เห็นพวกอันธพาลหนีไปแล้วเวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่ก็รีบพาสองแม่ลูกกลับโรงเตี๊ยมก่อนที่พวกมันจะรู้ว่าพวกนางโกหกซะก่อน เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยมเวินหนิงลี่ก็ไปแจ้งผู้ดูแลโรงเตี๊ยมว่าจะขอเช่าเป็ห้องเดียวเพราะตั้งใจจะให้สองแม่ลูกไปอยู่ในมิติเพื่อช่วยเตรียมวัตถุดิบอาหาร
"หลานเฟินน้อย พี่สาวสองคนจะพาเ้าไปอยู่ที่เรือนน้อยเ้าหลับตาก่อนเร็วเข้า" เวินหนิงเหมยพูดกับเด็กน้อยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เ้าค่ะคุณหนูใหญ่" เจียงหลานเฟิงตัวน้อยเปลี่ยนคำเรียกขานตามที่มารดาของนางบอกอย่างเชื่อฟังพร้อมทั้งหลับตาลงทันที
เวินหลิงลี่และเจียงเฟินเดินมาจับมือเวินหนิงลี่ก่อนที่คนทั้งสี่จะหายไปจากตรงนั้นแล้วมาปรากฎตัวในมิติของเวินหนิงเหมย สองแม่ลูกมองดูทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ น้ำตก สวนดอกไม้และเรือนไม้เล็กๆที่สวยงามด้วยความตะลึงก่อนที่จะถูกเวินหลิงเหมยพาเดินเข้าไปในเรือน
"นี่เป็เรือนของข้า ดังนั้นต่อไปนี้พวกเราทุกคนจะพักกันในนี้ เรือนของข้ามีอยู่สองห้อง เ้ากับลูกก็นอนห้องนั้นก็แล้วกัน" เวินหนิงเหมยพูดกับสองแม่ลูก
"เ้าค่ะคุณหนูใหญ่ เื่ของที่นี่ข้าจะไปเปิดปากพูดให้ใครฟังแน่นอน ส่วนหลานเออร์นั้นข้าจะพูดกับนางเองเ้าค่ะ รับรองว่านางจะไม่พูดถึงที่นี่ให้คนภายนอกรู้แน่นอน" เจียงเฟินพูดขึ้นอย่างหนักแน่น
"เช่นนั้นก็ดี หลานเฟินน้อยก็ออกไปเล่นเถอะ อย่าไปใกล้ลำธารให้มากก็พอ เ้ายังเด็กหากพลัดตกลงไปในน้ำแล้วไม่มีผู้ใหญ่อยู่ใกล้ๆจะเป็อันตรายได้เข้าใจหรือไม่?" เวินหนิงเหมยหันไปพูดกับเด็กน้อยพร้อมกำชับอย่างจริงจัง
"ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะคุณหนูใหญ่ ข้าจะไปเล่นที่ทุ่งหญ้าจะไม่ไปใกล้น้ำตกแน่นอนเ้าค่ะ" เจียงหลานเฟินตอบรับอย่างเชื่อฟัง
"เก่งมาก นี่เป็ซาลาเปาที่ข้าทำเองให้เ้าสองลูกก่อนหากไม่อิ่มค่อยมาขอเพิ่ม เ้าไปนั่งกินที่โต๊ะตรงนั้นให้อิ่มก่อนค่อยไปเล่น ส่วนผลไม้บนโต๊ะนั่นเ้ากินได้เลยตามชอบ" เวินหนิงเหมยพูดกับเด็กน้อยเสร็จก็หันไปพูดกับน้องสาวและเจียงเฟิน "พวกเราก็ไปกินในครัวกันเลยเถอะ กินอิ่มแล้วจะได้เริ่มทำงานกันเลย"
ทั้งสามคนก็นั่งกินซาลาเปาใส้หมูกันอยู่ในครัวจนอิ่มก่อนจะช่วยกันปลอกเปลือกถู่โต้วและทำซอสเพิ่มจนเสร็จก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน จนกระทั่งนอนหลับกันไปได้หนึ่งตื่นเวินหลิงเหมยและเวินหนิงลี่ก็เดินออกจากห้องนอนแล้วก็ไปเอาจอบก่อนจะเดินตรงไปที่ทุ่งกว้างแล้วเริ่มลงมือขุดดินเพื่อจะทำแปลงปลูกถู่โต้ว
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามเจียงเฟินก็ตื่นขึ้นมาก่อนจะมองเห็นคุณหนูทั้งสองคนกำลังขุดดินผ่านทางหน้าต่างก็รีบวิ่งออกจากเรือนตรงไปแย่งจอบจากคุณหนูทั้งสองคนแล้วเริ่มขุดดินขึ้นแปลงเองทันที เวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่เห็นแบบนั้นก็ยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจแต่ก็ไม่คิดจะหยุดมือตามที่เจียงเฟินบอกหรอก
