ตอนที่ 5
แรกพบเสวี่ยเอ๋อร์
วันต่อมากว่าที่หานเฟิงจะลุกขึ้นจากที่นอนก็สายโด่งแล้ว เป็เมื่อคืนมันนอนไม่ค่อยหลับ มันขบคิดทบทวนในห้วงความทรงจำอยู่เป็นาน ว่าจะสามารถทำสิ่งใดได้ในเวลาเช่นนี้ และยิ่งโดยเฉพาะเื่ราวของเสวี่ยเอ๋อร์ ที่ยามนี้มันคล้ายจะบังเกิดมีลางสังหรณ์บางประการว่าเื่ราวระหว่างตัวมันและนางจะไม่เรียบง่ายธรรมดาอีกต่อไป
เพราะยามนอนยังไม่ได้ขอสรุป ตื่นขึ้นมาจึงจำต้องขบคิดวางแผนต่อ
‘ หรือข้าควรจะไปพบกับนางสักครั้ง?’
‘ แต่เช่นนั้นอาจทำให้เื่ราวในภายหน้าสับสนวุ่นวายกันไปหมด’
‘ แล้วนั่นจะต่างอะไรจากตอนนี้’
ยามนี้ในห้วงความคิดของหานเฟิงสับสนยิ่ง มันไม่รู้จะทำเช่นไรดี ตัวมันที่ในชีวิตที่แล้วเป็ถึงตัวตนอังสูงสุดในโลกหล้า เพียงกระดิกนิ้วก็สามารถกระทำได้ทุกสิ่งอย่างดั่งใจปราถนา ทว่ามันในตอนนี้กับเพียงแค่เื่ง่ายๆกลับไร้หนทางออก
หากชั่วขณะที่มันกำลังสับสนในความคิด กลับพลันได้ยินเสียงเรียกหาของมารดาที่นอกเรือน “ หานเฟิง ตื่นหรือยังลูก?”
“ ตื่นแล้วขอรับท่านแม่”
หานเฟิงเดินไปเปิดประตูเรือนจึงพบว่ามารดามายืนรออยู่ในสวน
“ ท่านแม่มาหาลูกแต่เช้ามีธุระอันใดหรือไม่?”
มารดามิกล่าวคำหากยื่นส่งเทียบเชิญใบหนึ่งให้กับชายหนุ่ม มันรับมาหากมิได้เปิดออกดู แต่เลือกที่จะเอียงคอมองใบหน้าอันงดงามของมารดาเป็การกล่าวถามขึ้นแทน
“ อีกสองวัน คฤหาสน์ตระกูลเฉินจะจัดเลี้ยงวันเกิดครบรอบสิบหกปีให้กับธิดาคนรองเฉินเยว่ซิน เพียงเน้นย้ำมาว่าเ้าต้องไปให้ได้” ผู้เป็มารดากล่าวตอบ
“ งานครบรอบวันเกิดเฉินเย่วซิน?” หานเฟิงทวนคำอย่างไม่เชื่อหู
“ ท่านพ่อให้เ้าเป็คนไปจัดเตรียมของขวัญที่จะนำไปมอบในวันงาน”
“ ทราบแล้วท่านแม่” ชายหนุ่มรับคำ ก่อนมองส่งผู้เป็มารดาเดินจากไป
ชายหนุ่มกลับเข้ามาในเรือน นั่งกลับลงไปบนเตียงใหญ่ มองดูเทียบเชิญในมืออย่างครุ่นคิด
“ เมื่อวานพวกมันก็มาไฉนจึงไม่พูดถึงเื่งานเลี้ยงวันเกิดแม้แต่น้อย”
“ นี่นับว่าแปลกประหลาดยิ่ง”
“ กระทั่งในชีวิตที่แล้วก็คล้ายว่าจะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน”
“ ในครึ่งปีมานี้สมควรมีเพียงเื่ราวเกี่ยวกับตัวข้าและตระกูลหลี่ที่เปลี่ยนไป เหตุไฉนเื่ราวอื่นๆจึงแปรเปลี่ยนกลับกลายไปจนหมด”
“ ยังไม่ถูก ที่เปลี่ยนไปยังสมควรมีเื่ราวระหว่างนี้ของข้าด้วย ยังมีหอหอมขจร ยังมีแม่นางเมิ่งซิน เพราะหลังจากคืนนั้นที่ข้าได้ร่วมหลับนอนกับนางข้าก็มักจะแวะเวียนไปหลับนอนกับนางทุกค่ำคืน”
“ เป็การเปลี่ยนแปลงแบบลูกโซ่อย่างนั้นหรือ?”
