หลังจากเหตุการณ์ในสวนไผ่ที่เกือบจะเลยเถิด เสี่ยวเหมยก็ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น นางพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเหลียงฟู แต่ความพยายามนั้นก็เป็ไปอย่างยากลำบาก เพราะในคฤหาสน์อันกว้างใหญ่แห่งนี้ กลับดูเหมือนว่านางจะพบเจอเขาอยู่บ่อยครั้งอย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือโดยการจัดฉากของเขาเองก็ตาม
ความรู้สึกของเสี่ยวเหมยในตอนนี้เต็มไปด้วยความสับสนและความขัดแย้ง นางรู้สึกผิดต่อตัวเองและต่อครอบครัวที่ปล่อยให้ความปรารถนาอันต่ำทรามเข้าครอบงำจิตใจ แต่นางก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความตื่นเต้นที่ได้รับจากการใกล้ชิดกับเหลียงฟูนั้นเป็สิ่งที่นางไม่เคยรู้สึกมาก่อน มันเป็รสชาติของความลับและความอันตรายที่ทำให้นางรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างประหลาด
เหลียงฟูเองก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร เขาเข้าใจดีว่าคุณหนูในห้องหออย่างเสี่ยวเหมยนั้นต้องใช้เวลาในการทำใจและยอมรับความรู้สึกของตัวเอง เขาจึงใช้กลยุทธ์ที่นุ่มนวลและแเีกว่าเดิม เขาจะปรากฏตัวในที่ที่นางคาดไม่ถึงเสมอ แต่จะรักษาระยะห่างไว้ไม่ให้ดูน่าสงสัย เขาจะโค้งคำนับอย่างสุภาพและพูดจาด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม แต่ในแววตาของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งและร้อนแรงที่ทำให้นางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งตัว
วันหนึ่ง เสี่ยวเหมยเดินเล่นอยู่ในสวนดอกโบตั๋น นางตั้งใจจะไปเก็บดอกไม้เพื่อนำมาจัดในแจกันที่ห้อง แต่เมื่อเดินไปถึงศาลาเล็กๆ ริมสระบัว นางก็เห็นเหลียงฟูกำลังทำงานอยู่ เขาไม่ได้ทำงานหนักเหมือนทุกครั้ง แต่นั่งอยู่บนพื้นศาลา กำลังลับมีดทำสวนด้วยหินลับมีดอย่างใจเย็น แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาต้องร่างกายของเขา ทำให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและผิวกายสีทองแดงที่เปล่งประกาย
วันนี้เขาไม่ได้ถอดเสื้อ แต่เสื้อผ้าของเขากลับเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจากการทำงาน ทำให้เสื้อผ้าแนบติดกับร่างกาย เผยให้เห็นรูปร่างที่สมส่วนและแข็งแกร่งอย่างชัดเจน เสี่ยวเหมยหยุดยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกตรึงไว้ด้วยสายตา นางมองดูเขาอย่างไม่วางตา
เหลียงฟูรับรู้ถึงการมาของนางั้แ่แรก แต่เขาก็แสร้งทำเป็ไม่รู้ตัว เขายังคงลับมีดต่อไปอย่างใจเย็น เสียงมีดกระทบหินลับดังเป็จังหวะเนิบนาบ แต่กลับดังอยู่ในใจของเสี่ยวเหมยราวกับเสียงกลองศึกที่กำลังปลุกเร้าความปรารถนาที่ซ่อนเร้น
เมื่อลับมีดเสร็จ เขาก็เงยหน้าขึ้นมามองนาง ดวงตาของเขาสบเข้ากับดวงตาของเสี่ยวเหมยอย่างจัง เป็การสบตาที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความหมายที่ไม่อาจบรรยายได้
“คุณหนูมาทำอะไรที่นี่ครับ” เหลียงฟูถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่แฝงไปด้วยความเย้าแหย่
“ข้า... ข้ามาเก็บดอกโบตั๋น” เสี่ยวเหมยตอบเสียงสั่น นางพยายามทำเป็มองไปที่ดอกไม้ แต่สายตาของนางก็ยังคงหันกลับมามองเขาอยู่ดี
เหลียงฟูยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกล่อลวง “ดอกโบตั๋นสวยมากครับ แต่ไม่สวยเท่าคุณหนู”
คำพูดนั้นทำให้นางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งใบหน้า นางไม่เคยมีใครพูดจาเช่นนี้กับนางมาก่อน “เ้า... เ้าพูดจาเหลวไหล”
“ผมพูดความจริงครับ” เหลียงฟูพูด พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่สูงใหญ่ของเขาทำให้เสี่ยวเหมยต้องเงยหน้าขึ้นมอง “คุณหนูเป็ดอกบัวที่บริสุทธิ์และงดงามที่สุดในคฤหาสน์แห่งนี้”
เขาเดินเข้ามาใกล้นางอีกก้าวหนึ่ง เสี่ยวเหมยรู้สึกว่าหัวใจของนางเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก นางอยากจะถอยหนี แต่ขาของนางกลับไม่ยอมขยับ
“คุณหนูรู้ไหมครับว่าดอกบัวนั้นมีเสน่ห์อย่างไร” เหลียงฟูถาม พลางโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูของนาง “มันบริสุทธิ์จากภายนอก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความหอมหวานที่ซ่อนเร้น”
ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดใบหูของนาง ทำให้นางรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกไฟเผาจากภายใน
“อย่า... อย่าพูดจาเช่นนี้” เสี่ยวเหมยพูดเสียงแ่เบา
เหลียงฟูยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ เขารู้ว่านางไม่ได้้าให้นางหยุดพูด แต่้าให้นางพูดต่อ เขาจึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์ที่เด็ดขาดกว่าเดิม
“คุณหนูครับ” เขาพูด พลางยกมือขึ้นััแขนของนางเบาๆ “ผมอยากให้คุณหนูเห็นอะไรบางอย่าง”
เขาเดินนำนางไปยังมุมหนึ่งของศาลา ที่มีพุ่มไม้หนาทึบกำบังอยู่ แล้วเขาก็เริ่มถอดเสื้อของเขาออก เสี่ยวเหมยใจนตาเบิกกว้าง นางพยายามจะหันหลังกลับ แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความปรารถนาที่ซ่อนเร้นกลับมีอำนาจเหนือกว่า
“เหลียงฟู! เ้าจะทำอะไร!” นางพูดเสียงกระซิบ
“ผมแค่จะทำให้คุณหนูเห็นว่าร่างกายของผู้ชายที่ทำงานหนักเป็อย่างไรครับ” เขาพูด พลางโยนเสื้อที่เปียกชื้นของเขาลงบนพื้น เผยให้เห็นแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและกล้ามท้องที่เป็ลอนสวยงาม
เสี่ยวเหมยยืนนิ่งราวกับถูกสาป นางไม่เคยเห็นร่างกายของผู้ชายที่เปลือยเปล่าเช่นนี้มาก่อน ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพละกำลังและความแข็งแกร่งที่ทำให้นางรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
เหลียงฟูรู้ว่านางกำลังมองอะไรอยู่ เขายิ้มอย่างพึงพอใจ แล้วเขาก็เริ่มเกร็งกล้ามเนื้อของเขาอย่างจงใจ ทำให้กล้ามเนื้อทุกส่วนบนร่างกายของเขาดูโดดเด่นและน่ามองยิ่งขึ้น
“คุณหนูครับ” เขาพูด พลางเดินเข้ามาใกล้นางอีกครั้ง “คุณหนูชอบไหมครับ”
เสี่ยวเหมยไม่สามารถพูดอะไรได้ นางทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ แต่สายตาของนางกลับไม่ยอมละไปจากร่างกายของเขา
เหลียงฟูรู้ว่านางกำลังโกหก เขายกมือขึ้นััแก้มของนางอีกครั้ง แล้วค่อยๆ เลื่อนมือลงมาตามลำคอและหัวไหล่ของนาง
“คุณหนูไม่ต้องอายหรอกครับ” เขาพูดเสียงกระซิบ “ความปรารถนาเป็เื่ธรรมชาติ”
เขาค่อยๆ โน้มตัวลงมาใกล้ จนริมฝีปากของเขาเกือบจะัักับริมฝีปากของนาง เสี่ยวเหมยหลับตาลงและรอคอย...
