ตอนที่33 ขัดแย้ง
หยางน่าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะแย้งขึ้นมาว่า “นั่นไม่ถูกนะ ถึงข้าจะเป็แค่ิญญาเร่ร่อนที่มาอาศัยอยู่ในร่างของเ้าแต่อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้ทอดทิ้งเ้ามิใช่รึ หากว่าเ้ากลัวเหงาอย่างนั้นข้าก็จะอยู่เป็เพื่อนเ้าจนกว่ายมทูตเฮยไป๋จะมาพรากพวกเราไปดีไหม อย่างไรเสียข้าก็ไร้ที่ไปซ้ำร้ายข้ายังไม่รู้ว่าต้องไปไหนด้วย ข้าเองก็ถูกทอดทิ้งเช่นกัน...”
“ยามนี้ขนาดยมทูตยังลืมมารับข้าเลย หากต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างผีเร่ร่อนต่อไปไม่สู้ข้าติดสอยห้อยตามเ้าดีกว่า เ้าก็คงจะรู้แล้วสินะว่าข้าอยู่แต่ในเมืองหลวงมาทั้งชีวิตเื่บังเอิญที่เกิดขึ้นนี้ นอกจากจะทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวแล้วยังทำให้ข้ารู้สึกตื่นเต้นด้วย นี่เป็ครั้งแรกเลยที่ข้าได้รู้สึกถึงการมีชีวิต...”
ลู่จิวในรูปลักษณ์โปร่งแสงก็นั่งกอดเข่าของตัวเองไม่ต่างจากหยางน่าทว่าสิ่งที่ไม่เหมือนกันนั้นคือหยางน่ามีประสาทััทั้งห้าทว่าตัวนางนั้นว่างเปล่าและเบาบางยิ่งนักราวกับจะปลิวหายไปได้ทุกเมื่อนางอาศัยอยู่ในความมืดมิดที่มีเปลือกหุ้มบางๆ ขวางกั้นนางกับโลกภายนอกเอาไว้นางรับรู้ทุกสิ่งอย่างที่อยู่รอบตัว เพียงแต่ไม่อาจััสิ่งเ่าั้ได้
“เทพธิดาผู้พิทักษ์” จู่ๆ หยางน่าก็พูดขึ้นมากะทันหัน
‘เ้าว่าอะไรนะ’
“ก็เ้าไง เ้าคือเทพธิดาผู้พิทักษ์ของข้าพวกเราจะมีชีวิตอยู่ด้วยกันตราบจนยมทูตจะมาพรากพวกเราไปในระหว่างนี้ข้าจะพยายามหาวิธีทำให้เ้ากลับมาใช้ชีวิตอยู่ในร่างเดิมให้จงได้”หยางน่าเอ่ยพร้อมด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง
‘ใครบอกว่าข้าอยากใช้ชีวิตกันในเมื่อ์เลือกให้เ้ามีชีวิตอยู่แทนที่จะเป็ข้า เช่นนั้นเ้าก็จงใช้ชีวิตในร่างกายนี้ต่อไปเถอะข้าไม่สนใจหรอก’
‘แต่ถ้าหากเ้า้าทำสิ่งใดเพื่อข้าจริง อย่างนั้นก็ไปหานักพรตมาปัดเป่าดวงิญญาของข้าออกจากร่างเถอะข้าไม่อยากอยู่แล้ว’
เมื่อได้ยินคำตัดพ้อต่อว่าโชคชะตาอย่างไร้ความหวังนั้นแล้วหยางน่าก็รู้สึกฟังแล้วไม่สบายหูเช่นกัน “ได้อย่างไร ข้าตายก่อนเ้านะ ข้าก็ควรจะได้ไปเกิดก่อนสิใครใช้ให้เ้าไปร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายฆ่าตัวตายอยู่ที่บนูเาลูกนั้นกันหากว่าข้าไม่เข้าไปผลักเ้า บางทีก็คงจะไม่เกิดเหตุการณ์ผิดพลาดเช่นนี้เ้ากับข้าก็อาจจะได้เป็ผีเร่ร่อนเฝ้าูเาลูกนั้นด้วยกันแล้ว”
“เ้าไม่คิดบ้างเลยหรือว่าบางทีนรกอาจไม่ต้อนรับคนดีๆ อย่างพวกเรา ตรงกันข้าม์กลับ้ามอบโอกาสให้พวกเราได้กลับมาใช้ชีวิตกลับมาแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่ทำผิดพลาดไป การได้รู้สึกว่ามีชีวิตย่อมดีกว่าความรู้สึกว่างเปล่าในยามที่เป็ิญญามิใช่รึ”
