บทที่ 5 ของวิเศษ
จางเหยี่ยนอี้พึมพำอยู่ในใจก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างสว่างวาบขึ้นมาด้านข้าง
เมื่อหันไปมองก็เห็นกระเป๋าเป้สีดำใบหนึ่งวางอยู่ข้างเตียงนางจำได้ว่ากระเป๋าใบนี้เป็ของตน ในตอนที่ฝึกภาคสนามต้องพกมันติดตัวตลอดเวลากระเป๋าใบนี้ใส่สิ่งจำเป็ต่อการฝึก และการดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็อาวุธที่ทันสมัยเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีพ อาหารแห้ง ยา หรือสิ่งของอื่นๆที่จำเป็ต่อการเอาชีวิตรอดในยามฉุกเฉิน
“เฮ้ยนี่มันกระเป๋าคู่กายของฉันนี่นา แล้วมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ไง”
จางเหยี่ยนอี้อุทานออกมาอย่างประหลาดใจก่อนจะรีบเปิดกระเป๋าและหยิบสิ่งของต่าง ๆ ออกมาสำรวจ ซึ่งนางพบว่าทุกอย่างยังอยู่ครบถ้วน ทั้งปืนพกะุ มีดพก ชุดปฐมพยาบาล อาหารแห้ง ยาแก้ปวด และอุปกรณ์สื่อสาร
จางเหยี่ยนอี้หยิบบะหมี่แห้งออกมาดู ก็พบว่าเป็แบบที่ตนเองชอบพกพาติดตัวเสมอหญิงสาววางลงแล้วเอื้อมมือไปหยิบอย่างอื่นในกระเป๋า
“เอ๊ะ บะหมี่หยิบออกมาแล้วทำไมยังเหลืออยู่เหมือนเดิม หรือว่า”
ด้วยความสงสัยจางเหยี่ยนอี้จึงหยิบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาอีกครั้ง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความ ดีใจ
“นี่ใช่ไหมที่คุณตาบอกว่าของวิเศษ มันเป็กระเป๋าที่หยิบอะไรออกมาก็จะไม่มีวันหมดอย่างนี้ค่อยมีกำลังใจในการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ขึ้นมาหน่อย”
ภายในห้องอันมืดมิด แสงสว่างเล็ก ๆส่องออกมาจากฝ่ามือของจางเหยี่ยนอี้แสงนั้นมาจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องบางที่เธอหยิบออกมาจากกระเป๋าวิเศษ
เมื่อครู่ก่อนหลังจากสำรวจสิ่งของต่างๆ ในกระเป๋าวิเศษ เหยี่ยนอี้ก็พบกับโทรศัพท์มือถือเครื่องโปรดของเธอโทรศัพท์เครื่องนี้ไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่มันคือคลังข้อมูลส่วนตัวของเธอแหล่งความรู้ที่เธอใช้ในการศึกษา ค้นคว้า และวางแผนการต่าง ๆ
หญิงสาวกดปุ่มเปิดเครื่องด้วยความหวังเล็กๆ และเมื่อหน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้นมา หัวใจของเธอก็เต้นแรงขึ้นเล็กน้อยระบบปฏิบัติการยังคงทำงานได้ปกติ แอปพลิเคชั่นต่างๆ ยังคงอยู่ครบถ้วนข้อมูลที่เธอเคยบันทึกไว้ยังคงปรากฏให้เห็น
จางเหยี่ยนอี้ลี่ซาเริ่มสำรวจโทรศัพท์อย่างละเอียดเธอไล่ดูรายชื่อติดต่อ แต่ก็พบว่าไม่สามารถโทรออกหรือส่งข้อความได้สัญญาณโทรศัพท์ไม่มีแม้แต่ขีดเดียว เธอพยายามเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตแต่ก็ไม่เป็ผล โทรศัพท์มือถือของเธอไม่สามารถเชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อีกต่อไป
ถึงแม้จะไม่สามารถสื่อสารกับใครได้แต่ข้อมูลที่อยู่ในโทรศัพท์ก็ยังมีค่ามหาศาลสำหรับจางเหยี่ยนอี้เธอสามารถเข้าถึงแผนที่โลก ข้อมูลและความรู้ต่าง ๆ ที่เธอเคยรวบรวมไว้สิ่งเหล่านี้จะเป็ประโยชน์อย่างมากในการใช้ชีวิตในโลกแห่งนี้