“ หรือจะมีใครที่ย้อนกลับมาจากชีวิตที่แล้วเช่นเดียวกับข้า?”
“ เป็ไปไม่ได้..” ชายหนุ่มส่ายศีรษะปฏิเสธอย่างเด็ดขาด “ ยามนั้นตัวข้าสมควรมีอายุอยู่ใน่สามหมื่นปี หากจะหาคนในรุ่นเดียวกันที่สามารถมีอายุยาวได้เทียบเท่ากับข้า ก็สมควรเป็ผู้คนในแดนเทพแล้ว อีกประการ ผู้คนในแดนเทพก็ไม่ใคร่ที่จะลงมาเที่ยวเล่นบนดาวเคราะห์ชั้นต่ำเช่นนี้ ทั้งยังมีเื่ที่ข้าสามารถจดจำเื่ราวที่ผ่านมาได้ นั่นจึงไม่สมควรมีผู้ใดได้รับโอกาสที่ราวกับฟ้าประทานเช่นนี้เป็คนที่สอง”
“ ดังนั้นตัดเื่ที่จะมีใครย้อนกลับมาจากชีวิตที่แล้วไป ก็จะเหลือก็แต่การเปลี่ยนแปลงแบบลูกโซ่อันมีตัวข้าเป็ต้นเหตุ”
ตกเย็น ในที่สุดหานเฟิงก็สามารถตัดผ่านขอบเขตปราณพื้นฐานได้สำเร็จ สมควรกล่าวว่าเป็ความสำเร็จอันยอดเยี่ยม เพราะเพียงครึ่งปีก็สามารถตัดเข้าสู่ขอบเขตพื้นฐานจากขอบเขตปราณรับรู้ขั้นที่สอง ซึ่งถือว่าเป็ความรวดเร็วอันน่าตระหนกสำหรับเมืองเล็กๆเช่นนี้ หากถึงกระนั้นระดับพลังของมันก็ยังไม่อาจเทียบได้กับคนในรุ่นเดียวกัน ที่ส่วนใหญ่ต่างก็ใกล้จะตัดเข้าสู่ขอบเขตปราณิญญากันแล้ว
แม้จะเริ่มต้นช้าหากการตัดผ่านขอบเขตลมปราณได้ก็สมควรที่มันจะบังเกิดมีความยินดีอยู่บ้าง ทว่าชายหนุ่มกลับหาได้ยินดีแม้แต่น้อย ยามนี้มันมีเพียงสังหรณ์ร้ายที่คล้ายจะบังเกิดขึ้นในเร็ววัน
“ ลางสังหรณ์ของข้าไม่เคยพลาด มีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น แล้วมันก็ไม่ดีเอาเสียด้วย”
กระทั่งวันเวลาล่วงผ่านไปถึงเย็นวันงาน หานเฟิงในชุดยาวสีน้ำเงินเข้มกำลังนั่งโดยสารรถม้าอยู่กับบิดาและมารดา ย่อมแน่นอนว่ารถม้ากำลังมุ่งตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลเฉินที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองเมฆาคล้อย
