ภาพชีวิตในวัยเด็กที่มีความสุขตอนที่พ่อแม่ยังอยู่ ไปจนถึงวันที่ต้องตกที่นั่งลำบาก ถูกโขกสับจากป้า และ.. นรกจำยอมโดยเขา
“... เธอเคยรักฉันบ้างไหม”
คำถามของเขายังติดตรึงอย่างกับเปิดโหมดเล่นวนไว้ในสมอง เขาต้องการอะไรจากคำถามนั้น
….คนอย่างเขา รู้จัก ‘รัก’ ด้วยงั้นหรอ….
“ก็อกๆ มีคุณแม่มานั่งเหม่ออีกแล้ว” เอมม่าแกล้งแซว
“มันชวนนึกถึงตอนอยู่ประเทศไทยน่ะ”
“เฮ้อ … นึกถึงอะไรอีก เธอคือแพรวพราวนะ ไม่ใช่ใบหวาน.. อีกอย่าง โน่น ลูกเธอ น่ารักน่าฟัดจะตาย ยังจะมานั่งเศร้าอยู่อีก”
“โอเคๆ บ่นเยอะจัง หายเศร้าแล้วค่ะคุณป้าเอมม่า” ฉันแซวกลับและลุกขึ้นเดินขึ้นไปหาเธอ
“แม่คะๆ คุณตาบอกว่าจะพาไปดูผีเสื้อ” เสียงเจื้อยแจ้วของเธอเอ่ยขึ้น แล้ววิ่งอย่างกับลูกปูหัดเดินมาเกาะฉัน
“จ้าๆ วิ่งช้าๆ นะลูก เดี๋ยวล้มเจ็บเหมือนเมื่อเช้านะคะ”
ฉันเตือนลูก แล้วหอมแก้มเธอไปหนึ่งฟอด ยัยตัวเล็กวิ่งหน้าตั้งนำหน้าไป ฉันกับเอมม่าหันหัวเราะใส่กันแล้วจ้ำตามให้ทันเด็ก
กระโปรงสีชมพูสะบัดพริ้วไปตามแรงวิ่ง เธอไล่ตามผีเสื้อ เสียงหัวเราะสดใสของเธอดังไล่ตามทาง คนงานมองและอมยิ้มในความน่ารักของเด็กสาวแสนซน
“คุณผีเสื้อ…”
“อ้ะ อย่าขึ้นหินนะลูก!”
ฉันตะโกนตามเสียงหลง เด็กสาวที่ดวงตาจับจ้องแต่ข้างหน้า เธอปีนขึ้นบนหิน พยายามเอื้อมมือไปจับผีเสื้อในอากาศ เท้าเล็กๆ สะดุดลื่นจากโขดชัน ฉันพยายามวิ่งไปคว้าแขนเธอ แต่ดูจะไม่ทันการ...
“กรี้ดดด แม่!”
พรึ้บ
“แงงงงง~”
“ไดอาน่า!”
เสียงหวีดด้วยความตกใจ ชายคนงานรับตัวลูกฉันทันก่อนที่เธอจะหน้าทิ่มกระแทกพื้น เขาค่อยๆ วางลูกฉันให้ยืนขึ้น เธอวิ่งเข้ามาหาฉันด้วยด้วยอาการผวา ฉันกอดลูกไว้แน่น ลูบหัวปลอบเธอ
“ขอบคะ…”
ฉึก!
ทันทีที่หันไปเพื่อขอบคุณเขาคนนั้น โลกทั้งใบก็หยุดหมุน หูไม่รับเสียง แม้กระทั่งเสียงร้องไห้ของลูกฉันก็ไม่ได้ยิน
ชายร่างสูง ผิวสีแทน ผมสีดำสนิทเปียกเหงื่อเป็นก้อนลงมาปรกดวงตาสีแดง ที่ใช้งานได้เพียงข้างเดียว และอีกข้างที่ใส่ผ้าปิดตาเอาไว้
เขาใส่เสื้อเชิ๊ตลายสก็อตฉบับชาวสวน ปลดกระดุมคลายร้อน เผยหน้าอกที่มีรอยสักรูปหมาป่าที่คุ้นตา
“แพรวพราว! เป็นอะไรน่ะ เสียงเธอร้องลั่นไร่เลย” เอมม่าวิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับลุงของเธอ
“ห้ะ อ่ะ เอ่อ..ไดอาน่าปีนหินแล้วจะล่วงน่ะ”
ฉันหันไปตอบเอมม่า พอหันกลับมาหาเขา กลับเห็นเพียงแผ่นหลังกว้าง จ้ำเท้าเดินออกไปไกลอย่างกับกำลังหนีอะไรอยู่
“นั่นไง หื้มมม … มานี่เลยเด็กดื้อของป้า”
เธออุ้มลูกฉันพาเดินปลอบ ฉันมองตามแล้วส่ายหน้าเบาๆ คุณลุงยิ้มรับ พลางมองตามหลังเอมม่าอีกคน
“เอ่อ ลุงคะ…”
“....”
“เมื่อกี้มีคนงานช่วยลูกหนู หันมาอีกทีไม่เจอแล้ว ว่าจะขอบคุณเขาน่ะค่ะ”
“หืม อ่อ นั่นจอร์แดน เคยเป็นคนเร่ร่อน ลุงเลยชวนมาทำงานเพราะหุ่นก้านดี เขาดูแลไร่โซนนี้น่ะ ”
“จอร์แดนหรอคะ..”
