ระหว่างที่รถม้าเคลื่อนตัวไปตามเส้นทางอันเงียบสงบ ล้อไม้บดไปกับพื้นดินเป็จังหวะ ชวนให้บรรยากาศภายในรถม้าเงียบสงบตามไปด้วย เหวินเจาเหยียนนอนพิงผนังรถม้า สีหน้าซีดเซียวจากาแที่ยังคงส่งผลต่อเขา แต่ดวงตาที่หลับไหลแสดงถึงความเหนื่อยล้าสะสมจากการต่อสู้ที่ผ่านมา
หยางลี่เจินนั่งอยู่ข้างๆ เธอเฝ้ามองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ขณะที่มือของเธอคอยปรับเสื้อคลุมให้คลุมร่างเขาอย่างเรียบร้อย แม้จะไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปาก แต่ในใจของเธอเต็มไปด้วยคำถามและความกังวล
เธอถอนหายใจเบาๆ หันไปมองนอกหน้าต่างของรถม้า ทิวทัศน์ของป่าเขาที่เคลื่อนไหวไปพร้อมกับการเดินทางทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความห่างไกลจากยุคสมัยของตัวเอง โลกนี้ที่เต็มไปด้วยอันตรายและความซับซ้อนแตกต่างจากทุกสิ่งที่เธอเคยรู้จัก
“ฉันจะอยู่ที่นี่ไปได้อีกนานแค่ไหนกัน?” เธอพึมพำเบาๆ กับตัวเอง
เสียงฝีเท้าของม้าที่ลากรถม้าสลับกับเสียงลมพัดผ่าน แต่แล้ว ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเบาๆ ของเหวินเจาเหยียน
“เ้าเป็อะไร?” เขาถาม แม้เสียงของเขาจะเบา แต่ก็แฝงไปด้วยความสนใจ
หยางลี่เจินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองเขา
“ฉันแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย คุณตื่นแล้วเหรอ?”
“ข้าหลับไปไม่นาน” เขาตอบเรียบๆ ดวงตาที่เคยหลับไหลเปิดขึ้นมาสบตาเธอ “เ้าเงียบเกินไปจนข้ารู้สึกผิดปกติ”
เธอยิ้มบางๆ “คุณควรหลับต่อ ฉันอยู่ตรงนี้ไม่มีอะไรต้องห่วง”
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “เ้าพูดเหมือนเ้ากำลังดูแลข้า”
“ก็ใช่ คุณลืมไปหรือเปล่าว่าคุณเป็คนาเ็?” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง แต่กลับพูดขึ้นเบาๆ “เ้าคิดว่าการดูแลข้ามันง่ายหรือ?”
หยางลี่เจินหัวเราะเบาๆ “ไม่ง่ายหรอกค่ะ โดยเฉพาะคุณที่ดื้อขนาดนี้”
คำพูดของเธอทำให้มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่าเขาแอบขำกับคำตอบของเธอ
“เ้าดื้อไม่แพ้ข้าเลย” เขาพูดเสียงเบา แต่เต็มไปด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเอ็นดู
หยางลี่เจินยิ้ม เธอมองเขาอีกครั้งก่อนจะหันกลับไปมองวิวด้านนอก แม้โลกนี้จะเต็มไปด้วยสิ่งที่เธอไม่รู้จัก แต่การเดินทางร่วมกับเขาก็ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด
ไม่นานนัก รถม้าก็หยุดลงที่ลานพักแห่งหนึ่งซึ่งลูกน้องของเหวินเจาเหยียนได้เตรียมไว้ ชายคนหนึ่งเดินมาเคาะประตูรถม้า
“นายท่าน เราเตรียมที่พักชั่วคราวไว้แล้วที่นี่”
หยางลี่เจินมองเหวินเจาเหยียนที่พยายามลุกขึ้นจากที่นั่ง แม้เธอจะรู้ว่าเขาพยายามแสดงความเข้มแข็ง แต่าแที่ยังคงรบกวนเขาทำให้เธอต้องรีบเข้าไปช่วย
“ฉันช่วยคุณเองค่ะ” เธอพูดพร้อมจับแขนเขา
“ข้าลุกเองได้” เขาตอบ แต่ไม่ได้ปัดมือเธอออก
“อย่าดื้อค่ะ” เธอตอบกลับ น้ำเสียงแข็งกว่าปกติ
“ตอนนี้คุณ้าพักผ่อน และฉันจะไม่ให้คุณฝืนตัวเอง”
เขามองเธอด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
“เ้าเริ่มสั่งข้ามากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
เธอหัวเราะเบาๆ “ก็ถ้าคุณดื้อขนาดนี้ ฉันก็ต้องทำแบบนี้แหละค่ะ”
ทั้งสองก้าวลงจากรถม้าช้าๆ หยางลี่เจินช่วยประคองเขาไปยังที่พักที่ลูกน้องของเขาเตรียมไว้ ท่ามกลางความสงบของป่าเขา การเดินทางของพวกเขายังคงดำเนินต่อไป แม้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ในใจของหยางลี่เจิน เธอเริ่มรู้สึกว่าการอยู่ในโลกนี้ไม่ได้เลวร้ายเท่าที่เธอเคยคิด
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ โรงเตี๊ยมเล็กๆ ที่พวกเขาเข้าพักดูเงียบกว่าปกติ หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน หยางลี่เจิน
