อวี้เซียงสวมรอยทำเป็ใยิ่งกว่าเดิม นางก้มศีรษะลงต่ำอย่างรวดเร็ว พลางยกตะกร้าหวายเล็ก ๆ ในมือขึ้นมา
“ฮูหยินใหญ่โปรดอภัย! บ่าวไม่ได้ตั้งใจมาแอบฟังเลยเ้าค่ะ บ่าวเพียงแต่มาเก็บดอกเหมยไปจัดใส่แจกันในห้องหนังสือของคุณชายเท่านั้น”
แม้จะไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ แต่กิริยาที่ดูร้อนรนของอวี้เซียงก็ทำให้ทั้งถังลี่จูและแม่นมหวังรับรู้ได้ทันที ว่านางได้ยินเื่ที่พวกตนสนทนากันไปแล้ว
ถังฮูหยินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองใบหน้าของสาวใช้อุ่นเตียงผู้นี้อย่างพิจารณา
อวี้เซียงเป็สาวใช้ที่ขุนนางใหญ่ผู้หนึ่งมอบให้เซียวหลิงเจาเมื่อหลายปีก่อนเพื่อให้นางมาเป็บ่าวอุ่นเตียง ทว่าเข้าจวนมาหลายปี เซียวหลิงเจาก็ไม่เคยแตะต้องนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ถึงอย่างนั้นสตรีผู้นี้ก็ไม่เคยปริปากบ่นหรือก่อเื่วุ่นวาย แม้ว่าจะไม่ได้รับใช้ใกล้ชิดเซียวหลิงเจา
“แม่นมหวัง” ถังฮูหยินเอ่ยเบา ๆ “ดูแล้วนางก็กิริยาเรียบร้อยดีมิใช่หรือ? อีกทั้งถูกส่งมาจากจวนเสนาบดี การอบรมสั่งสอนย่อมไม่เลว”
แม่นมหวังพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เ้าค่ะ หากเป็นางก็พอจะไว้ใจได้ อีกอย่าง อวี้เซียงก็อยู่ในจวนสกุลเซียวมานานหลายปี ย่อมรู้จักกฎระเบียบของจวนเป็อย่างดี”
นางหันไปหาอวี้เซียง สีหน้ากลับมาอ่อนโยนลง “อวี้เซียง เ้าได้ยินแล้ว…ว่าพวกเรากำลังคิดจะส่งสาวใช้ที่ไว้ใจได้ไปปรนนิบัติฮูหยินน้อยที่เรือนกูหยวน เ้ามีความคิดเห็นเช่นไร?”
อวี้เซียงสบโอกาสที่้าอยู่แล้ว นางรีบตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี
“ได้ปรนนิบัติฮูหยินน้อยก็นับเป็วาสนาของบ่าวแล้วเ้าค่ะ! บ่าวไร้วาสนาที่จะได้รับใช้คุณชายอย่างใกล้ชิด หากได้รับใช้ฮูหยินน้อยแทน ก็นับว่าได้ทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณจวนสกุลเซียวแล้ว”
คำพูดของนางฟังดูซื่อสัตย์และนอบน้อมอย่างยิ่ง
ถังลี่จูคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ดีมาก เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้”
ทว่า..ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ภายในใจของอวี้เซียงกลับกำลังลิงโลดยิ่งนัก!
‘หึ! กวานซูเหยียน! เมื่อข้าได้เข้าไปในเรือนของเ้าแล้ว…เ้าจะยังสุขสบายอยู่ได้อีกหรือไม่! ข้าจะทำให้เ้าได้รู้ซึ้ง ว่าการเป็ภรรยาเอกที่ถูกทอดทิ้งนั้นมันน่าสมเพชเพียงใด!’ ความคิดร้ายกาจถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าอันอ่อนหวานจนมิดชิด
……….
ด้านนอกกำแพงจวนสกุลเซียว เมืองหลวงแคว้นฉู่ยังคงเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบไม่รู้จบ ข่าวลือที่เริ่มขึ้นพร้อมๆ กันจากทุกตรอกซอกซอย ค่อย ๆ กระจายไปจนเป็คำร่ำลือของคนทั่วทั้งแคว้น
“พวกเ้าได้ยินหรือไม่? ว่าท่านแม่ทัพลุ่มหลงภรรยาจากแคว้นเหลียงซานจนหัวปักหัวปำ!”
“ใช่ ๆ ขนาดเพิ่งแต่งเข้าไปไม่กี่วัน ก็แทบไม่ให้นางห่างกายสักก้าว! ข่าวว่าแม่ทัพเซียวถึงกับสร้างเรือนให้นางใหม่ ไม่ยอมให้ผู้ใดพบหน้านางด้วยความหึงหวงเลยทีเดียวนะ!”