ไม่นานรถม้าก็หยุดลง หานเฟิงและครอบครัวก้าวเท้าลงจากรถม้า จึงพบว่ามาอยู่เบื้องหน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเฉินแล้ว
ประตูใหญ่เปิดกว้าง ด้านในประดับประดาไว้ด้วยผ้าแพรและโคมไฟหลากสีสัน ทั้งยังพบเห็นผู้คนมากมายที่พากันถือห่อของขวัญเดินตัดผ่านสวนจำลองเข้าไปยังเรือนรับรองที่ด้านใน
“ ผู้คนมากมายนัก” หานเฟิงกล่าวขึ้น ในมือของมันมีของขวัญอยู่ห่อหนึ่ง
“ เข้าไปด้านในกันเถอะ” เป็หานซานกล่าวขึ้น ก่อนจะเดินนำบุตรและภรรยาเข้าไปด้านใน
ยามเมื่อถึงสถานที่จัดงานจึงพบเห็นบรรดาแเื่ที่มากมาย ทั้งยังเห็นคณะเ้าภาพที่ประกอบไปด้วยเฉินคุน ฮูหยิน และตัวเอกของงาน เฉินเยว่ซิน แต่กลับมองไม่เห็นเฉินฟ่านแม้แต่เงา
หานซานพาครอบครัวไปทักทายเ้าภาพ ส่งมอบของขวัญและกล่าวคำอวยพร หลังจากนั้นหานซานจึงถูกเฉินคุนพาตัวไปอีกด้าน ส่วนสุ่ยอิง ก็ถูกฮูหยินตระกูลเฉินพาแยกตัวจากไปอีกคน ยามนี้จึงเหลือเพียงแค่หานเฟิงยืนอยู่กับเฉินเยว่ซิน
“ ขออภัยคุณชายหลี่ที่ยามนี้เยว่ซินไม่สะดวกจะรับรองคุณชายเป็การส่วนตัว ขอเชิญคุณชายเข้างานที่ด้านในพบปะสังสรรกับบรรดาสหาย” เมิ่งซินกล่าวอย่างอ่อนโยนก่อนผายมือเชื้อเชิญชายหนุ่มให้เข้าไปในงาน
ชายหนุ่มมิได้ปฏิเสธ หากเพียงกล่าวถามออกไปประโยคหนึ่ง “ ไฉนจึงไม่พบเฉินฟ่าน”
ใบหน้าของเฉินเยว่ฉินกลายเป็ซีดเผือด หากเพราะสายตาของชายหนุ่มจับจ้องมองเข้าไปในงานจึงไม่ทันได้สังเกตเห็น หากเพียงได้ยินเสียงนางกล่าวตอบกลับมา “ พ พี่ใหญ่ป่วย จึงไม่อาจมาร่วมงาน”
หานเฟิงผงกศีรษะรับก่อนเดินเข้างานไป
ยามเมื่อเข้ามาถึงด้านในจึงพบเห็นบรรดาหนุ่มสาวมากมายที่ทั้งคุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้า คาดว่าตระกูลเฉินคงส่งเทียบเชิญไปทั่วทั้งเมืองเป็แน่แท้ แต่มิทันไรก็พลันมีสุ้มเสียงอันคุ้นเคยกล่าวทักขึ้น
“ นั่นมิใช่นายน้อยตระกูลหลี่หรอกรึ?”
