หกวันแล้ว
ตั้งแต่ฝนตกครั้งแรกจนถึงตอนนี้ หกวันแล้ว!
แม้ว่าฝนตกหนักวันก่อนจะหยุดลงแล้ว แต่น้ำขังกลับยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย คนในหมู่บ้านก่อไฟตั้งเตาไม่ได้ เตียงในบ้านล้วนจมน้ำหมด ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำได้แต่ยืนแช่อยู่ในน้ำและหิวโหยแบบนี้มาหลายวันหลายคืน
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงมีแค่บ้านจู้เจียงเจียงที่มีสองชั้น แต่ก็ไม่มีใครหน้าด้านกล้ามาก้มหัวขอร้องนาง
โจวเหลียงเดินไปในทุ่งนาหนึ่งเที่ยว ตอนกลับมองเห็นแค่ใบหน้าเสียดายของเขา “แม่นาง พืชผลในนาเสียหายหมดแล้ว”
“อืม” จู้เจียงเจียงไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อะไร แค่เรื่องที่คิดเอาไว้แล้วเท่านั้น
นางเปิดใจกว้างยอมรับได้แบบนี้ แต่โจวเหลียงกลับรับไม่ได้
เพราะไม่มีงานในนาแล้ว ก็หมายความว่าพวกเขาต้องจากไปแล้ว
ให้พวกน้องชายน้องสาวเก็บของเงียบ ๆ พับขากางเกงให้พวกเขา เก้าคนยืนอยู่ในลานบ้านที่ถูกน้ำแช่จนเป็นโคลนเฉอะแฉะ เงยหน้ามองตำแหน่งของชั้นสอง
หลายวันนี้จู้เจียงเจียงอยู่ชั้นสองเป็นประจำ มองหมู่บ้านห่างไกล มองสภาพท้องนา น้อยครั้งนักที่จะลงมา
“แม่นาง หลายวันนี้ขอบคุณท่านมากที่รับพวกเราเอาไว้...” โจวเหลียงสะอึกสะอื้น
ก้มน้ำกลืนน้ำลาย หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเงยหน้าอีกครั้ง “พวกเราขอตัวก่อน ยังไม่รู้ว่าในวัดจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ได้แต่ต้องกลับไปดู วันหลังหากท่านมีงานอะไรก็ไปหาข้าได้ตลอดเวลา”
พูดจบ หลายคนในลานบ้านก็จูงมือช่วยกันประคองกันฝ่าน้ำจากไป
เพียงแต่เดินยังไม่ถึงประตูลานบ้านก็ถูกจู้เจียงเจียงเรียกเอาไว้ “หยุด”
เมื่อมองดูความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วทุกพื้นที่หลังพายุฝนทิ้งเอาไว้ในระยะไกล นางก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดว่า “อย่าเพิ่งกลับไปเลย ออกไปดูสถานการณ์กับข้าเถอะ”
หลังฝนหยุดตก จู้เจียงเจียงก็รอคนของที่ว่าการ กลับไม่เห็นแม้แต่นกสักตัว
หมู่บ้านเสี่ยวฮวงตั้งแต่พืชผลในไร่นาเจอภัยพิบัติก็ร้องไห้คร่ำครวญ มาถึงตอนนี้ก็กลับกลายเป็นหมดหนทาง ไร้ซึ่งชีวิตชีวา
คนในหมู่บ้านเข้าสู่ความสิ้นหวังระดับสูงสุด
คิดแล้วก็คงไม่ได้มีแค่หมู่บ้านเสี่ยวฮวง หมู่บ้านอื่นก็คงพอ ๆ กัน มองไม่เห็นความหวังได้แต่นั่งรอความตายอยู่เช่นกัน
การสื่อสารคมนาคมสมัยโบราณพื้นฐานใช้คน ข่าวคราวใช้เวลานานล่าช้า และเป็นไปได้ยากที่หากฝ่ายหนึ่งตกทุกข์ได้ยาก แล้วจะได้รับความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย
สิ่งของจำเป็นในการดำรงชีวิตและกำลังคนเป็นไปได้มากว่าช่วยได้แค่ผู้ประสบภัยพิบัติในตัวเมืองเท่านั้น ตอนรอให้ความช่วยเหลือมาถึงพวกเขาที่อยู่ไกลหน่อย กลัวว่าทั้งหมู่บ้านจะหมดเนื้อหมดตัวไปนานแล้ว
จู้เจียงเจียงรออยู่ไม่ทำอะไรแบบนี้ไม่ได้แล้ว ตอนนี้พวกเขาต้องช่วยตัวเอง!