เวินหนิงเหมยคว้าจอบที่วางอยู่ที่พื้นขึ้นมาแล้วเริ่มขุดต่อส่วนเวินหนิงลี่ก็กลับไปที่มิติของนางแล้วถือจอบติดมือกลับมาขุดดินต่อเหมือนกัน เจียงเฟินพยายามบอกให้คุณหนูไปนั่งพักแล้วนางจะทำเองเท่าไรก็ไม่เป็ผลสุดท้ายก็ยอมปิดปากแล้วเร่งมือขุดดินให้เร็วขึ้นเพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้นอีกหน่อย
กว่าพวกนางจะออกจากมิติมาข้างนอกเวลาในมิติก็ผ่านไปหลายวันแล้ว งานปลูกถู่โต้วก็เสร็จเรียบร้อยแล้วและตั้งใจว่าหลังจากขายของเสร็จแล้วพวกนางจะไปช่วยกันปลูกพริกและมะเขือเทศด้วย แต่เมื่อเดินมาเกือบจะถึงที่ตั้งร้านก็เห็นพวกอันธพาลกลุ่มเมื่อวานมายืนอยู่ที่ตั้งร้านของพวกนางแล้ว ใบหน้าของเวินหนิงลี่และเวินหนิงเหมยพลันมืดครึ้มลงทันที
"นั่นๆ พวกนางมานั่นแล้ว!!"
"มาแล้วก็ดีข้าจะได้จัดการพวกนางให้รู้จักเจียมตัวซะหน่อย คราวหน้าคราวหลังจะได้ไม่กล้ามาหลอกข้าอีก!" หัวหน้าของพวกมันพูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองมาที่พวกนางอย่างเอาเื่
เวินหนิงลี่บอกให้เจียงเฟินเข็นรถเข็นไปจอดไว้ข้างๆก่อน จากนางก็ให้สองแม่ลูกยืนเฝ้ารถเข็นเอาไว้ส่วนนางกับเวินหนิงเหมยก็เดินตรงไปหาอันธพาลพวกนั้นอย่างไม่เกรงกลัว ป้าจี้และลูกสะใภ้ของนางต่างก็มองมาด้วยความเป็ห่วงแต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าอันธพาลพวกนี้มีคนของทางการอยู่เื้ัจึงไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่ง ป้าจี้จึงพยายามส่งสัญญาณให้พวกนางรีบหนีไป แต่สองพี่น้องทำเพียงยกยิ้มให้นางพร้อมกับยืนจ้องมองหน้าหัวหน้าของพวกอันธพาลอย่างไม่เกรงกลัวเช่นกัน
"ว่าอย่างไรเล่านังตัวดี? เมื่อวานบังอาจหลอกพวกข้าคิดว่าวันนี้พวกเ้าจะรอดไปได้อย่างไร?" หัวหน้าของพวกมันพูดขึ้นด้วยท่าทีเยาะเย้ยทันที
"ใครใช้ให้พวกอันธพาลโง่เขลาอย่างพวกเ้าเชื่อพวกข้าเองเล่า? ทำไม….ตัวเองโง่เองดันมาโทษผู้อื่นอีกหน้าด้านยิ่งกว่าหนังเท้าหมาเสียอีก" เวินหนิงลี่สวนกลับไปอย่างไม่รู้สึกรู้สาสักนิด
"เ้าว่าผู้ใดโง่กัน! ข้าจะคอยดูสิว่าหากถูกพวกข้าจัดการแล้วเ้ายังจะปากดีแบบนี้อีกหรือไม่? ฮ่าฮ่าฮ่า!" พูดไม่พูดเปล่าสายตาของมันยังมองมาที่สองพี่น้องอย่างจาบจ้วงน่ารังเกียจยิ่ง
"เฮ๊อะ!! สุนัขรับใช้ของผู้อื่นเช่นเ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดแบบนี้กับพวกข้า โง่ั้แ่คนที่ส่งพวกเ้ามาแล้ว…คนโง่ย่อมส่งคนโง่มาจริงๆสินะ เจอหน้ากันก็ไม่รู้จักพูดภาษาคนแต่ดันเอาแต่เห่าหอนใส่พวกข้าเช่นนี้ยังคิดว่าตัวเองเก่งอีกรึ!!" เวินหนิงเหมยก็ด่ากลับอย่างเจ็บแสบเช่นกัน
เวินหนิงลี่เหลือบไปเห็นนังคุณหนูเผิงอะไรนั่นยืนอยู่ไม่ไกลกับพวกนางพร้อมสาวใช้มหาประไรของนางทั้งสองคนแล้วก็ยกยิ้มมุมปากขึ้นก่อนจะพูดเสริมต่อพี่สาวเสียงดังลั่นว่า “นังคนไม่สวยที่ส่งพวกเ้ามาก็ช่างน่าเวทนาจริงๆ อิจฉาความงามของผู้อื่น ไม่พอใจที่ผู้อื่นดูดีกว่าก็ทนรับไม่ไหวแบบนี้ช่างน่าสงสารจริงๆ ก็นะ!…ไม่สวยไม่พอ จิตใจยังต่ำช้ากว่าสุนัขจอนจัดซะอีก เฮ้อออ"
เผิงลู่ชิงยืนกำกำปั้นแน่นด้วยความโมโห สายตาที่มองไปยังสองพี่น้องนั่นก็ยิ่งแข็งกร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ ในใจของนางโมโหจวนจะะเิอยู่แล้ว!