กลับนอนไม่หลับ ความคิดในหัวของเธอยังคงวนเวียนเกี่ยวกับเื่ราวที่ผ่านมา รวมถึงคนที่อยู่ในห้องอีกฟากของโรงเตี๊ยม
เธอลุกขึ้นอย่างเงียบๆ เปิดประตูออกมาและเดินไปยังห้องของเหวินเจาเหยียน หัวใจเธอเต้นแรงเมื่อยืนอยู่หน้าประตู เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปอย่างแ่เบา
ในแสงเทียนสลัว เธอเห็นเขานอนอยู่บนเตียง ใบหน้าของเขาสงบนิ่งเหมือนกำลังหลับสนิท เสื้อคลุมของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นผ้าพันแผลบริเวณลำตัวที่เธอช่วยเปลี่ยนให้ก่อนหน้านี้
หยางลี่เจินค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เขา ใจเธอเต้นแรงขึ้นทุกย่างก้าว จนกระทั่งเธอนั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าของเขาอย่างเงียบๆ
“ทำไมในยุคนี้คุณถึงหล่อขึ้นขนาดนี้?” เธอพึมพำเบาๆ เสียงของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและขบขันในเวลาเดียวกัน
เธอจ้องมองเขาอยู่นาน ใบหน้าที่คมคายและดวงตาที่หลับสนิทนั้นทำให้เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เธอยื่นมือไปแตะเบาๆ ที่ผ้าห่มที่คลุมตัวเขาอยู่ และจัดให้เรียบร้อยโดยไม่ให้เขารู้สึกหนาว
ในจังหวะที่เธอกำลังจะลุกขึ้น หยางลี่เจินก็เผลอใจโน้มตัวลงไป หอมเบาๆ ที่แก้มของเขาอย่างรวดเร็ว
“แค่นี้คงไม่เป็ไรใช่ไหม?” เธอพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะรีบลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ประตูปิดลง เหวินเจาเหยียนที่นอนอยู่นิ่งๆ ค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขายกมือแตะที่แก้มตัวเอง ััที่อ่อนโยนยังคงอยู่ที่ผิวของเขา
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง พร้อมความรู้สึกอุ่นแปลกๆ ที่แทรกซึมอยู่ในหัวใจของเขา
หลังจากหยางลี่เจินรีบกลับไปยังห้องของตัวเอง เธอปิดประตูอย่างแ่เบา หัวใจยังคงเต้นแรงจากสิ่งที่เธอเพิ่งทำลงไป เธอทิ้งตัวลงบนเตียง พลางยกมือขึ้นแตะที่แก้มของตัวเอง
“บ้าไปแล้ว…” เธอพึมพำเบาๆ ใบหน้าร้อนผ่าว
“ฉันทำอะไรลงไปกันนะ!”
เธอพยายามสงบสติอารมณ์ แต่ภาพใบหน้าของเหวินเจาเหยียนในยามหลับกลับผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้เธอยิ่งรู้สึกอายมากขึ้นไปอีก
“แค่หอมแก้ม… มันก็คงไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก”
เธอพยายามปลอบตัวเอง “เขาไม่รู้ตัวแน่ๆ”
แต่ความจริงที่เธอไม่รู้คือ เหวินเจาเหยียนไม่ได้หลับสนิทอย่างที่เธอคิด เขายังคงนอนอยู่ในท่าเดิม แต่ในใจกลับรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
“เ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้หรือ?” เขาพึมพำเบาๆกับตัวเอง
มุมปากยังคงยกยิ้มเล็กน้อย
เหวินเจาเหยียนลืมตาขึ้นอีกครั้ง มองไปยังประตูที่หยางลี่เจินเพิ่งออกไป เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่ปล่อยให้ความคิดวนเวียนอยู่ในหัว
เขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าเธอจะกล้าทำอะไรแบบนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจยิ่งกว่าคือ ความรู้สึกอุ่นๆ ที่เกิดขึ้นในใจของเขา
“ผู้หญิงคนนี้…” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว
เขาพลิกตัวเล็กน้อย ปล่อยให้รอยยิ้มบางๆ ยังคงอยู่บนใบหน้า แม้เขาจะพยายามปฏิเสธความรู้สึกนี้ แต่ลึกๆ เขาก็รู้ว่าหัวใจของเขาเริ่มเปลี่ยนไป
ในขณะเดียวกัน หยางลี่เจินที่นอนอยู่ในห้องของตัวเองก็ยังคงพลิกตัวไปมา ความอายและความตื่นเต้นยังคงก่อกวนเธอ
“นี่ฉันจะเผลอทำแบบนี้อีกไหม?” เธอคิดในใจ ก่อนจะดึงผ้าห่มมาคลุมหน้าอย่างลนลาน
ค่ำคืนอันเงียบสงบกลับกลายเป็คืนที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนสำหรับทั้งสองคน แม้ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ในความเงียบงันของยามราตรี