นางไม่ใช่พระเจ้า นางแค่ไม่อยากให้หลังผ่านภัยพิบัติ รอบข้างรายล้อมไปด้วยศพและโครงกระดูก ถ้าเกิดมีโรคระบาดอะไรขึ้นอีกครั้ง นางก็คงไม่รอดด้วย
จู้เจียงเจียงแค่พาโจวเหลียงออกจากบ้านไปด้วย สถานที่แรกที่จะไปก็คือบ้านของสวี่เหล่าเกินหัวหน้าหมู่บ้าน
แม้ว่าสวี่เหล่าเกินจะเก็บเกี่ยวพืชผลล่วงหน้ามาสองวัน ในบ้านเหลือข้าวอยู่บ้าง แต่ก็เสียหายไปไม่น้อย
ตอนนี้เขากำลังยืนกังวลทุกข์ใจอยู่ในน้ำ พึ่งพิงข้างธรณีประตู เฝ้ารวงข้าวที่แขวนใต้คานในบ้านไม่กล้าจากไปแม้แต่ก้าวเดียว
ต่อหน้าภัยพิบัติ คนในหมู่บ้านไม่รู้จะมาขโมยกินตอนไหน เขาจำเป็นต้องเฝ้าความมั่นใจสุดท้ายด้วยตัวเอง
เห็นหน้าประตูมีคนมา สวี่เหล่าเกินแปลกใจมาก “สะใภ้เล็ก เจ้ามาได้ไง?”
การมาของจู้เจียงเจียงเป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง
เวลาแบบนี้ ตัวเองมีชีวิตรอดสำคัญที่สุด นางไม่เฝ้าบ้านตัวเองมาที่นี่ทำไมกัน?
จู้เจียงเจียงยังมาทำอะไรได้ แน่นอนว่ามาปรึกษาหารือกับสวี่เหล่าเกินเรื่องช่วยกู้ภัย
“ปู่สวี่ ข้ามาเพราะอยากถาม หมู่บ้านประสบภัย ปู่มีวิธีรับมืออะไรไหม?”
เขาในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่งในหมู่บ้าน ในเวลานี้คงไม่ใช่ว่าไม่มีแผนอะไรกระมัง?
แต่สวี่เหล่าเกินไม่มีแผนอะไรจริง ๆ!
“สะใภ้เล็ก หมู่บ้านประสบภัยนั่นเพราะพระเจ้าไม่ให้พวกเราอยู่ดี ราชสำนักก็จนปัญญา ข้าจะมีวิธีอะไรได้...”
กำลังพูดอยู่ดวงตาทั้งสองของสวี่เหล่าเกินก็หลุดลอย สติค่อย ๆ เลือนราง
เพิ่งพูดเสร็จ คนทั้งคนล้มลงไปในน้ำ
จู้เจียงเจียงกับโจวเหลียงสองคนรีบวิ่งเข้าใกล้ไปดึงเขาขึ้นจากน้ำ อยากจะประคองเขาเข้าบ้านพักผ่อน กลับพบว่ามีแค่โต๊ะตัวหนึ่งในบ้านที่ยังไม่จมน้ำ ด้านบนยังมีสวี่หลิวซื่อนอนอยู่
“แม่นางไม่ต้องเป็นห่วง พวกเขาหมดสติไป น่าจะเพราะหลายวันนี้ไม่ได้กินไม่ได้นอน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร” โจวเหลียงยื่นไปแตะลมหายใจที่จมูกของสองผู้เฒ่า แล้วมองสีหน้าของพวกเขาจึงได้ข้อสรุปออกมา
“เจ้ายังรู้เรื่องการแพทย์?” จู้เจียงเจียงมองเขาอย่างตื่นเต้น
ตอนนี้พวกเขาต้องการที่สุดคือคนที่รู้เรื่องการแพทย์!
“ไม่รู้” โจวเหลียงทำลายความเพ้อฝันสวยงามของนาง “ข้าแค่หิวจนชิน เจ็บป่วยเรื้อรังก็กลายเป็นหมอ”
“…” เอาเถอะ นางควรคิดได้นานแล้ว
“ไว้ค่อยคุยกัน เจ้าแบกปู่สวี่ ข้าแบกย่าหลิว ให้พวกเขาไปพักผ่อนบ้านข้าก่อนเถอะ”
จู้เจียงเจียงฝากสวี่เหล่าเกินกับโจวเหลียง ตัวเองเดินไปถึงหน้าโต๊ะ แบกสวี่หลิวซื่อขึ้นอย่างยากลำบาก
โศกนาฏกรรมของสองผู้เฒ่าตระกูลสวี่ไม่ได้เกิดแค่ตระกูลสวี่ เดิมทีในหมู่บ้านส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยคนแก่ผู้หญิงและเด็กอ่อนแออาศัยอยู่ จู้เจียงเจียงไปสำรวจแต่ละบ้านหลัง ก็ช่วยคนหมดสติสิบกว่าคนไว้อย่างไม่ตั้งใจ
“สะใภ้เล็กเป็นคนดีจริง ๆ เมื่อก่อนพวกเรากล่าวโทษเจ้า วันหน้าคงไม่...”