หานเฟิงหันมองตามเสียง ก็เห็นว่าผู้มาเป็ชายหนุ่มรูปงามวัยประมาณสิบหกที่รูปร่างผอมสูงอยู่ในชุดยาวสีฟ้าอ่อน มือขวาคลี่พัดจีบโบกวีเบาๆราวกับคุณชายเ้าสำราญ
“ หวังเจิ้งหู่” หานเฟิงโพลงขึ้น
“ ข้านึกว่าเ้าลืมเลือนข้าไปเสียแล้ว” น้ำเสียงของหวังเจิ้งหู่แฝงแววตัดพ้อเล็กน้อย กลับกลายเป็เรียกเสียงหัวเราะเบาๆให้กับหานเฟิง
หวังเจิ้งหู่ผู้นี้ก็มิใช่ใครอื่น หากเป็คุณชายสามแห่งตระกูลหวัง หนึ่งในสี่ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองเมฆาคล้อย ทั้งหวังเจิ้งหู่ผู้นี้ก็ยังเป็สหายรักของหานเฟิง เป็สหายที่มักจะพากันใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญในกาลก่อน ซึ่งหวังเจิ้งหู่ผู้นี้ก็มีสมยาว่าขยะแห่งตระกูลหวังที่มาคู่กันกับขยะแห่งตระกูลหลี่ของหานเฟิง
“ ไฉนครึ่งปีมานี้เ้าจึงหายหน้าหายตาไป ปล่อยให้ข้าต้องโดดเดี่ยวตัวคนเดียวเปลี่ยวเหงายิ่ง”
“ เ้าไหนเลยจะเปลี่ยวเหงา ทุกค่ำคืนมีแต่ร่ำสุราเค้านารี”
“ มีเพียงสุรากับนารี หากคงไร้สหายร่วมแบ่งปัน”
หานเฟิงได้ฟังก็พลันต้องส่ายศีรษะถอนหายใจออกมาอย่างปลดปลง “ เจิ้งหู่ ทางทีดีเ้าควรกลับตัวเป็คนใหม่ ใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเ้าเองและวงศ์ตระกูล”
ที่หานเฟิงกล่าวเตือนย่อมเพราะความหวังดีในฐานะสหายที่ร่วมคบหากันมานาน เป็ชีวิตที่แล้วของหวังเจิ้งหู่ที่มิได้ยืนยาวนัก ราวอายุสิบแปดมันร่ำดื่มสุราจนมึนเมา กลับไปข่มเหงลวนลามภรรยาผู้อื่น จึงถูกสามีของสตรีผู้นั้นทุบตีทำร้ายจนตกตายราวกับสุนัขข้างถนน ย่อมแน่นอนว่าตระกูลหวังในครานั้นเป็เดือดเป็แค้นยิ่ง พวกมันตามล่าคนผู้นั้นอย่างถึงที่สุด จนพาลให้ผู้คนมากมายต้องเดือดร้อนไปตามๆกัน
“ นั่นมันเื่ของข้า เ้าเป็อะไรมีสิทธิ์มาห้ามข้า กระทั่งมารดาข้าก็ยังไม่เคยห้ามข้าแม้แต่ครึ่งคำ”
หานเฟิงได้ยินเช่นนั้นจึงได้แต่ส่ายศีรษะ ทั้งไม่คิดจะกล่าวอันใดอีก มันคิดว่ามันทำดีที่สุดแล้วในฐานะสหายผู้หนึ่ง แต่ถ้ากล่าวเตือนแล้วมันไม่รับฟังก็สุดแท้แต่เวรแต่กรรมของตัวมันเองเถอะ
หากในขณะนั้นชายหนุ่มก็พลันได้ยินสำเนียงเสียงอันโอหังถือดีของสตรีกล่าวพูดขึ้น “ เ้าสาม คุยกับใครอยู่”
