เมื่อโจวลั่วกลับถึงเรือนพักก็พบกับหลินชิงหานที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการบำเพ็ญเพียรพอดี
“เ้าเป็อะไรไป?” หลินชิงหานเพียงปรายตามองก็รู้ทันทีว่าโจวลั่วได้รับาเ็ สีหน้าของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อยขณะรีบก้าวเข้ามาถาม
“ไม่เป็ไร” โจวลั่วส่ายหน้า ไม่คิดจะเอ่ยถึงเื่ที่เกิดขึ้น
“ยังจะบอกว่าไม่เป็ไรอีก พลังภายในของเ้าปั่นป่วน หากไม่รีบรักษาจะกลายเป็อาการาเ็เรื้อรังได้” หลินชิงหานกล่าวพลางยื่นมือไปจับข้อมือของโจวลั่วทันที ก่อนจะส่งพลังปราณอันบริสุทธิ์สายหนึ่งเข้าไป
แสงปราณจาง ๆ วาบขึ้นพร้อมกับความรู้สึกนุ่มนวลที่ไหลเวียนไปทั่วร่าง โจวลั่วรู้สึกได้ชัดเจนว่าความเ็ปที่หน้าอกทุเลาลงไปมาก
ทว่าหลินชิงหานกลับขมวดคิ้ว “พลังปราณช่างดุดันนัก ใครกันที่บังอาจลงมือกับเ้า? หรือเขาไม่รู้ว่าเ้าเป็คนของข้า?”
เมื่อนึกถึงว่ามีคนในตระกูลหลินกล้าลงมือกับคนของนางอย่างเปิดเผยเช่นนี้ หลินชิงหานก็รู้สึกเหมือนถูกท้าทาย น้ำเสียงของนางจึงเริ่มแฝงไปด้วยความโกรธเคือง อีกทั้งนางยังััได้ว่าระดับพลังของผู้ที่ลงมือต้องสูงกว่านางแน่นอน
พลังปราณของนางทำได้เพียงระงับอาการไว้ชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทันที จำเป็ต้องค่อย ๆ ปรับสมดุลในภายหลัง
เมื่อเผชิญกับคำถาม โจวลั่วพลันนึกถึงคำพูดของสวี่ฉางเซิงขึ้นมา จริงสิ! เขาไม่ใช่เขยแต่งเข้าตระกูลแบบจางต้าเปิ่นเสียหน่อย เขายังมีที่พึ่งอยู่นี่นา ในยุคสมัยนี้การพึ่งพาสตรีก็นับเป็ความสามารถอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ? โจวลั่วที่เดิมทีตั้งใจจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงเปลี่ยนใจเล่ารายละเอียดของเื่ราวทั้งหมดให้นางฟัง
ทว่าหลังจากฟังจบ ใบหน้าที่งดงามของหลินชิงหานกลับปรากฏร่องรอยแห่งความตระหนกใออกมา “เ้าบอกว่าอีกฝ่ายคือคุณหนูสามอย่างนั้นหรือ?”
น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ในตระกูลหลินมีคุณหนูสามเพียงคนเดียว นั่นคือหลินซิน ผู้ถือกำเนิดจากสายหลัก นอกจากเหล่าคุณหนูจากสายหลักที่จะถูกเรียกขานตามลำดับอายุเช่นนี้แล้ว คนจากสายรองอื่น ๆ จะถูกเรียกว่าคุณหนูหรือคุณชายตามปกติเท่านั้น
ต่างจากสายรองอย่างหลินชิงหาน สตรีจากสายหลักไม่ต้องยอมเสียสละตนเองเพื่อการสืบทอดทายาท พวกนางไม่เพียงแต่สามารถเลือกสามีได้เอง แต่ยังมีสิทธิ์ได้รับเลือกให้เข้าสู่สำนักเซียนเพื่อบำเพ็ญเพียรอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็ความแข็งแกร่งหรือฐานะทางสังคมล้วนเหนือกว่าหลินชิงหานอย่างเทียบไม่ติด
ด้วยเหตุนี้หลินชิงหานจึงอดกังวลไม่ได้เพราะเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้แก่สายหลัก ส่วนเื่ที่คิดจะออกหน้าแทนโจวลั่วในตอนแรกนั้น ย่อมเป็ไปไม่ได้อีกต่อไป โชคดีที่ตามคำบอกเล่าของโจวลั่ว อีกฝ่ายไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามอะไรต่อ สิ่งนี้จึงทำให้หลินชิงหานถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“จากนี้ไปเ้าต้องระวังตัวให้มาก” หลินชิงหานกล่าวอย่างจริงจัง
