พอเห็นท่าทีของนางซุนเถียนก็รู้เท่าทันความคิด เขารีบพุ่งเข้าไปกอดหมิงเป่าจูไว้แน่นขวางทางของนางไว้
"จับนางไว้อย่าให้หนีไปได้!"
ส่วนเหมียวซิ่วหลันพอเห็นดังนั้นก็ตั้งสติได้กลัวว่าหมิงเป่าจูจะหนีไป ทิ้งให้บุตรสาวกับบุตรเขยต้องทนทุกข์ทรมานจึงเอ่ยปากอย่างรวดเร็ว
"ปล่อยปล่อยข้านะ!"
สัมผัสจากทุกที่บนร่างกายทำให้นางรู้สึกขยะแขยงหมิงเป่าจูจึงได้แต่เตะขาสะบัดมือ ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง ทว่าสู้แรงไม่ไหวถูกซุนเถียนรวบตัวเอาไว้แน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ทันใดนั้นแรงที่รัดตัวอยู่ก็คลายลงหมิงเป่าจูได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังมาจากด้านหลัง
หลังจากดิ้นรนจนเป็นอิสระหันกลับไปมอง ก็เห็นซุนเถียนถูกบิดแขนกดให้คุกเข่าลงกับพื้นส่วนคนที่กำลังบีบข้อมือเขาอยู่ก็คือหลี่ไหวฺอวี้
…
"ไยเป่าจูยังไม่มาอีกเล่าตาแก่ ท่านไปดูหน่อยซิ" ป้าจงทำเนื้อตากแห้งเสร็จแล้วแต่เห็นว่าหมิงเป่าจูยังไม่มา จึงเร่งเร้าให้ลุงกู้ไปตาม
"ไม่ต้องหรอกขอรับท่านลุงข้าจะไปตามพี่หญิงเอง" หมิงเป่าอวี้เอ่ยปากอย่างรู้ความ
ป้าจงเอ็นดูพวกเขาสองพี่น้องมีอะไรก็มักจะให้ลุงกู้เป็นคนทำให้เสมอ ก่อนหน้านี้ไม่รู้ก็แล้วไปแต่ในเมื่อรู้แล้วจะให้คนชราต้องเหนื่อยอีกได้อย่างไร
แต่พอลุกขึ้นยืนก็ถูกแรงหนึ่งกดไหล่เอาไว้เขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดพี่ไหวฺอวี้ถึงกดไหล่เขาไว้
"ข้าไปเองดีกว่า"หลี่ไหวฺอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจไปตามหมิงเป่าจูด้วยตนเอง
สองวันมานี้เขารู้สึกว่าตนเองมีบางอย่างที่ผิดแปลกไปเหมือนมีอารมณ์คุกรุ่นอยู่ในใจตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเห็นหมิงเป่าจู อารมณ์คุกรุ่นที่ไม่ทราบที่มาที่ไปสายนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
มักนึกถึงบทสนทนาของคนหลายคนที่อยู่ในห้องวันนั้นที่กู้ชิงชิงกลับมา
หลี่ไหวฺอวี้จึงตัดสินใจว่าจะไม่พูดคุยกับหมิงเป่าจูจนกว่าจะรู้ว่าอารมณ์เหล่านี้มาจากที่ใดด้วยเกรงว่าตนเองจะพลั้งปากพูดอะไรที่ทำให้คนเจ็บช้ำน้ำใจออกไป
แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น
แต่หลี่ไหวฺอวี้ไม่รู้จริงๆว่า คำพูดของตนเองในยามปกติก็ทำร้ายจิตใจผู้คนมากพออยู่แล้ว
นานวันเข้าเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าบรรยากาศการอยู่ร่วมกันเยี่ยงนี้มันแปลกชอบกล
เวลานี้จึงเป็นโอกาสให้เขาลงตรงทางลาด[1] ได้พอดี
ยังไม่ทันเดินไปถึงหน้าบ้านก็เห็นชาวบ้านหลายคนมายืนมุงดูเหตุการณ์แต่ไกล พลางชี้ไม้ชี้มือเข้าไปในบ้าน
มีหลายคนทำท่าอยากจะเข้าไปแต่ไม่กล้าหลี่ไหวฺอวี้มุ่นคิ้วขมวดสัญชาตญาณแรกบอกเขาว่าคู่สามีภรรยาสกุลหมิงมารังควานหมิงเป่าจูอีกแล้ว
จึงเร่งฝีเท้าเข้าไปในฝูงชนเมื่อเห็นอย่างชัดเจน เขาเดาไม่ผิดจริงเสียด้วย!
ยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าประตูก็เห็นหมิงเป่าจูถูกชายคนหนึ่งรวบตัวเอาไว้ สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเขาเลือดขึ้นหน้าในฉับพลัน พุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายโดยไม่ลังเล
พอตั้งสติได้ชายคนนั้นก็ถูกเขากดลงกับพื้นเสียแล้วยิ่งไปกว่านั้นเขายังลงมืออย่างรุนแรงโดยไม่รู้ตัว ทั้งยังใช้ทักษะการต่อสู้ที่ร้ายกาจถึงขั้นเอาชีวิตอีกด้วย
นัยน์ตาทั้งสองข้างดำทะมึนหลี่ไหวฺอวี้ปล่อยมือออก โยนซุนเถียนไปด้านข้างราวกับขยะชิ้นหนึ่งจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองหมิงเป่าจู
"เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่"
ลำคอหมิงเป่าจูแห้งผากนางพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอพลางส่ายหน้า
หลี่ไหวฺอวี้อ้าปากคิดจะพูดบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์คนใดเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มจะเลยเถิดไปกันใหญ่จึงวิ่งไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมา
"นี่มันเรื่องอะไรกันหมิงเถี่ยจู้ หวังซื่อ พวกเจ้ามาหาเรื่องแม่หนูเป่าจูอีกแล้วหรือ"
ทันทีที่หัวหน้าหมู่บ้านก้าวเท้าเข้ามายังไม่ทันได้ถามเรื่องราวอันใดก็เอ่ยปากตำหนิด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด
เรื่องนี้จะโทษหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ได้เพราะหมิงเถี่ยจู้กับภรรยามักจะมาหาเรื่องหมิงเป่าจูที่นี่เป็นประจำ ทุกครั้งก็ชอบลากหัวหน้าหมู่บ้านมาตัดสินความเป็นธรรม
แต่สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้ล้วนไม่เป็นผลดีต่อพวกเขาซ้ำยังทำให้หัวหน้าหมู่บ้านเสียหน้าอยู่หลายครั้งหลายครา จนเขาค่อยๆแยกแยะได้เองว่าอะไรเป็นอะไร
ประกอบกับช่วงนี้หมิงเป่าจูทำคุณประโยชน์ให้กับหมู่บ้านไม่น้อยผนวกกับความประพฤติที่แสดงออกมาก็เป็นที่ประจักษ์ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อนางไปแล้ว
โดยเฉพาะหัวหน้าหมู่บ้านยิ่งต้องให้การดูแลนางเป็นพิเศษ เพราะนางเป็นลูกศิษย์ของผู้สูงส่ง
สามีภรรยาสกุลหมิงโกรธจนแทบกระอักแต่กลับต้องสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ปริปาก ด้วยยังต้องการให้หัวหน้าหมู่บ้านช่วยจัดการแทนพวกเขาอยู่
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านในที่สุดท่านก็มาได้เสียที รีบมาดูเข้าสิ เด็กคนนี้คงจะเสียสติไปแล้วคิดสังหารแม้กระทั่งลุงแท้ๆ ของตนเอง"
หวังซื่อประคองหมิงเถี่ยจู้ที่ยังคงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดเดินโซซัดโซเซไปหาหัวหน้าหมู่บ้าน พลางดึงมือของเขาออกเพื่อให้ดูบาดแผลซึ่งมีเลือดไหลที่หน้าผากของหมิงเถี่ยจู้อย่างชัดเจน
"แม่หนูนี่เจ้าเป็นคนทำรึ"
หัวหน้าหมู่บ้านไม่อยากจะเชื่อเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง แม้จะเกลียดชังอีกฝ่ายมากเพียงใดก็ไม่น่าจะกล้าลงมือโหดเหี้ยมเช่นนี้
"ข้าเป็นคนทำเองเจ้าค่ะ"
กล้าทำก็กล้ารับไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด ต่อให้ฆ่าหมิงเถี่ยจู้ตายไปจริงๆ ในวันนี้นางหมิงเป่าจูก็จะไม่ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว
"เจ้า..."