เมื่อหันมองตามเสียงก็เห็นเป็หญิงสาวสะคราญโฉมอายุสิบเจ็ดกำลังก้าวเดินมาทางพวกมัน หญิงสาวอยู่ในชุดสีฟ้าอ่อน ผิวกายขาว เค้าหน้าหมดจดงดงาม หากแลดูทรนงองอาจยิ่ง ทั้งไม่ดูสุภาพอ่อนช้อยเชกเช่นธิดาจากตระกูลอื่น ซึ่งก็มิใช่ใครอื่นหากเป็หวังซูเหยา ธิดาคนรองตระกูลหวัง พี่สาวต่างมารดาของหวังเจิ้งหู่ ทั้งนางยังได้ฉายาว่ายอดยุทธ์รุ่นเยาว์อันดับหนึ่งแห่งเมืองเมฆาคล้อยที่สร้างชื่อให้กับตระกูลหวังเป็อย่างยิ่ง ชื่อเสียงของนางไม่เพียงแค่จำกัดอยู่ในเมืองเมฆาคล้อย หากคงโด่งดังไปอีกหลายต่อหลายเมือง กระทั่งที่ตระกูลใหญ่ต่างเมืองยังพากันมาสู่ขอตัวนางไปตบแต่งเข้าตระกูล ทว่าผู้นำตระกูลหวังหวงแหนนางยิ่ง จะอย่างไรก็ไม่ยอมยกนางให้แก่ผู้ใด
“ สหายเก่านะ ตอนนี้กำลังจะเลิกคบแล้ว” หวังเจิ้งหู่กล่าวตอบพี่สาวอย่างสนุกสนาน หานเฟิงที่ชมดูจึงได้แต่เหลือบตามองบนด้วยความระอา
ได้ยินน้องชายกล่าวตอบเช่นนั้นก็จ้องมองไปที่ชายหนุ่มอย่างแน่วนิ่ง ครู่ต่อมานางจึงกล่าวขึ้น “ ที่แท้ก็เป็นายน้อยตระกูลหลี่ ครึ่งปีมานี้ได้ยินว่าเ้าร่ำเรียนการใช้อาวุธจนเชี่ยวชาญ ข้าหวังเป็อย่างยิ่งที่จะได้ปะฝีมือกับเ้าสักกระบวน”
หานเฟิงมองสบตากับหญิงสาว ก็พบว่าประกายตาของนางมุ่งมั่นยิ่ง มีความ้าที่จะสู้ยิ่ง “ แม่นางหวังก็กล่าวชมกันเกินไปแล้ว ไหนเลยที่คนอ่อนแอเช่นข้าจะเหมาะเป็คู่ซ้อมมือให้กับรุ่นเยาว์อัจฉริยะอันดับหนึ่งเช่นแม่นาง”
“ อย่าได้ถ่อมตัวแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าพึ่งจะได้ยินมาว่าเ้าสามารถเอาชัยเฉินฟ่านได้อย่างหมดจด”
“ จริงรึ!!!” หวังเจิ้งหู่โพลงขึ้นอย่างไม่เชื่อหู
หวังซูเหยาพยักหน้าตอบน้องชายอย่างเรียบเฉย หากสายตาของนางกลับจ้องสบกับชายหนุ่มอย่างเป็ประกาย มิใช่ประกายตาแห่งความชื่นชอบในแบบฉันท์สตรีบุรุษ หากเป็ประกายแห่งความชื่นชอบในการต่อสู้ชิงชัย
“ ถ้าแม่นางหวังคิดอยากจะปะฝีมือด้วยก็คงต้องไว้โอกาสหน้าแล้ว” หานเฟิงได้แต่ต้องตอบรับไปอย่างส่งเดช ไม่เช่นนั้นแม่นางผู้คลั่งไคล้การต่อสู้ผู้นี้คงตามตื้อมันไม่เลิกเป็แน่
หวังซูเหยาพยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย หากสายตาของชายหนุ่มก็หาได้สนใจมองนางต่อไปไม่ มันเพียงสอดส่ายสายตามองไปทั่วทั้งงาน ในห้วงคำนึงหวังเพียงได้พบเห็นเงาร่างที่มันปราถนาจะพบพาน
“ นี่เ้ามองหาผู้ใด?” เป็หวังเจิ้งหู่กล่าวถามขึ้น
“ ไม่มีใด” แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้นหากสายตายังคงไม่หยุดสอดส่ายไปมา
“ ไม่มี?...แล้วเ้าจะมองตรงนั้นที ตรงนี้ทีไปเพื่ออะไร?”
