ตอนที่27 เพื่อนสนิทของป้าสะใภ้สี่
โจวโจวมองเขาตาปริบๆ “พี่เจ็ดรับปากหนูไหม ? ”
ฉินเฟิงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่แต่สุดท้ายพอเห็นท่าทางออดอ้อนอย่างน่าสงสาร เขาก็พยักหน้ารับอย่างใจอ่อน “ได้”
เมื่อเห็นแบบนั้นโจวโจวก็หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ “ขอบคุณพี่เจ็ด ! ”
ขณะที่พูดเธอรีบปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วนั่งขัดสมาธิข้าง ๆ เขา พลางพูดอย่างจริงจังว่า “งั้นพวกเรามาเริ่มรักษากันเถอะอ้อ ถ้าพี่เจ็ดรู้สึกไม่สบายตัวตรงไหนก็รีบบอกหนูนะ”
“อืม”
ฉินเฟิงยิ้มให้เธอที่ผ่านมาขาของเขาไร้ความรู้สึกมาโดยตลอด ยกเว้นเวลาปวดกระดูกตอนกลางคืนดังนั้นเขาจะรู้สึกไม่สบายตรงขาได้อย่างไร
ในขณะที่เขากำลังคิดจู่ ๆ ความร้อนก็ค่อย ๆ แผ่ขึ้นมาที่ขาของเขา แม้มันจะเป็แค่ความรู้สึกอุ่น ๆแต่เขารู้สึกได้อย่างชัดเจน
นี่นี่คือ……
ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความใ
โจวโจวบิดเข็มเบาๆ ส่งพลังิญญาผ่านไปตามปลายเข็ม แล้วเงยหน้าถามเขาว่า “รู้สึกอย่างไรบ้าง ? ”
“ดูเหมือนว่าจะรู้สึกถึงกระแสอบอุ่น”เขาพูดอย่างไม่แน่ใจ เพราะสงสัยว่านั่นเป็ความรู้สึกลวงตาที่เขาสร้างเองหรือเปล่า
โจวโจวกลับพยักหน้าอย่างพอใจ“เยี่ยมมาก”
ดูเหมือนว่าไอดำจะยังทำลายเส้นเอ็นของเขาไม่หมดไม่เช่นนั้นคงจะลำบากมาก
โจวโจวฝังเข็มต่อไปความเร็วในการลงเข็มของเธอนั้นเร็วมากจนใช้เวลาไม่นานในการทำให้เขากลายเป็เหมือนเม่น
ทว่าฉินเฟิงกลับรู้สึกสบายตัวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเขาถึงกับเหลือบมองโจวโจวอยู่หลายครั้งโดยไม่รู้ตัว
หนูน้อยมีผิวขาวอวบใบหน้านุ่มฟู ร่างจ้ำม่ำเจือไปด้วยกลิ่นน้ำนมอ่อนๆ ไม่ว่าจะมองมุมไหนเธอก็เป็เพียงเด็กอายุสี่ขวบเท่านั้นแต่ไม่รู้ว่าเธอมีความสามารถขนาดนี้ได้อย่างไร
ขณะกำลังนอนคิดอย่างเพลินๆ อยู่นั้น จู่ ๆ ความง่วงก็ถาโถมเข้ามาหาเขา จนเขาไม่อาจฝืนเปิดเปลือกตาได้อีก
โจวโจวจึงพูดว่า“พี่เจ็ดนอนหลับสักพักเถอะ”
“อืม”ได้ยินเธอพูดแบบนั้น ฉินเฟิงไม่ฝืนอีก เขาผล็อยหลับไปและในตอนที่เขานอนเต็มอิ่มแล้วลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเวลาก็ได้ผ่านไปกว่าสองชั่วโมงแล้ว อีกทั้งในห้องยังไม่มีใครแล้วด้วย
เขาชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นลองเอามือแตะขาของตัวเอง แม้เขาจะยังคงไม่รู้สึกอะไร แต่ร่างกายของเขากลับรู้สึกเบาสบายกว่าเดิมมาก
โจวโจวเก่งจริงๆ !
ในขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้นฉินเริ่นก็เปิดประตูเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นเอกสารในมือให้เขา
บนเอกสารเต็มไปด้วยรายชื่อตัวยาสมุนไพรฉินเฟิงอ่านไม่เข้าใจ เขาจึงเงยหน้าถามฉินเริ่น
ฉินเริ่นเอนตัวพิงขอบโต๊ะเบาๆ เขาดึงแว่นตาลงแล้วพูดว่า “ฉันถามปู่หลิวมาแล้วเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคือสมุนไพรอะไร แต่เขาบอกว่าสูตรยานี้มันวิเศษมากได้ผลดี นายสามารถกินได้”
ปู่หลิวที่เขาพูดถึงคือผู้อำนวยการแผนกการแพทย์แผนจีนประจำโรงพยาบาลกลางจิงเฉิงทุกคนให้สมญานามเขาว่า “หมอเทวดาหลิว” เพราะเขาเป็มือหนึ่งของประเทศทักษะการแพทย์ของเขายอดเยี่ยมมาก
ตอนนี้ฉินเฟิงรู้แล้วว่าทักษะทางการแพทย์ของโจวโจวนั้นยอดเยี่ยมมากแต่พอได้ยินพี่ใหญ่พูดมาแบบนี้ เขาก็ยิ่งมีความมั่นใจเข้าไปอีก
ฉินเริ่นมองสำรวจตัวเขาและจู่ ๆ สายตาของฉินเริ่นก็ไปจับจ้องอยู่ที่ขาของฉินเฟิง“เมื่อกี้นี้โจวโจวก็อยู่ด้วยสินะ พวกนายทำอะไรกัน ? ทำไมนายถึงได้นอนขี้เซาแบบนี้? ”
เมื่อครู่นี้โจวโจวเดินออกไปบอกพวกเขาว่าฉินเฟิงหลับอยู่ไม่ให้พวกเขาเข้าไปรบกวน
แต่เขาจำได้ว่าฉินเฟิงไม่มีนิสัยชอบนอนกลางวัน
ได้ยินแบบนี้ฉินเฟิงก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิดและไม่พูดอะไร
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขาฉินเริ่นหรี่ตาลง “ทำไมล่ะ บอกไม่ได้หรือ ? ”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“โจวโจวเป็คนบอกว่าไม่ให้บอกฉันใช่ไหม? ” ฉินเริ่นยังคงยิงคำถามต่อ แม้จะเป็การถามแต่สีหน้าของเขากลับมั่นใจว่ามันต้องเป็แบบนั้น
ปิดเขาไม่ได้จริงด้วย
ฉินเฟิงถอนหายใจออกมาและพยักหน้าอีกครั้ง
ดูเหมือนเ้าตัวเล็กจะป้องกันตัวเองจากเขาเป็อย่างดีเพียงแต่เขาไปทำอะไรให้เธอกัน ?
ฉินเริ่นทั้งสงสัยทั้งตลกเมื่อเห็นว่าฉินเฟิงยังคงก้มหน้าหลบสายตา เขาจึงโบกมือปัด “ช่างเถอะฉันไม่ถามแล้วกัน ในเมื่อยาของโจวโจวไม่ได้มีปัญหาอะไร งั้นนายก็กินมันไปเถอะ”
“อืม”
หลังจากพูดคุยกันสักพักฉินเริ่นก็เดินออกไป และในตอนที่เดินออกมาจากห้องนั้นเขาก็เห็นว่าโจวโจวกำลังเล่นอยู่กับปู่ฉินย่าฉินแม้แต่ปู่ฉินที่ชอบทำหน้าดุมาโดยตลอดยังถูกโจวโจวทำให้อารมณ์ดีได้
เมื่อเห็นภาพนี้ฉินเริ่นก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้หนูน้อยกลัวเขาทำไมเธอถึงเล่นกับทุกคน ยกเว้นเขา ?