‘เหอะ ไม่ยักจะรู้ว่าคนมีการศึกษาเช่นพระชายาจะชอบพูดจาเหลวไหลเช่นนี้หลังจากที่ตายเ้าเคยเห็น์หรือนรกอะไรที่ว่านั่นไหมล่ะ ไม่มีเลย ขนาดตายไปแล้วข้าก็ยังถูกทอดทิ้งไม่จบไม่สิ้นข้ากลับรู้สึกว่าการเป็ิญญาอย่างนี้ดีเสียยิ่งกว่าการเป็มนุษย์’
เสียงในหัวยังคงยืนยันในความคิดของตนอย่างหนักแน่นเหมือนเดิม
เมื่อได้ยินอย่างนั้นแล้วหยางน่าก็ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะพูดตัดบทไปว่า “ข้าไม่อยากพูดกับเ้าแล้ว ข้าจะแสดงให้เ้าเห็นเองว่าการมีชีวิตย่อมดีกว่า”
‘ตามใจเ้า อยากจะทำอะไรก็ทำ เ้าอยากมีชีวิตก็มีไป ข้าไม่สนใจเ้าแล้ว’เสียนั้นตอบกลับไปอย่างไม่แยแสและไม่ได้เอ่ยวาจาอันใดอีก
ยามนี้ราวกับได้เห็นภาพสตรีสองนางกำลังสะบัดหน้าใส่กันด้วยความแง่งอนก็มิปานหยางน่าบุ้ยปากเล็กน้อย ก่อนที่นางจะลุกขึ้นยืนและตบกระโปรงเบาๆ แล้วเริ่มเดินทางต่อไปตามเส้นทางเปลี่ยวที่มืดสลัวมองเห็นแค่เพียงเงาสูงใหญ่ของต้นไม้เท่านั้น
“พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อดี ปกติแล้วคนที่ยากไร้นี่เขาทำอย่างไรกับชีวิตกันนะข้าเพิ่งเคยไม่มีที่ไป หนำซ้ำยังเพิ่งเคยยากจนเช่นนี้เป็ครั้งแรก...”
‘เ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อนักก็คิดเองสิ’ เสียงในหัวตอบกลับมาอย่างประชดประชัน
“ชิ คนอะไรใจร้ายจริงๆ ก็ได้ข้าจะคิดหาวิธีเองแต่หากข้าคิดผิดเ้าก็อย่ามาว่าข้าก็แล้วกัน เพราะถึงอย่างไรพวกเราก็ใช้ร่างกายเดียวกันเื่ของข้าก็คือเื่ของเ้า อย่ามาบ่นทีหลังเล่า” หยางน่าเดินย่ำเท้าต่อไปข้างหน้าแรงๆท่าทางแง่งอนของนางนั้นไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่เอาแต่ใจคนหนึ่งไร้ซึ่งคราบคุณหนูผู้สูงศักดิ์อย่างสิ้นเชิง
ลู่จิวเองก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นะเืจากพื้นดินรวมถึงอารมณ์ขุ่นเคืองไม่ได้ดั่งใจของอีกฝ่ายที่ส่งผ่านเปลือกหุ้มล่องหนนั้นเข้ามากระทบตัวนางบีบคั้นให้รู้สึกหงุดหงิดไปตามๆกัน ยามนี้นางจึงนอนขดตัวและหลับตาทำเมินเฉยต่ออีกฝ่ายเช่นกัน
ต่างฝ่ายต่างก็เมินเฉยกันไปอย่างสิ้นเชิงหยางน่าเดินทางเท้าไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายรอบกายมีเพียงป่าที่เงียบสงัดเท่านั้น แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เจอทางออกสักทีดูเหมือนนางจะหลงป่าเข้าแล้วสิ