ฉันทวนถามด้วยใจที่เต้นแรง ไม่รู้เพราะเจอคนหน้าเหมือนเขา หรือคาดหวังจะให้เป็นเขาจริงๆ
“เขาค่อนข้างพูดน้อย ไม่สุงสิงกับใคร มาทำงานที่นี่เกือบสองปีแล้ว คนงานบางคนยังไม่รู้จักเขาเลย”
ลุงหัวเราะพลางยิ้มอย่างเป็นมิตรอีกครั้ง ฉันยิ้มอ่อนรับ และสลัดใบหน้าของเขาออกจากความคิดเพ้อเจ้อ เพราะยังไงก็เป็นไปไม่ได้ในเมื่อ … เขาตายไปแล้ว
หลังความวุ่นวายสงบลง ปาร์ตี้ต้อนรับเล็กๆ ถูกจัดเตรียมไว้ โดยลุงและป้าของเอมม่า เด็กที่วิ่งวุ่นทั้งวัน พอได้ทานข้าวอิ่มๆ เจอลมเย็นๆ เธอก็ผลอยหลับคาโต๊ะอาหาร
ฉันอุ้มลูกและขอตัวออกจากงานปาร์ตี้ก่อน ขณะกำลังเดินเล่นรับลมเย็นจากภูเขา สายตาก็หันไปเห็นชายร่างสูงคนนั้น แบกเป้กำลังเดินไปที่รถกะบะเก่าๆ
“อ้ะ คุณคะ! คุณ”
ฉันรีบวิ่งตาม เพราะอยากขอบคุณเขาและพิสูจน์บางอย่างให้แน่ชัด ทันทีที่เสียงฉันเอ่ยเรียก เขาก็จ้ำเท้าถี่ขึ้น ไม่มีท่าทีจะหยุด ซึ่งมันผิดจากคนทั่วไป ที่ได้ยินเสียงเรียกก็ควรหันมาหา แต่นี่เหมือนเขากำลังวิ่งหนีฉัน
“เดี๋ยวก่อน! คุณ! คุณคะ! .. คุณเซดริส!”
ชื่อที่ถูกฝังไว้ในใจพลั้งออกจากปาก ขายาวของเขาชะงักทันที แผ่นหลังใหญ่ยังยืนอยู่ที่เดิม
“เป็นคุณ....จริงๆ ใช่ไหม”
เขาค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้า ก้มสายตาจรดพื้นมองเพียงปลายเท้า
“ไม่ใช่ครับ คุณน่าจะจำผิด..”
“ไม่ผิดแน่!”
ฉันเอ่ยทั้งน้ำตาที่ท่วมท้น แรงบีบกลางอกทำให้ฉันหายใจไม่ออก ลูกสาวตัวน้อยในอ้อมแขนสะดุ้งตื่นงัวแงเรียกหา
“แม่คะ…อืมมมม”
“....”
“ฮึก ทำไมคุณไม่ติดต่อมาบอกอะไรบ้างเลย”
“.....”
“ข่าวการตายของคุณมันหมายความว่ายังไง”
“.....” เขาเอาแต่นิ่งเงียบ ก้มหน้ามองพื้น
“ฮึก คุณเซดริส..”
“ฉันคิดว่าเธอคงจะเป็นคนที่ดีใจที่สุด กับการตายของฉัน…”
เขาเงยใบหน้าขึ้นช้าๆ พูดด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาข้างเดียวของเขามีน้ำใสไหลซึมขอบและล่วงหล่นสู่หน้าแก้ม
“ใช่ ฉันดีใจ ทั้งดีใจและสะใจเลยด้วยซ้ำ… ฮึก แต่อีกทางนึง ฉันก็เสียใจและสงสารที่คุณตายอย่างโดดเดี่ยว โดยที่ไม่มีโอกาสได้ดูหน้าลูก”
“ฉันสละทุกอย่างที่มี ฉันทิ้งตัวตนของ เซดริส ดิอาโบลิกไปแล้ว การลงจากหลังเสือ คือต้องตายเท่านั้น และฉันไร้ศักดิ์ศรีเกินกว่าที่จะยอมตายไปจริงๆ ฉันต้องสละดวงตาให้ศพที่ใกล้เน่า เพราะเป็นอย่างเดียวที่จะใช้พิสูจน์และเปิดเซฟข้อมูลได้ ”
“ถ้างั้นคุณจะทนอยู่กับชีวิตแบบนี้ไปทำไม”
“ฉันไม่สามารถวางใจได้ ว่าพวกแก๊งอื่นจะไม่ตามล่าหาเธอ ยิ่งถ้าพวกมันรู้ว่าฉันมีลูก...”
“….”
“และเผื่อวันนึงพระเจ้าจะเมตตาคนบาปอย่างฉัน .. ให้โอกาสได้เห็นหน้าลูกสักครั้ง”
“....”
“ซึ่งตอนนี้ฉันเห็นแล้วว่าเธอมีความสุขและลูกน่ารักแค่ไหน ฉันดีใจจริงๆ”
“....”
“และฉันขอโทษสำหรับความเลวที่ผ่านมา ฉันรู้ว่ามันสายเกินไป แต่ฉันก็อยากพูด ถ้าวันนึงต้องตาย อย่างน้อยฉันก็ขอโทษเธอจากใจไปแล้ว”
“....” เขายิ้มด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ
“ฉันกำลังจะไป จะไม่รบกวนหรือยุ่งวุ่นวายกับชีวิตของเธอและลูก .. ตามที่สัญญาเอาไว้ พรุ่งนี้ฉันอาจจะกล้ามากพอที่จะตายไปจริงๆ เพราะงั้น ลืมฉันไปเถอะ ลืมไอ้ชั่วเซดริสเถอะ”
“นี่คุณ….หมายความว่ายังไง”
เขาเงียบเป็นคำตอบ แล้วกระชับสายกระเป๋าเป้ให้ขึ้นเทินบนไหล่