"นังสตรีปากมาก พวกเ้าคงไม่อยากจะอยู่ที่เมืองหยางอย่างสงบสุขแล้วสินะ เด็กๆ…จัดการพวกนางสองคนให้รู้จักสำนึกซะ!!" หัวหน้าอันธพาลไม่เคยถูกสตรีด่าอย่างเจ็บแสบเช่นนี้มาก่อนจะทนฟังไปมากกว่านี้ได้อย่างไร? เมื่อรู้ว่าเถียงไม่สู้ก็คิดจะใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นทันที
เวินหนิงลี่และเวินหนิงเหมยยกยิ้มมุมปากจ้องมองอันธพาลสองคนที่เดินปรี่เข้ามาด้วยความเย็นเยียบก่อนจะยกเท้าทีบทั้งสองคนออกไปพร้อมกัน จากนั้นก็ไม่คิดจะรอให้พวกมันตั้งตัวก็ปรี่เข้าไม่ต่อยหน้าคนพวกนั้นเต็มแรงและออกหมัดยกเท้าทั้งต่อยทั้งเตะถีบ หมัด ศอก เท้า เข่าถูกใช้ได้อย่างไหลรื่นไม่มีสะดุดราวกับพวกนางได้รับการฝึกฝนอยู่เป็ประจำ เห็นพวกอันธพาลยังมีแรงสู้อยู่สองพี่น้องก็จับบุรุษตัวโตทุ่มเล่นราวกับโยนก้อนหินเล่น
ชาวบ้านที่ยืนมุงดูั้แ่แรกก็เริ่มส่งเสียงเชียร์อย่างสะใจ อันธพาลพวกนี้เที่ยวรังแกข่มขู่รีดไถชาวบ้านมาตลอดหลายปี คนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ตรงนี้เกินครึ่งล้วนเคยถูกรังแกถูกเอาเปรียบมาทั้งนั้น เมื่อเห็นพวกมันสิ้นท่าถูกคุณหนูร่างแบบบางทุบตีอย่างหนักเช่นนี้ก็ราวกับพวกเขาได้รับการปลอบโยน ในที่สุด…ก็มีคนแก้แค้นแทนพวกเขาแล้ว!!!
เจียงหลานเฟินตัวน้อยเห็นบุรุษตัวโตรุมทำร้ายคุณหนูคนงามของนางก็รีบวิ่งไปคว้าท่อนไม้แถวนั้นก่อนจะวิ่งไปยื่นให้เวินหนิงลี่ด้วยความหวาดกลัว เจียงเฟินที่มัวแต่มองคุณหนูทั้งสองคนด้วยความเป็ห่วงพอเห็นบุตรสาววิ่งไปนางก็ร้อนใจขึ้นมาตั้งท่าจะวิ่งไปหาลูกสาวแต่ก็ไม่ทันซะแล้ว หลังจากหลานเฟินน้อยส่งไม้ให้คุณหนูแล้วก็รีบวิ่งกลับมาหาท่านแม่ของนางทันที
ส่วนเวินหนิงเหมยและเวินหนิงลี่ทุบตีคนจนน่วมแล้วก็หยุดยืนหอบหายใจเพราะความเหนื่อยยืนมองอันธพาลทั้งห้าคนนอนกลิ้งร้องโอดโอยอยู่บนพื้นด้วยความเ็า เวินหนิงลี่ยังไม่วายพูดเยาะเย้ยพวกมันด้วยท่าทีเหนือกว่าว่า "มีฝีมือแค่นี้ยังกล้าจะวิ่งพล่านหาเื่คนไปทั่วอีกรึ! เก่งนักทำไมไม่ไปสมัครเข้ากองทัพไปซะสิ…ไม่รู้จักทำตัวให้มีประโยชน์วันๆเอาแต่ทำเื่ไร้สาระน่ารังเกียจ ทำตัวไร้ค่าไร้เกียรติไปวันๆไม่รู้จักอายสุนัขบ้างหรือไง? ถ้ายังไม่อยากตายก็รีบใสหัวไปซะ!!!"