จู่ๆหยางน่าก็รู้สึกท้อแท้ขึ้นมา นางทรุดตัวลงก่อนจะนั่งกอดเข่าด้วยความสิ้นหวัง แม้การได้ออกมาอยู่ข้างนอกวังจะเปรียบเสมือนการได้รับอิสระไม่ต้องทนอยู่ในวังหลวงที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบนั้นอีกแล้วแต่มันก็แลกมาด้วยบททดสอบชีวิตที่ท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม เพราะนางจะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งและที่สำคัญก็คือนางไม่มีต้นทุนติดตัวเลยด้วย
พอออกมานอกวังแล้วนางก็รู้สึกว่าความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมานั้นสูญเปล่านางไม่อาจนำความรู้ในด้านศาสตร์สี่แขนง อาทิเช่น การดีดพิณ การเดินหมากกระดานการเขียนพู่กันหรือการวาดรูปมาใช้เอาตัวรอดได้เลย จะมีดีก็แค่ปากกับสมองเท่านั้นที่ยังคงสามารถคิดหาแผนการรองรับชีวิตที่ไร้ต้นทุนนี้ต่อไปได้ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถใช้ความรู้ในตำราที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อให้ร่างนี้รอดพ้นจากอุปสรรคไปได้นานสักแค่ไหน
ฉับพลันนั้นนางก็เกิดความรู้สึกมืดแปดด้านขึ้นมาราวกับเสียงในหัวััได้ถึงความกลุ้มอกกลุ้มใจนั้น จึงได้เอ่ยขึ้นมาว่า ‘ไม่ต้องคิดเผื่อข้าเ้าอยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ชีวิตข้ามันจบสิ้นไปนานแล้วบนโลกใบนี้ไม่มีใคร้าข้า แต่เ้าไม่เหมือนกัน อย่างน้อยเ้าก็ยังมีคนที่รักและ้าเ้าอยู่ทำไมเ้าไม่กลับไปหาองค์รัชทายาทที่เมืองหลวงเล่า เ้ามีคนรักที่ดีแค่เ้าไปยืนยันตัวเองกับเขา บอกเขาว่าเ้ากลับมาแล้ว ใช้ชีวิตอยู่กับเขาต่อไปอย่างมีความสุขไม่ดีกว่ารึ?’
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดถึงคนรักขึ้นมาหยางน่าก็ทำได้แค่ยิ้มอย่างเศร้าๆ “มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ประการแรกข้าไม่รู้ตัวว่าดวงิญญาของข้าจะอยู่ในร่างนี้ต่อไปได้นานอีกสักเท่าไหร่ข้าไม่อยากให้ความหวังเขา หากว่าข้าจากไปอีกครั้งเขาคงจะรับมันไม่ไหวแน่”
“ประการที่สองก็คือต่อให้เขาจะรู้ว่าข้ากลับมาแล้ว แต่ตอนนี้ข้าเป็เพียงสตรีธรรมดาไม่มียศถาบรรดาศักดิ์หรืออำนาจที่จะสนับสนุนตำแหน่งของซางฉีได้ รังแต่จะเป็อุปสรรคขวางทางเดินของเขามากกว่าข้าไม่อยากเป็จุดอ่อนสำหรับเขา เพราะต่อให้เขาพยายามปกป้องข้าอย่างดีแค่ไหน สุดท้ายข้าก็เป็เพียงหมากไร้ค่าที่รอคอยความตายเท่านั้น”
เมื่อได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายลู่จิวก็หยุดชะงักไปสักพักและได้เอ่ยออกมาด้วยความเย้ยหยัน ‘นั่นสินะหญิงชาวบ้านธรรมดาจะไปมีประโยชน์อะไรสำหรับคนชั้นสูง ขอโทษด้วยนะที่ทำให้เ้าต้องมาติดอยู่ในร่างของคนไร้ค่าเช่นนี้หากว่าเ้าได้อยู่ในร่างที่สูงศักดิ์กว่า มีอำนาจมากกว่าไม่แน่ว่าชีวิตใหม่ของเ้าอาจจะดียิ่งกว่านี้ก็ได้’