“โถ…แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ไม่นึกเลยว่าจะยอมอ่อนลงต่อสตรีต่างแคว้น ข้าละเสียใจแทนบรรพบุรุษสกุลเซียวจริงๆ”
ถ้อยคำเ่าั้ทรงพลังยิ่งกว่าอาวุธใด เพราะมันบาดลึกลงไปในหัวใจของเซียวหลิงเจาทุกครั้งที่ได้ยิน
วันนั้น เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง เสียงคุยเบา ๆ ก็เงียบหายไปทันที แต่สายตาของผู้คนที่ทอดมองใส่เขากลับหนักยิ่งกว่าูเา! ทั้งหยามเหยียด ทั้งดูแคลน ทั้งจับผิด ราวกับ้าเห็นร่องรอยของการทรยศอยู่บนใบหน้าเขา
ภาพของท่านปู่ แม่ทัพผู้สร้างชื่อให้แผ่นดินฉู่
ภาพของบิดาที่สละชีวิตในแดนข้าศึก
ภาพของคนสกุลเซียวที่ล้มตายเพื่อปกป้องแผ่นดินนี้ รวมทั้งตนเองเมื่อครั้งที่นำชัยชนะกลับมายังแคว้น ผุดขึ้นมาราวกับจะถามเขาว่าสิ่งที่คนสกุลเซียวสร้างมามีค่าเพียงเท่านี้หรือ?
เซียวหลิงเจากัดฟันแน่น ลมหายใจหนักหน่วงขึ้นทุกขณะ
ทั้งที่รู้ดีว่าสมรสพระราชทานครั้งนี้จะทำให้ศักดิ์ศรีของตนลดถอยลงไป แต่เขาเคยคิดว่าความดีที่คนสกุลเซียวหลายรุ่นสั่งสมมาจะไม่ทำให้จิตใจผู้คนสั่นคลอน
บัดนี้กลับรู้ซึ้ง ความคิดนั้นช่างไร้เดียงสานัก!
ฮ่องเต้พระราชทานฮูหยินต่างแคว้นให้ และยังอ้างว่าทำเพื่อความสงบของแผ่นดิน ทว่าเมื่อเกิดผลเสีย ทุกอย่างกลับตกลงบนหัวของเขาผู้เดียว!
การประชุมในท้องพระโรงดำเนินไปอย่างไร้เื่ให้เขามีส่วนเกี่ยวข้อง ราวกับมีใครตั้งใจปิดปากเขาไม่ให้เอ่ยความเห็นแม้เพียงครึ่งคำ
ทุกวันเป็เช่นนี้
ทุกสายตาในท้องพระโรงเป็เช่นนี้ และเสียงจากผู้คนในเมืองหลวงก็เป็เช่นนี้ไม่ต่างกัน!
ภายนอกกำแพงวัง เสียงซุบซิบจากประชาชนตามตลาดและตรอกซอกซอยราวกับลมพัดพาความดูแคลนมาสู่เขาทุกย่างก้าว แม้แต่บ่าวในจวนที่ออกไปซื้อของยังถูกเมียงมองด้วยความระแวดระวัง
ข้ารับใช้สกุลเซียวต้องก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสู้สายตาผู้คน แต่เช่นเดียวกับทุกคนในเมือง ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาพูดต่อหน้าเซียวหลิงเจาโดยตรง
เพราะแม้จะมีข่าวลือว่าเขาลุ่มหลงภรรยา แต่คนแคว้นฉู่ยังไม่ลืมว่าเขาคือแม่ทัพผู้ฆ่าศัตรูนับไม่ถ้วนในสนามรบ และความเกรี้ยวกราดของเขานั้นเคยทำให้ทหารทั้งกองทัพศัตรูแตกกระเจิง
ผู้คนจึงเลือกเอาแต่ซุบซิบลับหลัง แต่อารมณ์ของเสียงเ่าั้…ยังคงแทงทะลุหัวใจเขาอยู่ดี
…
ผ่านไปหลายวันภายในจวนสกุลเซียว
หยางเหวิน องครักษ์คู่ใจเดินเข้ามาในห้องหนังสืออย่างเงียบงัน ก่อนเงยหน้ารายงานเสียงต่ำ
“ท่านแม่ทัพ…ข่าวลือภายนอกยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ พวกพ่อค้าในตลาดเริ่มพูดกันโต้ง ๆ แล้วว่าท่านอาจก่อฏ หรือไม่ก็คิดจะเทใจไปฝั่งเหลียงซานตามฮูหยินน้อยขอรับ”
เสียงของกำปั้นที่ทุบลงบนโต๊ะดังขึ้นทันทีก่อนคำตอบ
“น่าตายยิ่งนัก!” เซียวหลิงเจากัดฟันกรอด ความโกรธพวยพุ่งขึ้นจนเส้นเืบนขมับเต้นตุบ ๆ
“สิ่งที่ข้าทำในสนามรบไม่เคยถูกพูดถึง มีแต่เื่ไร้สาระเหล่านี้เท่านั้นที่ผู้คนจดจำ!”