แต่แล้วก็มีเสียงไอเบาๆ ดังขึ้นจากด้านหลังพุ่มไม้ เสี่ยวเหมยสะดุ้งโหยงและผลักเหลียงฟูออกไปทันที นางหันไปมองและเห็น เหลาจางโถว (老张头) คนดูแลสวนสูงอายุ กำลังเดินออกมาจากพุ่มไม้ พร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรู้ทัน
เหลาจางโถวเป็คนดูแลสวนที่ทำงานในคฤหาสน์มานานหลายสิบปี เขาเป็คนสูงอายุ แต่ยังคงแข็งแรงและมีสายตาที่เฉียบคม เขามักจะรู้เื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์ก่อนใครเสมอ
“อ้าว คุณหนูเสี่ยวเหมย กับเหลียงฟู มาทำอะไรกันตรงนี้ครับ” เหลาจางโถวถามด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่แฝงไปด้วยความเย้าแหย่
เสี่ยวเหมยรู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี นางไม่รู้จะตอบอะไร นางทำได้เพียงก้มหน้าลงและพยายามซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำของนางไว้
“ผมแค่มาช่วยคุณหนูหาดอกโบตั๋นครับ” เหลียงฟูตอบอย่างใจเย็น “คุณหนูบอกว่าอยากได้ดอกที่สวยที่สุด”
“อ้อ อย่างนั้นหรือครับ” เหลาจางโถวพูด พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “แต่ดูเหมือนว่าคุณหนูจะไม่ได้สนใจดอกโบตั๋นเลยนะครับ”
เสี่ยวเหมยรู้สึกว่าคำพูดของเหลาจางโถวนั้นเหมือนมีดที่แทงทะลุหัวใจของนาง นางรู้ว่าเขาเห็นทุกอย่าง เขาเห็นว่านางกำลังทำอะไรกับเหลียงฟู
“ข้า... ข้าต้องไปแล้ว” เสี่ยวเหมยพูดเสียงสั่น แล้วรีบวิ่งออกจากศาลาไปทันที
เหลียงฟูมองตามร่างของเสี่ยวเหมยที่วิ่งหนีไป แล้วหันมามองเหลาจางโถวด้วยสายตาที่ไม่พอใจ “ท่านมาทำอะไรที่นี่”
“ข้าก็แค่มาดูแลสวนตามหน้าที่” เหลาจางโถวตอบอย่างใจเย็น “แต่ข้าก็เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเข้า”
“ท่านเห็นอะไร” เหลียงฟูถามอย่างระแวง
“ข้าเห็นดอกบัวที่กำลังจะบาน” เหลาจางโถวพูด พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “และข้าก็เห็นผึ้งที่กำลังจะตอมดอกไม้”
เหลียงฟูรู้สึกว่าเหลาจางโถวกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่ “ท่าน้าอะไร”
“ข้าไม่้าอะไรหรอก” เหลาจางโถวตอบ “ข้าแค่จะเตือนเ้าว่าอย่าเล่นกับไฟ ถ้าเ้าไม่อยากถูกไฟเผา”
เหลียงฟูรู้ว่าเหลาจางโถวกำลังขู่เขาอยู่ แต่เขาก็ไม่กลัว “ท่านก็เหมือนกัน อย่ามายุ่งเื่ของข้า”
เหลาจางโถวหัวเราะเบาๆ “ข้าไม่ยุ่งหรอก แต่ข้าก็ไม่รับประกันว่าข้าจะเก็บความลับของเ้าไว้ได้นานแค่ไหน”
เหลียงฟูรู้ว่าเขาต้องระวังตัวให้มากขึ้น เขาไม่คิดว่าเหลาจางโถวจะกล้าเปิดเผยความลับของเขา แต่เขาก็ไม่อยากเสี่ยง
ในขณะเดียวกัน เสี่ยวเหมยกลับมาถึงห้องด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วน นางรู้สึกอับอายที่ถูกเหลาจางโถวเห็น แต่ในขณะเดียวกันนางก็รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่เกือบจะเกิดขึ้นกับเหลียงฟู
นางนั่งลงบนเตียงพลางยกมือขึ้นััร่างกายของตัวเอง นางยังคงรู้สึกถึงความร้อนแรงที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเหลียงฟู นางหลับตาลงและนึกถึงภาพร่างกายที่เปลือยเปล่าของเขา มันเป็ภาพที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนกำลังถูกไฟเผาจากภายใน
นางรู้ว่านางไม่สามารถหยุดความปรารถนานี้ได้อีกต่อไป นางต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อสนองความ้าของตัวเอง นางต้องหาทางอยู่กับเหลียงฟูตามลำพังให้ได้
ดอกบัวในสายลมกำลังถูกพัดพาไปตามกระแสลมแห่งตัณหา และไม่มีอะไรจะหยุดยั้งการเดินทางของมันได้อีกแล้ว