หยางน่าก็กลอกตามองบนทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายพูดจาเย้ยหยันชีวิตของตัวเอง“เ้าหยุดดูถูกชีวิตตัวเองสักทีได้หรือไม่เป็หญิงชาวบ้านแล้วไม่ดีอย่างไร อย่างน้อยเ้าก็มีชีวิตที่เป็อิสระมากกว่าข้า ไม่ต้องคอยมองสีหน้าผู้อื่นคอยประจบประแจงผู้อื่นหรือคอยทำตัวให้ผู้อื่นรักและเชิดชูอยู่ตลอดเวลาเ้ารู้บ้างไหมว่าชีวิตเช่นนั้นมันน่าอึดอัดใจมากเพียงไรวันแต่ละวันจะหายใจให้เต็มอกก็ยังไม่ได้ต้องมาคอยนั่งกังวลว่าจะทำตัวไม่ถูกใจคนนั้นคนนี้ คอยระแวดระวังว่าจะมีใครมาแทงข้างหลังตัวเองและครอบครัวบ้างหากเดินทางผิดไม่ใช่แค่ชีวิตเ้าที่จบ แต่รวมถึงชีวิตครอบครัวและบริวารของเ้าด้วย”
“สุดท้ายใครจะคิดเล่าว่าทุกอย่างข้าทำมาทั้งหมดจะจบลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ ใครจะไปคิดว่าคนที่แทงข้างหลังข้าก็คือครอบครัวของข้าเอง...”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้นลู่จิวเองก็ได้ะเิอารมณ์ออกมาเช่นกัน ‘แล้วเ้าคิดว่าเป็หญิงชาวบ้านมันสบายมากนักรึแค่เกิดเป็หญิงเ้าก็ต้องกังวลแล้ว ในสังคมชั้นสูงเป็อย่างไรข้าไม่รู้ทว่าในสังคมชาวบ้านอย่างพวกเราแล้ว การให้กำเนิดลูกผู้หญิงนับว่าเป็เื่ที่ขาดทุนใหญ่หลวงของครอบครัวไม่ใช่เื่น่ายินดีเลยสักนิด เพราะเกิดเป็หญิง มีร่างกายที่อ่อนแอ ชีวิตเ้าถึงได้ไร้ค่าเพราะพวกเขาคิดว่าเ้าไม่อาจทำงานหาเลี้ยงครอบครัวได้ดีเท่าลูกชายดังนั้นเ้าจึงต้องคอยดูสีหน้าพ่อแม่ว่าพวกเขาจะรังเกียจและผลักไสภาระครอบครัวอย่างเ้าออกไปเมื่อไหร่’
‘เพราะเกิดเป็หญิง ครอบครัวถึงได้ทิ้งข้าไปเพราะข้ามันไม่มีประโยชน์พอข้ามีสามี ข้าก็ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขารักข้าตลอดไป แต่สุดท้ายเขาก็ยังทิ้งข้าเพราะข้าเป็แค่หญิงธรรมดาไม่อาจช่วยให้เขามีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าได้เขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของข้า แต่ตัวข้าไม่ใช่อะไรสำหรับเขาเลยข้ามีแค่ตัวเปล่ากับหัวใจที่แหลกสลายไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ง่ายเท่าเ้าหรือแม้กระทั่งลบเลือนความเ็ปและผิดหวังได้ดีเท่าเ้าข้าไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเ้า ดังนั้นการมีชีวิตอยู่ต่อไปจึงลำบากสำหรับข้ามาก’
“เ้าลองใช้ชีวิตดูแล้วรึยัง” หยางน่าเอ่ยถามอย่างราบเรียบ
‘อะไรนะ’