หัวหน้าหมู่บ้านอดถอนหายใจไม่ได้คิดจะตำหนิสองสามประโยคแต่กลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร
สามารถบีบบังคับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ไร้กำลังแม้แต่จะมัดไก่ได้ถึงขั้นนี้แสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาคู่สามีภรรยาสกุลหมิงทำกับนางได้เลือดเย็นเพียงใด
"ไปตามคนมาทำแผลให้เถอะจะปล่อยให้เลือดไหลเช่นนี้ไม่ได้"
อย่างไรเสียเขาก็เป็นหัวหน้าหมู่บ้านต่อให้รังเกียจหมิงเถี่ยจู้กับภรรยาเพียงใด ก็ไม่อาจนิ่งดูดายปล่อยให้หมิงเถี่ยจู้บาดเจ็บโดยไม่สนใจใยดี
ทุกคนต่างมองไปที่หมิงเป่าจูมีท่านหมอทักษะการแพทย์เลิศล้ำอยู่ตรงหน้า ยังต้องไปตามผู้ใดมาทำแผลอีกหรือสิ่งที่น่ากระอักกระอ่วนใจก็คือ บาดแผลนี้เป็นฝีมือของนางเอง
หมิงเป่าจูยืนหลุบสายตาก้มหน้าอยู่กับที่ราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นท่าทีเฉยเมยเช่นนั้นใครเล่าจะกล้าออกคำสั่งกับนางคะเนว่าต่อให้หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยปากก็คงไม่เป็นผล
"ส่งไปที่ร้านของหลี่ฟู่กุ้ยเถอะ"หัวหน้าหมู่บ้านส่ายหน้าอย่างจนใจ หวังซื่อกำลังจะก้าวเท้าออกไป ก็ถูกขัดจังหวะ"หวังซื่อ เจ้าอยู่ก่อน"
เรื่องราวยังไม่กระจ่างไม่ว่าผู้ใดก็ห้ามไปไหนทั้งสิ้น ยกเว้นหมิงเถี่ยจู้ที่บาดเจ็บจนเกือบสลบไปแล้ว ขณะที่คนอื่นๆช่วยกันพยุงเขาไปหาหมอ หวังซื่อก็ถูกรั้งไว้สอบถาม
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านท่านช่วยบอกทีเถอะ การเป็นผู้ใหญ่อย่างพวกเรามันง่ายนักหรือ ความตั้งใจดีกลับถูกมองเป็นดังตับปอดลาซ้ำยังทำให้สามีข้าต้องมาเจ็บตัวเปล่าๆ ท่านหัวหน้าหมู่บ้านแต่ไรมาท่านเป็นคนเที่ยงธรรมมีความน่าเชื่อถือที่สุดต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วยนะเจ้าคะ"
หวังซื่อเห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านเข้ามาแทรกแซงไม่รู้ว่านางไปเอาความมั่นใจมาจากไหน จึงพูดเติมน้ำมันใส่น้ำส้มให้ร้ายหมิงเป่าจูอย่างเต็มที่ ตั้งแต่เรื่องตบตี กระด้างกระเดื่องไม่เคารพผู้ใหญ่
แน่นอนว่าต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดปัญหาพูดถึงแต่สิ่งที่ไม่สำคัญ ปกปิดความผิดของคนในครอบครัวตนเอง เล่าแต่เพียงว่าการแต่งงานได้ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วกลัวว่าหมิงเป่าจูจะไม่ยินยอมจึงมาเกลี้ยกล่อมด้วยความหวังดี
"การตัดสินคดีต้องฟังความจากสองฝ่ายคิดจะบิดเบือนความจริง เห็นท่านหัวหน้าหมู่บ้านโง่เขลาเบาปัญญาหรืออย่างไร"
หลี่ไหวฺอวี้เพิ่งมาถึงระหว่างที่เกิดเรื่องแต่ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น เขาก็รู้ว่าสิ่งที่หวังซื่อพูดมานั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องโกหก
หัวหน้าหมู่บ้านได้ยินดังนั้นก็กระแอมกระไอ หน้านิ่วคิ้วขมวดมองหลี่ไหวฺอวี้ด้วยความไม่พอใจ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รู้สึกว่าถ้อยคำนี้ฟังดูทะแม่งๆ
ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านก็เป็นคนมีเหตุผลรู้ว่าไม่ควรฟังความข้างเดียว จึงให้หมิงเป่าจูเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
ส่วนหมิงเป่าจูก็เล่าความจริงทั้งหมดโดยไม่มีความเท็จแม้แต่คำเดียวเรื่องราวก็ฟังดูสมเหตุสมผลมากกว่า
ไม่ว่าหวังซื่อจะพยายามโน้มน้าวแสดงความจริงใจเพียงใดชาวบ้านที่ยืนฟังอยู่ก็ไม่มีใครเชื่อแม้แต่น้อย ทันทีที่หมิงเป่าจูพูดจบก็มีเสียงประณามครอบครัวของหวังซื่อดังขึ้นจากรอบทิศ
"พวกเจ้ามันขายเด็กกินชัดๆยังจะมีหน้ามาอ้างว่าหวังดีอีก!"
"ใช่แล้วมีลุงที่ไหนใจร้ายถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าหัวเด็ดตีนขาดแม่หนูเป่าจูก็จะขอตัดญาติให้ได้เป็นใครจะทนได้ถึงตอนนี้"
เชิงอรรถ
[1] ลงตรงทางลาด มาจากสำนวน ลงจากหลังลาตรงทางลาด หมายถึงสบโอกาสหาทางออกจากสถานการณ์ที่ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วน