“ข้าเข้าใจแล้ว” โจวลั่วพยักหน้า เขาตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปหากไม่มีเื่จำเป็จริง ๆ เขาจะไม่ก้าวเท้าออกจากเรือนหลังนี้อีกเลย ใครจะไปรู้ว่าออกไปแล้วจะเจอคนบ้าที่ไหนอีก ไม่อย่างนั้นอาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ สู้ตั้งใจเก็บตัวสร้างทายาทอยู่ในห้องยังจะดีเสียกว่า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินชิงหานก็มีแววตาแห่งความรู้สึกผิดพาดผ่าน “เื่นี้ทำให้เ้าต้องลำบากแล้ว”
“ไม่เป็ไร ข้าก็เป็เพียงเขยแต่งเข้าตระกูลคนหนึ่ง ไม่คุ้มที่จะไปมีเื่ขัดแย้งกับสายหลักเพราะข้าหรอก” โจวลั่วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
มีคำกล่าวหนึ่งว่าไว้ 'ชีวิตคนเรามีขึ้นมีลง ไม่มีใครตกอับหรือมั่งคั่งได้ตลอดไป' อย่าได้ดูแคลนยามเยาว์เข็ญใจ! ในเมื่อมีระบบอยู่กับตัว วันหนึ่งเขาจะต้องหลุดพ้นจากฐานะมดปลวกในตอนนี้ให้ได้
ส่วนตอนนี้... โจวลั่วจ้องมองหลินชิงหานที่อยู่ข้างกายด้วยสายตาเป็ประกาย มือขวาของเขาเอื้อมไปกุมเรียวแขนขาวนวลนั้นไว้แล้วค่อย ๆ ลูบไล้ขึ้นไป้า
ร่างกายของหลินชิงหานสั่นสะท้านเล็กน้อย ดูเหมือนนางจะนึกอะไรบางอย่างออก ใบหูพลันแดงระเรื่อขึ้นมาทันที
“ชิงหาน พวกเราไปที่ห้องกันเถอะ” โจวลั่วมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน น้ำเสียงทุ้มลึกนั้นนุ่มนวลราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ
หลินชิงหานเม้มปากพลางค้อนขวับ “เ้าาเ็อยู่แท้ ๆ ยังจะทำตัวไม่รู้จักกาลเทศะอีก”
“ก็เพราะาเ็น่ะสิ ถึงได้้าการปลอบโยน” โจวลั่วกล่าวหยอกเย้า
“ฟ้ายังไม่มืดเลย ข้าไม่เอาด้วยหรอก...” หลินชิงหานก้มหน้าลง กระซิบเสียงเบาราวกับเสียงยุง
ทว่าโจวลั่วกลับลงมือทันที เขาอุ้มร่างอันอ่อนนุ่มของนางขึ้นมาในอ้อมแขน “อย่างนั้นหรือ?”
โจวลั่วยกยิ้มที่มุมปากแล้วเดินตรงไปยังห้องนอนทันที เขาเข้าใจดีว่าหากหลินชิงหานไม่้าจริง ๆ ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร นางจะปล่อยให้เขาอุ้มขึ้นมาได้ง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร? หลินชิงหานก้มหน้าเงียบงัน เื่ระหว่างชายหญิงเมื่อได้ลิ้มลองเพียงครั้งเดียวก็ราวกับได้เปิดประตูสู่โลกใหม่ที่ยากจะถอนตัว
แม้จะเป็ครั้งแรก ๆ แต่ร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรย่อมทนทานต่อพายุฝนได้มากกว่าคนทั่วไปเสมอ
...
เมฆฝนสงบลง
โจวลั่วทุ่มเทแรงกายเพื่อสร้างทายาทอีกครั้ง เขาพลิกตัวเล็กน้อย สายตาเหลือบมองคนข้างกาย หลินชิงหานนอนอยู่อย่างสงบบนเตียง ใบหน้าของนางผุดผ่องละเอียดราวกับหยกขาว เส้นผมสีดำสนิทสยายอยู่บนหมอน ดวงตาคู่สวยปิดสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอ ราวกับเ้าหญิงนิทราในเทพนิยาย
โจวลั่วมองจนเคลิบเคลิ้ม มุมปากปรากฏรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ ต้องยอมรับว่าหลินชิงหานคือสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมาในสองชาติภพ ความงามของนางราวกับดอกบัวสีครามที่ดูสูงส่งศักดิ์สิทธิ์และมิอาจล่วงเกิน หากเป็ชาติก่อน... โจวลั่วคงไม่มีวันได้แต่งงานกับผู้หญิงที่งดงามขนาดนี้ ในโลกแห่งผู้บำเพ็ญเพียรที่ถือครองความแข็งแกร่งเป็ใหญ่นั้นช่างโหดร้าย แต่มันก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง... อย่างน้อยก็ได้ภรรยางามถึงเพียงนี้!