“ก็ข้าได้ยินแต่เ้าคร่ำครวญว่าพอไม่มีคนนั้นคนนี้เ้าก็จะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ข้าเองก็เคยคิดเช่นนั้นคิดว่าถ้าข้าไม่ได้อยู่ในวังหลวงแห่งนั้นแล้ว ข้าจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรแต่สุดท้ายข้าก็ยังอยู่ดีไม่ใช่รึ ข้าสามารถใช้มารยาที่ได้เรียนรู้จากนางสนมเ่าั้มาหลอกกินข้าวบ้านคนอื่นทั้งยังให้ครอบครัวนั้นเลี้ยงดูข้าจนรอดมาได้ตั้งหนึ่งวันโดยที่เงินของข้ายังอยู่ครบเท่ากับว่าข้าไม่เสียอะไร หนำซ้ำยังได้กำไรอีก ข้าจึงได้รู้ว่าที่แท้ตัวข้าก็สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้โดยที่ไม่ต้องมีซางฉีหรือเสด็จแม่ฮองเฮาคอยปกป้องแล้วเ้าล่ะลองใช้ชีวิตด้วยตัวเองดูหรือยัง”
เสียงในหัวเงียบหายไปอยู่นานทำให้หยางน่าถอนหายใจเล็กน้อยและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“เอาเถอะ ตอนนี้เ้าอาจจะยังไม่รู้ข้อดีของการมีชีวิตอยู่ต่ออย่างนั้นข้าจะแสดงให้เ้าเห็นเอง ข้าจะเป็ิญญาเร่ร่อนที่มีความสุขที่สุดถึงแม้ข้าจะรู้ดีว่าสิ่งที่ข้าอยู่ตอนนี้อาจไม่ยืนยาวและต้องหายไปในสักวันหาก์้าให้ข้ามีชีวิตอยู่ต่อเพียงแค่หนึ่งวันข้าก็จะทำหนึ่งวันนั้นให้มีค่ามากที่สุดเพราะเมื่อข้าต้องจากไปจริงๆข้าจะได้ไม่เสียดาย่เวลาที่ข้าเคยมีอยู่”
‘เ้าสามารถใช้ร่างของข้ากลับเมืองหลวงได้ ต่อให้เ้าไม่พูดถึงคนรักของเ้าแต่ข้าก็รู้ได้ว่าเขาเป็สิ่งเดียวที่เ้าห่วงหาอย่างแท้จริงเ้าอย่ามัวเสียเวลาพยายามเพื่อคนไร้ค่าอย่างข้าเลย เ้าไม่คิดเหรอว่าในขณะที่เ้าพยายามทำทุกอย่างเพื่อคนแปลกหน้าอย่างข้าคนรักของเ้าอาจกำลังทุกข์ทรมานกับชีวิตที่ไม่มีเ้าอยู่ก็ได้ทั้งเ้าและข้าต่างก็รู้ดีว่าอาการใจสลายนั้นเป็อย่างไร...’
“ก็เพราะข้าทำเพื่อเขา ข้าถึงจะไม่กลับไปเมืองหลวงอีก แล้วก็จะไม่มีวันกลับไปหาเขาด้วยข้าเชื่อว่าเขาเข้มแข็งมากพอที่จะอยู่ได้โดยไม่มีข้าการที่ข้ากลับไปโดยที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ต่อได้อีกนานสักแค่ไหนรังแต่จะทำให้เขาาเ็หนักมากกว่าเดิมส่วนเ้าหากสิ้นหวังอย่างที่พูดก็เลิกคิดถึงสามีเฮงซวยคนนั้นเสีย แล้วมาช่วยข้าวางแผนรับมือกับชีวิตต่อจากนี้กันดีกว่า”
‘ทำไมข้าต้องช่วยเ้า ข้าไม่ได้อยากมีชีวิตอยู่สักหน่อย’
“ต้องให้ข้าพูดอีกสักกี่หน ยามนี้พวกเราอยู่ในร่างเดียวกันแล้วเ้าก็คือข้า ส่วนข้าก็คือเ้า หากเ้าไม่ยอมช่วยข้าเช่นนั้นก็เตรียมรับมือกับความวุ่นวายที่จะตามมาได้เลย” หยางน่าอดพูดจาข่มขู่อีกฝ่ายไม่ได้
เมื่อได้ยินอย่างนั้นลู่จิวเองก็ตอบกลับไปอย่างไม่แยแสเช่นกัน ‘ใครว่าข้าสนกันเล่า อยากทำอะไรก็ทำไปเลย’
“ข้าเตือนแล้วนะ” หยางน่ากัดฟันย้ำเตือนอีกฝ่ายก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปทั้งๆ ที่ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงหน้า พร้อมเดินย่ำเท้าต่อไปอย่างไม่สบอารมณ์
.
.
.