"อย่าลืมไปฟ้องผู้ว่าจ้างแสนน่าชังและโง่เง่าของพวกเ้าด้วยล่ะ บอกมันไปว่ามีเงินมากนักก็ให้ไปหาหมอรักษาสมองบ้างเถอะ เฮ๊อะ!!" เวินหนิงเหมยยังไม่วายยืนเท้าสะเอวะโด่าตามหลังพวกมันไปแต่สายตากลับเอาแต่จ้องหน้าคุณหนูเผิงที่ยืนหน้าบิดเบี้ยวมองมาที่พวกนางราวกลับอยากจะฉีกทึ้งร่างพวกนางให้สาแก่ใจให้ได้
ชาวบ้านเมื่อหายใแล้วก็พากันโห่ร้องชื่นชมความเก่งกาจของสองพี่น้องไม่หยุดทั้งยังมาช่วยพวกนางตั้งร้านและต่อแถวซื้อถู่โต้วทอดพูดคุยกันอย่างยิ้มแย้ม ป้าจี้รีบเดินมาถามว่าพวกนางได้รับาเ็ตรงไหนหรือไม่? เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องไม่ได้รับาเ็ก็ถอนหายใจแล้วกลับไปช่วยลูกสะใภ้ขายของต่อ
เหตุการณ์ทุกอย่างล้วนตกอยู่ในสายตาของคุณชายสองคนที่นั่งทานอาหารอยู่บนชั้นสามของเหลาอาหารอันดับหนึ่งของเมืองหยาง บุรุษใบหน้าหล่อเหลาราวฟ้าประทานสองคนมองไปที่สตรีสองคนทั้งยังมีผ้าปิดใบหน้าครึ่งล่างไว้ด้วยความสนใจ นี่นับเป็ครั้งแรกที่พวกเขาเห็นสตรีที่ใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ พวกนางแตกต่างจากคุณหนูทั้งหลายที่เขาเคยพบจริงๆ
"อู๋เหลียว ไปซื้อถู่โต้วทอดมา" บุรุษที่มีท่าทีเ็าพูดขึ้น
"ขอรับคุณชาย" อู๋เหลียวขานรับพร้อมกับรีบเดินออกจากห้องไป
ลูกค้าที่มายืนต่อแถวรอซื้อถู่โต้วทอดนั้นค่อยข้างเยอะ แม้จะจัดเป็สองแถวแต่แถวทั้งสองก็ยังยาวพอสมควร กว่าจะถึงลำดับของอู๋เหลียวที่ยืนต่อแถวเป็คนสุดท้ายก็ผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว เขายืนมองถู่โต้วทอดที่เหลืออยู่ในถาดไม่มากนักก่อนจะพูดขึ้น "แม่นาง ถู่โต้วทอดของร้านเ้าเหลือเท่านี้หรือ?"
"ยังเหลืออีกเล็กน้อยที่ยังไม่ทอดเ้าค่ะ หากท่านรอได้ข้าจะให้คนรีบทอดให้เดี๋ยวนี้เลย" เวินหนิงเหมยพูดขึ้นด้วยความสุภาพ บุรุษผู้นี้น่าจะพึ่งมาซื้อเป็ครั้งแรกเพราะนางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนจึงไม่กล้าจะคุยเล่นด้วย
"ข้ารอได้ ข้าซื้อทั้งหมดเลยเ้าคิดเงินมาได้เลย" อู๋เหลียงยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
"ได้เ้าค่ะ ของใกล้จะหมดแล้วเช่นนั้นข้าคิดแค่ห้าสิบอีแปะก็พอเ้าค่ะ ถือว่าแถมให้ท่านได้ลองชิมดูหากถูกปากครั้งหน้าอย่าลืมมาอุดหนุนร้านของเราอีกนะเ้าคะ" เวินหนิงเหมยพูดอย่างเป็มิตรและมีน้ำใจ
"ขอบคุณแม่นาง"