คิดไปคิดมา เขาก็เอื้อมมือขวาออกไปลูบไล้ใบหน้าของหลินชิงหานอย่างแ่เบา ก่อนจะก้มลงประทับจูบที่หน้าผากของนางด้วยความทะนุถนอม จากนั้นจึงค่อย ๆ ลุกออกจากเตียงอย่างระมัดระวัง
ไม่ว่าจะเป็เื่การได้รับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร หรือเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญในวันนี้ ล้วนทำให้โจวลั่วหายง่วงเป็ปลิดทิ้ง เขาตัดสินใจเดินไปยังห้องฝึกยุทธ์ที่อยู่ติดกัน ตั้งใจจะลองฝึกบำเพ็ญเพียรตามคำสอนของผู้าุโ
ภายในห้องฝึกยุทธ์ เขานั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งแล้วหยิบเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่ตระกูลหลินจัดหามาให้ ด้วยคำชี้แนะจากผู้าุโก่อนหน้านี้ ทำให้เขาเข้าสู่สภาวะการฝึกตนได้อย่างรวดเร็ว
ก้าวแรกของการบำเพ็ญเพียรคือการััถึงพลังปราณบริสุทธิ์แห่งฟ้าดิน ซึ่งเื่นี้ไม่ใช่เื่ยากสำหรับโจวลั่วผู้มีรากปราณ เมื่อจิตใจว่างเปล่าแจ่มใส เขาก็ััได้ถึงกระแสพลังปราณบริสุทธิ์แห่งฟ้าดินที่ลอยอยู่รอบตัวอย่างรวดเร็ว
ขั้นตอนต่อมาคือการชักปราณเข้าสู่ร่างกาย เมื่อเริ่มเดินเคล็ดวิชา พลังปราณบริสุทธิ์แห่งฟ้าดินก็เริ่มมารวมตัวกันรอบกาย โจวลั่วพยายามชักนำพลังเ่าั้เข้าสู่ร่างกาย ใน่เวลานี้ต้องมีความระมัดระวังและตั้งมั่นอย่างยิ่ง หากวอกแวกแม้เพียงนิดทุกอย่างจะพังทลายทันที
เมื่อกระแสพลังปราณไหลเข้าสู่ร่างกาย มันเริ่มโคจรไปตามเส้นชีพจรทั่วทุกส่วน กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างช้า ๆ บ่อยครั้งที่เมื่อพลังปราณโคจรครบหนึ่งรอบทั่วร่างแล้ว จะเหลือพลังเพียงสายเล็ก ๆ ที่ไหลเข้าสู่จุดตันเถียนในทะเลปราณ
ขณะที่พลังปราณโคจรอยู่นั้น มันยังทำหน้าที่ขัดเกลาร่างกายและขับสิ่งสกปรกออกจากร่าง นี่คือการชำระไขกระดูกผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็น โดยทั่วไปแล้วยิ่งผู้ที่มีคุณภาพรากปราณดีเท่าไหร่ ความเร็วในการดูดซับพลังปราณก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้นเท่านั้น
สำหรับรากปราณระดับเก้าอย่างโจวลั่ว พลังปราณที่ดูดซับเข้าสู่ร่างกายในแต่ละครั้งจึงมีจำกัดอย่างยิ่ง ส่งผลให้พลังปราณที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันเถียนมีเพียงน้อยนิด แต่เขาไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงเขาสามารถสร้างทายาทได้เขาก็ไม่ขาดแคลนเวลา!
ต่อให้แต่ละครั้งจะได้พลังปราณเพียงหยิบมือเดียว แต่หากมีเวลามากพอ วันหนึ่งเขาย่อมบรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้!
เมื่อประสบความสำเร็จในการเก็บกักพลังปราณสายแรกไว้ในจุดตันเถียนได้ โจวลั่วก็รู้สึกฮึกเหิมยิ่งนัก เขาเริ่มทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ดูดซับพลังปราณบริสุทธิ์แห่งฟ้าดินอย่างต่อเนื่อง ชักนำมันเข้าสู่ร่างกายเพื่อขัดเกลาตนเอง การทำเช่นนี้วนไปวนมากลับไม่ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย
น่าเสียดายเพียงแต่ห้องฝึกยุทธ์นี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ มิฉะนั้นความเร็วในการดูดซับพลังปราณคงจะรวดเร็วกว่านี้ ตามกฎของตระกูลหลิน ขอเพียงให้กำเนิดบุตรได้หนึ่งคน ก็จะสามารถเข้าไปบำเพ็ญเพียรในแดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณได้เป็เวลาหนึ่งเดือน... ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาถึงจะมีบุตรสักคน
ขณะที่โจวลั่วกำลังครุ่นคิดอยู่
ติ๊ง!
ทันใดนั้น ในหัวของเขาก็มีเสียงใสแจ้งเตือนขึ้นมา ตามด้วยเสียงระบบที่ดังราวกับเสียงจักรกล
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ด้วยความพยายามอย่างไม่ลดละ ท่านทำให้คู่บำเพ็ญตั้งครรภ์สำเร็จ ได้รับสิทธิ์สุ่มรางวัลหนึ่งครั้ง]