หยางเหวินคล้ายลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนกัดฟันพูดสิ่งที่อยู่ในใจ
“หากจะให้ข่าวลือเงียบลง… ก็มีวิธีเดียวขอรับ” ดวงตาของเขาเย็นเยียบ “ฆ่านางทิ้งเสีย เื่นี้ก็จบ”
เสียงกระแทกโต๊ะดังแรงจนแผ่นไม้แทบแตกเป็เสี่ยง เซียวหลิงเจาลุกพรวดขึ้นด้วยอารมณ์เดือดดาล
“เ้าคิดว่าข้าไม่อยากทำงั้นรึ! ทุกอย่างเริ่มเพราะนาง และฮ่องเต้ก็หวังให้เป็เช่นนั้น ข้าจึงทำไม่ได้อย่างไรเล่า!”
หยางเหวินรีบก้มหน้าลง แต่ในใจเขายังคิดว่าถ้าตัดต้นเหตุทิ้ง ทุกอย่างคงง่ายดายกว่า
ผู้นำทัพฉายแววบึ้งตึงอยู่พักหนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วแน่นราวกับเพิ่งนึกสิ่งหนึ่งขึ้นได้
“พูดถึงเื่นี้…หลายวันแล้ว ข้ากลับไม่เห็นมีข่าวคราวใด ๆ จากเรือนกูหยวนเลย” เขาหรี่ตา “พวกนางทำอะไรอยู่กันแน่?”
หยางเหวินตอบทันที "ฮูหยินน้อยสงบเสงี่ยมดีขอรับ เมื่อวันก่อนก็เพิ่งขอกระดาษไปเขียนบันทึกเพิ่มมิได้โวยวายอันใด แต่ที่ข้าน้อยสงสัยก็คือ…เหตุใดนางจึงยังทนอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่ข้าก็กำชับโรงครัวไม่ให้ส่งอาหารให้นางมาตลอด”
หยางเหวินชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “หรือว่า..”
เซียวหลิงเจาหันขวับ “หรือว่าอะไร?”
“ข้าน้อยกำลังคิดว่านางคงสังหารสาวใช้ตนเองแล้วเอาเนื้อมาทำเป็อาหารเป็แน่! มิเช่นนั้นจะทนหิวอยู่ได้อย่างไรตั้งครึ่งค่อนเดือน!”
หยางเหวินพูดจบ เซียวหลิงเจาก็คิ้วกระตุกขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
คำกล่าวหาที่ชวนสยดสยองนั้น…เขาเกือบเชื่อ เพราะเขารู้ดีถึงความป่าเถื่อนของชาวเหลียงซาน รู้ดีว่าพวกนั้นเคยทำสิ่งใดมาในา รู้ดีว่าความอยากมีชีวิตรอดผลักคนให้ทำเื่เลวร้ายได้ขนาดไหน
แวบหนึ่งในหัวเขาจึงผุดภาพอันไร้เหตุผลขึ้นมา
กวานซูเหยียนกำลังกัดกินเนื้อคนอย่างเืเย็น!!
“น่าตายยิ่งนัก!” เขาสะบัดหน้าแรง ๆ ไล่ความคิดเหลวไหลออกไปทันที
“เ้ามันไร้สาระ!” เขาคำราม “ถึงจะป่าเถื่อนเพียงใด ก็คงไม่ถึงขั้นกินคนกระมัง”
เขาคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็น
“ข้าว่าพวกนางคงหาผักป่ากิน หรือไม่ก็ดักหนู หานกมากินนั่นแหละ ท้ายจวนมีต้นไม้ใหญ่รกชัฏ ไม่มีใครเข้าไปเพ่นพ่าน พวกนางจึงเอาชีวิตรอดได้”
หยางเหวินเบ้ปากเล็กน้อย ไม่เชื่อในทางที่อ่อนโยนขนาดนั้นนัก แต่ก็ไม่กล้าโต้เถียงออกมา
เซียวหลิงเจาเดินไปที่หน้าต่าง มองผ่านกำแพงออกไปยังส่วนท้ายของจวนอันมืดทึบ ก่อนสั่งเสียงเรียบแฝงความเ็า
“พรุ่งนี้ สั่งคนให้ไปโค่นต้นไม้ ถางป่าหลังจวนให้หมด ข้าไม่อยากให้พวกนางมีของป่ากินอีก ดูสิว่าจะเสแสร้งเป็คนดีได้อีกนานแค่ไหน!”