ตอนจู้เจียงเจียงพาพวกโจวเหลียงไปช่วยคน พวกชาวบ้านที่ยังไม่หมดสติก็ตามมาที่บ้านตระกูลเผยด้วย
ตอนพวกเขายกเท้าที่เต็มไปด้วยดินโคลนก้าวเข้าบ้านตระกูลเผย ก็ถูกจู้เจียงเจียงขวางไว้ “ท่านป้า ข้าไม่ใช่คนดีอะไร ท่านยายของท่านป้าอาศัยกินข้าวบ้านข้า หลายวันนี้ข้าจดบัญชีไว้หมดแล้ว”
ขณะที่พูด ๆ อยู่ นางก็ชี้ไปที่เด็กผู้ชายที่อยู่ลำดับที่ห้าในกลุ่มขอทานน้อยในบ้านที่รับผิดชอบช่วยจดบัญชี
โชคดีพวกโจวเหลียงรู้หนังสือทุกคนช่วยเหลือนางได้ไม่น้อย
“หา? ยังต้องจดบัญชี!”
ป้าคนนั้นตกใจจนต้องหดขาเก็บกลับไป พลางจ้องจู้เจียงเจียงเขม็ง
เห็นท่าทางไม่เหมือนพูดเล่น ถึงพูดขึ้นอย่างน่าเวทนา “สะใภ้เล็ก เจ้าก็รู้ พืชผลในนาบ้านข้าเสียหายหมด ไม่มีอะไรหักลบกลบหนี้ได้จริง ๆ เจ้าช่วยหน่อยได้ไหม? น้ำใจของเจ้าข้าจะจำไว้ในใจไปจนวันตาย”
เหอะ! บอกว่าจะจำไว้ในใจก็จบเรื่องแล้วหรือ?
ถึงแม้นางบอกว่าวันหลังจะคืนน้ำใจนี้ แต่จู้เจียงเจียงก็จะคิดเล็กคิดน้อยกับนางตอนนี้
ถ้าบอกว่าคนในหมู่บ้านกันนางออกนอกกลุ่มเพราะคล้อยตามข่าวลือ ถูกคนที่ไม่ชอบนางที่แท้จริงล้างสมอง
ถ้างั้นครั้งนี้ นางก็ถือว่ารู้จักเห็นนิสัยของทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงหมดแล้ว
“โจวเหลียงยกคนกลับไปเถอะ” จู้เจียงเจียงเอ่ยปากแสดงท่าทีไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าป้าคนนั้นจะแก้ต่างขอโทษ ขัดขวางถึงขั้นด่านาง โจวเหลียงกับน้องรองก็พาคนไปส่งที่เดิมอย่างแข็งขัน ให้คนบ้านนั้นเป็นไปตามยถากรรม
พวกชาวบ้านที่อยู่ในบ้านตระกูลเผยถูกดูแลอย่างดี เห็นแบบนี้ล้วนเลือกที่จะเงียบไม่พูดจา ทำเหมือนมองไม่เห็น
ผ่านเรื่องครั้งนี้ พวกเขาถือว่ารู้นิสัยของจู้เจียงเจียงแล้ว
แบ่งแยกความรักและความเกลียดไว้อย่างชัดเจน!
นางช่วยพวกเขาไว้จริง แต่กลับไม่ได้ทุ่มเทอย่างเสียสละ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม
จะว่านางแล้งน้ำใจ แต่ในช่วงเวลาเป็นตายแบบนี้ ก็มีแค่นางที่ก้าวออกมา
จะว่านางมีน้ำใจ นางพูดว่าไม่ช่วยคือไม่ช่วย ใครห้ามก็ไม่มีประโยชน์
จู้เจียงเจียงเป็นคนแบบไหนกันแน่ คนในหมู่บ้านมองไม่ออก แต่มีเรื่องหนึ่งที่พวกเขาแน่ใจนั่นก็คือ อย่าทำให้นางโกรธอีกเด็ดขาด!