หานเฟิงไม่ตอบคำ หากชั่วขณะเวลานั้นมันกลับตรึงนิ่งไปที่บุคคลผู้หนึ่ง เป็หญิงสาวผู้มาใหม่ หญิงสาววัยสิบห้าสิบหกที่รูปร่างผอมบางในชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ เส้นผมของนางดำขลับยาวสยาย เรียวตาหงส์ั์ตาดำขลับสงบนิ่ง ผิวกายใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากบางก็แลดูซีดเซียว มองเผินๆจึงคล้ายเด็กสาวที่อมโรคที่ร่างกายไม่ค่อยจะแข็งแรง แน่นอนว่าหญิงสาวผู้นี้ย่อมต้องเป็เฉินเสวี่ยเอ๋อร์ในวัยสิบห้า
แม้นางจะยังเยาว์วัยและดูเหมือนเด็กสาวที่อมโรค หากเส้นสายบนใบหน้าของนางกลับเรียกได้ว่าหมดจดงดงามยิ่ง กระทั่งที่นางเยื้องกรายมา ก็ยังเรียกหาสายตาของบรรดาแเื่ให้หันมอง และโดยเฉพาะเหล่าบุรุษ ไม่ว่าจะรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ที่ต่างก็พากันจ้องมองอย่างเป็ประกาย
แต่ในสายตาของหานเฟิง นางในยามนี้ยังไม่อาจกล่าวเรียกได้ว่างดงามเทียบได้กับยามที่นางตบแต่งกับมันในชีวิตที่แล้ว แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังคงนับว่างดงาม งดงามจนกว่าที่ผู้ใดจะเสมอเหมือน
“ แม่นางน้อยผู้นั้นเป็ธิดาตระกูลใด ไฉนจึงงดงามยิ่งนัก” หวังเจิ้งหู่กล่าวขึ้น แต่พอจะเลือบตาไปขอความเห็นจากสหายกลับพบว่ามันเดินจากไปแล้ว
“ เฮ้ย!!...แล้วนั่นเ้าจะไปที่ใด?”
ยามนี้ในห้วงคำนึงของหานเฟิงไม่ได้ยินคำกล่าวอันใดทั้งสิ้น กระทั่งในครรลองสายตาก็มีเพียงเงาร่างของนางที่ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น นางในดวงใจที่มันเฝ้าฝันถึงมานานแสนนาน แล้วก็เหมือนกับว่านางเองก็คล้ายจะััได้ถึงสายตาที่มองมาของมัน นางจึงได้เหลียวหน้ามา เรียวตาหงส์จับจ้องมองประสานกัน ทว่าในดวงตาดำขลับคู่นั้นกลับมีเพียงความสงบนิ่งไร้อารมณ์อย่างที่ชายหนุ่มสุดแสนจะคุ้นชิน
“ เสวี่ยเอ๋อร์” หานเฟิงขยับปากกล่าวคำ หากกลับพบว่าไม่มีสำเนียงเสียงใดถูกเปล่งออกมา
สองตาสอดประสานกันที่หนึ่งนั้นสงบนิ่ง หากอีกหนึ่งกลับมากล้นไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย หานเฟิงสาวเท้าก้าวเดิน ระยะห่างที่ยิ่งมาก็ยิ่งกระชั้นเข้าใกล้ หากชายหนุ่มกลับต้องหยุดไว้เพราะมีเงาร่างหนึ่งเดินเบียดผ่านเข้ามาในครรลองสายตา
ที่เห็นเป็เงาหลังสูงโปร่งสง่างามในชุดสีเหลืองเข้ม ชายหนุ่มเห็นเพียงว่าชายผู้นั้นกำลังสนทนากับเสวี่ยเอ๋อร์ เพราะระยะห่างของมันยังคงมีมาก จึงไม่อาจได้ยินสิ่งที่ชายผู้นั้นกล่าวได้อย่างถนัดชัดเจน หากในเวลาต่อมามันกลับพบว่าชายผู้นั้นผายมือเชื้อเชิญให้เสวี่ยเอ๋อร์เดินจากไป
มันเห็นเสวี่ยเอ๋อร์ พยักหน้าตอบรับ...