นอกจากนี้เธอยังพบว่าแอปพลิเคชั่นบันทึกเสียงและบันทึกภาพยังคงใช้งานได้นี่จะเป็ประโยชน์อย่างมากในการบันทึกเื่ราวต่าง ๆ ที่เธอพบเจอและเก็บข้อมูลสำคัญต่าง ๆ เอาไว้
จางเหยี่ยนอี้ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ช่างเถอะ ถึงจะสื่อสารกับใครไม่ได้แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็คงจะพอที่จะช่วยให้ใช้รอดชีวิตได้”
ลี่ซาในร่างของจางเหยี่ยนอี้กล่าวกับตัวเองด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบของในกระเป๋าออกมา
แสงไฟจากโทรศัพท์ส่องกระทบกล่องปฐมพยาบาลสีเขียวอ่อนที่วางอยู่บนเตียงจางเหยี่ยนอี้ค่อยๆ เปิดฝากล่องออกภายในบรรจุไปด้วยอุปกรณ์และเวชภัณฑ์นานาชนิดที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบ
หญิงสาวหยิบแผงยาขึ้นมาดูก็พบว่าเป็ยาแก้ปวดชนิดรุนแรงมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดได้อย่างรวดเร็วและยาวนาน
จากนั้นก็หยิบหลอดยาขนาดเล็กขึ้นมาอีกหลอดหนึ่งคราวนี้เป็ยาชาชนิดเฉพาะที่เมื่อทาลงบนิัจะทำให้บริเวณนั้นชาจนไม่รู้สึกเ็ปเหมาะสำหรับใช้ในการผ่าตัดเล็ก ๆ หรือทำแผล
จางเหยี่ยนอี้หยิบผ้าก๊อซสำลี และน้ำยาฆ่าเชื้อออกมาตรวจสอบ พบว่าทุกอย่างยังอยู่ในสภาพดีและพร้อมใช้งานเธอคลี่ผ้าพันแผลออกมาดูพบว่าเป็ผ้าพันแผลชนิดพิเศษที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้
นอกจากนี้เธอยังพบอุปกรณ์ในการทำแผลอีกหลายชนิด ทั้งกรรไกร คีมคีบ เข็มเย็บแผลและด้ายเย็บแผล ทุกอย่างถูกบรรจุอยู่ในซองที่ปิดสนิทและผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว
หญิงสาวพิจารณาอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ต่างๆ ด้วยความละเอียดรอบคอบ เธอประเมินว่าสิ่งเหล่านี้ มีประโยชน์อย่างมากในการรักษาอาการาเ็ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในโลกที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ และอาจจะทำเงินให้กับครอบครัวที่ยากจนนี้ได้อีกด้วย
“ยาแก้ปวดยาชา อุปกรณ์ทำแผล. สิ่งเหล่านี้ นอกจากจะช่วยชีวิตได้ในยามคับขันแล้วอาจจะต้องหาทางทำเงินจากของเหล่านี้ด้วย”
จางเหยี่ยนอี้กล่าวกับตัวเองเบาๆ นางรู้สึกขอบคุณที่กระเป๋าวิเศษใบนี้มีทุกสิ่งที่ตนเอง้า
หญิงสาวจัดเรียงอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ต่างๆกลับเข้าที่เดิมอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเก็บทุกอย่างลงในกระเป๋ายกเว้นบะหมี่สำเร็จรูป และอาหารกระป๋องหลายอย่างที่จำเป็ต้องใช้ในวันพรุ่งนี้
“แล้วจะบอกว่าเอาอาหารพวกนี้มาจากไหนกันล่ะถึงจะแเี ทำไมมันยุ่งยากขนาดนี้”
จางเหยี่ยนอี้เอามือกุมขมับก่อนจะคิดหาทางออก
ในคืนนั้นจางเหยี่ยนอี้ก็ปรากฏตัวอยู่กลางห้องโถงของบ้าน ดวงตาจ้องมองไปยังเสาไม้ที่ค้ำยันหลังคาแสงจันทร์ลอดผ่านช่องว่างบนผนัง ส่องเป็ลำลงมาต้องกับฝุ่นผงที่ลอยคว้างในอากาศบรรยากาศเงียบสงัดวังเวง
