิบคนปิดเสียมิได้เอาเนื้อความกราบทูล
ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพระเ้าเลนเต้เสด็จไปประพาสสวนดอกไม้จึงเสวยชัยบานอยู่ แลขันทีสิบคนก็กินสุราอยู่หน้าที่นั่ง แลเล่าโต๋พระพี่เลี้ยงพระเ้าเลนเต้นั้นรู้ว่าพวกโจรเป็ขบถขึ้นอีก พระเ้าเลนเต้มิได้ทราบ เล่าโต๋ใจึงตามเสด็จเข้าไปในสวนพระเ้าเลนเต้เห็นจึงตรัสถามว่าเล่าโต๋ทำหน้าตื่นใเข้ามาว่าไรเล่าโต๋จึงกราบทูลว่า “พระองค์ไม่แจ้งหรือบัดนี้หัวเมืองทั้งปวงเกิดจลาจลขึ้นอีกบ้านเมืองจะเป็อันตรายอยู่แล้วพระองค์ยังมาเสวยสุราอยู่อีกเล่า”
พระเ้าเลนเต้จึงตรัสว่า”หัวเมืองทั้งปวงเกิดจลาจลเราใช้ให้ทหารไปปราบสงบแล้วเป็ไฉนมาซ้ำว่าดังนี้เล่า” เล่าโต๋จึงกราบทูลว่า “หัวเมืองทั้งปวงซึ่งเกิดจลาจลครั้งนี้เพราะเหตุขันทีสิบคนว่าราชการตัดสินคดีราษฎรมิได้เป็ยุติธรรม ข้าพเ้าแจ้งเนื้อความแล้วครั้นจะมิกราบทูลก็เหมือนหนึ่งหามีกตัญญูต่อพระองค์ไม่”
แลขันทีสิบคนได้ยินเล่าโต๋ทูลก็ใเข้าไปหน้าที่นั่งทำอุบายถอดหมวกแล้วร้องไห้ ทูลว่า”ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงเห็นว่าพระองค์โปรดเลี้ยงข้าพเ้าข้าพเ้าก็ทำราชการโดยสุจริต ขุนนางทั้งปวงกับเล่าโต๋มีใจริษยาข้าพเ้าซึ่งข้าพเ้าจะทำราชการสืบไปนั้นเห็นจะไม่รอดชีวิตข้าพเ้าทั้งสิบคนนี้จะขอออกจากที่เอาแต่ชีวิตรอดไว้แลทรัพย์สินสิ่งของข้าพเ้าทั้งปวงนั้นขอถวายพระองค์ให้พระราชทานทแกล้วทหารซึ่งทำราชการแต่ตัวข้าพเ้าทั้งนี้จะขอกราบถวายบังคมลาไปทำไร่ไถนาเลี้ยงชีวิต”