และในขณะที่ชายผู้นั้นหันตัวกลับมาจึงทำให้ชายหนุ่มมองเห็นเค้าหน้าของชายผู้นั้นได้อย่างถนัดชัดเจน เห็นเป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ใบหน้าหล่อเหลาสง่างามท่วงท่าองอาจ หว่างคิ้วเปี่ยมไปด้วยอำนาจบารมี แต่รอยยิ้มที่มันมอบให้กับเสวี่ยเอ๋อร์กลับแลดูอบอุ่นจริงใจยิ่ง กระทั่งแววตาที่ทอดมองยังฉายชัดซึ่งความเอาใจใส่ดูแล
แม้นสายตาของหานเฟิงจะตรึงนิ่งอยู่ที่ชายผู้นั้น หากห้วงความนึกคิดกลับค้นลึกลงไปในห้วงความทรงจำของชีวิตที่ผ่านมา ทว่ามันไม่อาจพบพานสิ่งใด และในชั่วขณะที่คนทั้งสองกำลังจะจากไป ชายผู้นั้นกลับหันหน้ามองมา สองั์ตาดำขลับจับจ้องมองประสานกันกับชายหนุ่ม ก่อนที่มุมปากของชายผู้นั้นจะหยักยกขึ้นเป็รอยยิ้ม ร้อยยิ้มอันเย้ยหยันของผู้มีชัย
ฉับพลันนั้นหัวใจของชายหนุ่มก็แปรเปลี่ยนเป็เย็นเหยียบ
‘ มันรู้จักข้า!!! ทั้งยังรู้ว่าข้าเป็คู่หมั้นหมายของนาง และที่สำคัญ...มันคิดหวังจะ่ชิงนางไปจากข้า’
หานเฟิงกัดฟันกรอด สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ มันมองส่งเงาหลังของคนทั้งสองเดินจากไปอย่างไม่ยินยอม หากมันทราบดีว่า ตัวมันในตอนนี้ไร้กำลังจนไม่อาจกระทำสิ่งใด ทั้งตลอด่เวลาที่มันทอดมอง เสวี่ยเอ๋อร์ที่สงบนิ่งก็ไม่แม้แต่จะชายตามองดูมันอีกเลยสักคราเดียว
“ หานเฟิง นี่เ้า…” หวังเจิ้งหู่กล่าวขึ้น หากกล่าวได้เพียงแค่ครึงประโยคก็พลันต้องหยุดไป เพราะเห็นว่าสหายดูไม่ปกติ
“ หาน..” หวังเจิ้งหู่ข่มใจเรียกหาชายหนุ่มอีกครั้ง หากยามที่ชายหนุ่มหันหน้ามองกลับมานั่นจึงทำให้หวังเจิ้งหู่ต้องก้าวเท้าถอยหลังไปด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว
...เป็สำนึกการฆ่าฟันที่เข้มข้นยิ่ง
หานเฟิงหลับตาลง พยายามควบคุมลมหายใจที่หนักหน่วงให้กลับเป็ปกติ หากผ่านไปเนิ่นนานกว่าที่มันจะลืมตากลับขึ้นมาอีกครั้ง แม้สีหน้าจะกลับมาสงบนิ่งแล้ว หากข้างในประกายตายังคงแฝงไว้ด้วยสำนึกการฆ่าฟันอย่างเลือนลาง
“ ห หานเฟิง” เป็เสียงของหวังเจิ้งหู่ที่ยังคงรู้สึกหวาดผวา แต่พอเห็นว่าสหายผินหน้ามองมาทั้งยังกลับเป็ปกติแล้วจึงค่อยกล่าวขึ้นอย่างโล่งใจ “ เมื่อครู่เ้าเป็อันใด? ไฉนจึงทำหน้าตาน่ากลัวยิ่ง ข้านั้นกลัวจนเกือบจะฉี่รดกางเกงแหนะ”
หานเฟิงสูดหายใจเข้าลึกก่อนส่ายหน้าแล้วกล่าวคำ “ ไม่มีอันใด”
มันเข้าใจแล้วว่าไฉนก่อนหน้านี้ตนจึงรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ร้ายอย่างเรือนราง ที่แท้กลับเป็เช่นนี้ นางในดวงใจ...ไม่ สมควรกล่าวว่า สตรีของมัน กำลังจะถูกใครบางคน่ชิงไป