เด็กสาวถอนหายใจเบาๆ แผนการที่เธอคิดไว้อาจจะดูบ้าบิ่น แต่ก็เป็วิธีเดียวที่เธอคิดออกเพื่อช่วยเหลือครอบครัวนี้โดยที่ไม่ต้องเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวตนของเธอ
จางเหยี่ยนอี้ตัดสินใจที่จะสร้างสถานการณ์"เทพเซียนเข้าสิง" เพื่อมอบกระเป๋าวิเศษให้กับเ้าของร่างโดยอ้างว่าเป็ของขวัญจาก์ที่จะช่วยให้พวกเขามีชีวิต ที่ดีขึ้น
มือเล็กบางหยิบะเิควันขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าซึ่งะเิควันเหล่านี้เป็อุปกรณ์มาตรฐานที่หน่วยรบพิเศษใช้ในการปฏิบัติการต่าง ๆเมื่อจุดชนวน จะเกิดควันสีขาวขุ่นจำนวนมากบดบังทัศนวิสัยทำให้ศัตรูสับสนและเสียเปรียบ
จางเหยี่ยนอี้จึงวางแผนที่จะจุดะเิควันในห้องโถงเพื่อสร้างความโกลาหล และทำให้ทุกคนเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นจากนั้นเธอจะเริ่มพูดจาด้วยน้ำเสียงที่ดัดแปลงให้ดูน่าเกรงขามบอกเล่าเื่ราวเกี่ยวกับเทพเซียนที่ลงมาช่วยเหลืุ์
จากนั้นเธอจะมอบกระเป๋าวิเศษให้กับตนเองโดยบอกว่าเป็ของขวัญจากเทพเซียนที่มอบให้เพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นจากความยากลำบากพร้อมทั้งกำชับให้เก็บรักษาความลับเกี่ยวกับกระเป๋าวิเศษนี้ไว้เป็อย่างดี
จางเหยี่ยนอี้ตรวจสอบความพร้อมของทุกอย่างอีกครั้งเธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ จากนั้นก็เริ่มลงมือตามแผนที่วางไว้
หญิงสาวเดินไปยังเตาผิงที่ตั้งอยู่ข้างห้องจุดไฟด้วยเครื่องจุดไฟแบบไฟฟ้าจากกระเป๋าวิเศษ แล้วโยนะเิควันเข้าไปในกองไฟ
ทันทีที่ะเิควันัักับความร้อนก็เกิดเสียงดัง "ฟู่"พร้อมกับกลุ่มควันสีขาวขุ่นที่พวยพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วควันลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องโถงจนมองอะไร ไม่เห็น
จางลี่หยางจางหยุนผิง และจางจื่อหาน ที่กำลังนอนอยู่ในห้องของตน เมื่อได้ยินเสียงดังก็รีบวิ่งออกมาจากในห้อง ภาพกลุ่มควันที่อยู่เบื้องหน้าทำให้พวกเขายืนตะลึง
จางเยี่ยนอี้เห็นทุกคนออกมาก็เริ่มแสดงตามบทที่ซักซ้อมไว้
"ข้าคือทูต์ที่ลงมาช่วยเหลือพวกเ้า”
หญิงสาวะโด้วยน้ำเสียงที่ดัดแปลงให้ทุ้มนุ่มและก้องกังวานราวกับเสียงมาจากสรวง์
“เทพเซียนบน์ทรงเมตตาต่อความทุกข์ยากของพวกเ้าจึงส่งข้าลงมามอบของขวัญเพื่อช่วยเหลือพวกเ้าให้พ้นจากความยากลำบาก”
จางเหยี่ยนอี้คว้ากระเป๋าวิเศษที่ซ่อนไว้ด้านหลังออกมาชูกระเป๋าขึ้นเหนือศีรษะ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวาน
“นี่คือของขวัญจากเทพเซียนข้าจะมอบไว้กับเด็กสาวคนนี้ จงให้นางรับมันไว้ แล้วใช้มันเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นและอย่าบอกเื่นี้ให้ใครรู้มิฉะนั้นภัยพิบัติจะมาเยือนพวกเ้า”
พูดจบจางเหยี่ยนอี้ก็ทำทีเป็หมดสติ ล้มลงกับพื้นปล่อยให้ครอบครัวตกอยู่ในความสับสนและงุนงง
“อี้เอ๋อร์”