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันเหวินเหยาเดินถือจานผลไม้มาวางบนโต๊ะกาแฟด้วยรอยยิ้ม “พ่อคะ แม่คะ โจวโจวกินผลไม้กันก่อนสิ”
โจวโจวเงยหน้าขึ้นมองเธอเมื่อเห็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนของเธอ หนูน้อยก็รู้สึกประทับใจในตัวเธอมากจึงยิ้มกว้างให้ “ขอบคุณป้าสะใภ้สี่”
เหวินเหยามองเธอด้วยรอยยิ้ม“ไม่ต้องเกรงใจจ้ะ”
“จริงสิพ่อคะ แม่คะ วันนี้หลันหลันนัดหนูไปช้อปปิ้ง เดี๋ยวหนูจะออกไปข้างนอกสักพักนะคะ”
หลันหลันที่เธอพูดถึงคือเถาหลันเป็เพื่อสนิทของเธอเอง
“ได้สิออกไปคลายเครียดข้างนอกบ้างเถอะ” ย่าฉินพูดและเมื่อเห็นว่าในดวงตาของเธอดูหม่นหมอง ก็ถอนหายใจออกมาอย่างแ่เบาย่าฉินจับมือลูกสะใภ้ขึ้นมาแล้วพูดปลอบใจว่า “เธอเองก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีมีความสุขกับเขาบ้าง อยากทำอะไรก็ไปทำเถอะ ไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจเจอปาฏิหาริย์เสี่ยวเฟิงอาจจะหายดีในไม่ช้า”
ระหว่างที่พูดเธอก็ชำเลืองมองไปยังโจวโจว ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวเื่ไม่คาดฝันที่อาจทำให้ลูกสะใภ้ต้องผิดหวังอีกเธอคงบอกลูกสะใภ้ไปแล้ว
เหวินเหยาไม่ได้สังเกตสีหน้าของเธอเธอพยักหน้าอย่างอ่อนโยน แม้ในแววตาของเธอจะมีความขมขื่นเล็กน้อยแต่บนใบหน้าของเธอยังคงมีรอยยิ้มประดับไว้เสมอ “ค่ะแม่ หนูรู้แล้ว”
เมื่อเห็นลูกสะใภ้เป็แบบนี้ย่าฉินก็ยิ่งรู้สึกสงสารเธอเข้าไปใหญ่ ปู่ฉินเองก็วางหนังสือพิมพ์ลงแล้วพูดว่า“ออกไปซื้อเสื้อผ้า กระเป๋าหรือไม่ก็เครื่องประดับให้ตัวเองบ้าง อยากได้อะไรก็แค่ซื้อ ให้ความสุขกับตัวเองบ้าง”
“ค่ะ”เหวินเหยายิ้มให้พ่อกับแม่สามี แม้ว่าลูกชายของเธอจะไม่สบายแต่พ่อแม่สามีใจดีกับเธอจริง ๆ
ระหว่างที่พูดกันอยู่นั้นเสียงกริ่งที่หน้าประตูก็ได้ดังขึ้นแม่บ้านเดินไปเปิดประตูก็เห็นผู้หญิงที่ดูสดใสเดินเข้ามา เมื่อเห็นพวกเขาเธอคนนั้นก็กล่าวทักทายอย่างเป็กันเอง “สวัสดีค่ะคุณลุง คุณป้า เหยาเหยา ฉันมาแล้ว”
ผู้มาเยือนคือเถาหลัน
เธอยิ้มหวานพลางพูดว่า:“หนูมาพาเหยาเหยาออกไปช้อปปิ้ง วันนี้หนูขอยืมตัวเธอสักวันนะคะหวังว่าคุณลุงคุณป้าจะไม่ว่ากันนะคะ”
น้ำเสียงนั้นคุ้นเคยเห็นได้ชัดว่าเธอคุ้นเคยกับตระกูลฉินมาก ย่าฉินก็พูดด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “ได้สิไปเที่ยวกันเถอะ อยากได้อะไรก็รูดบัตรจ่ายได้เลย”
คิดเสียว่าเป็ของขวัญขอบคุณที่เธอไปเพื่อนลูกสะใภ้ช้อปปิ้ง
ได้ยินแบบนั้นเถาหลันก็ตาเป็ประกาย จากนั้นเธอก็ยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม“งั้นหนูไม่เกรงใจแล้วนะคะ”
โจวโจวกำลังก้มหน้ากินแตงโมอยู่ทันใดนั้นหนูน้อยก็ทำจมูดฟุดฟิด เธอเงยหน้าขึ้นมาเมื่อสายตาของหนูน้อยสบเข้ากับใบหน้าของเถาหลัน หนูน้อยก็ขมวดคิ้วทันที
“งั้นพวกหนูไปก่อนนะคะ”เหวินเหยาหยิบกระเป๋าขึ้นมา
“หนูขอไปด้วย”โจวโจวลุกพรวดขึ้นทันที
“หนูน้อยคนนี้คือ……”เถาหลันเพิ่งสังเกตเห็นเด็กน้อย จึงถามด้วยความสงสัย
“นี่คือลูกสาวของเสี่ยวอู่หลานสาวคนเล็กของฉัน” เหวินเหยาอธิบาย
“ลูกสาวของคุณชายห้า? ” เถาหลันสงสัยยิ่งกว่าเดิม “เขาแต่งงานั้แ่เมื่อไรกัน ? ”
“รับอุปการะมา”
ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง
เมื่อคิดได้แบบนั้นสายตาที่เถาหลันใช้มองหนูน้อยพลันเรียบเฉยยิ่งกว่าเดิม
โจวโจวไม่ได้สนใจหนูน้อยวิ่งไปตรงหน้าเหวินเหยาแล้วจับมือเธอไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปอ้อนเธอ“ป้าสะใภ้สี่ พาหนูไปด้วยได้ไหม ? หนูอยากไปเที่ยวด้วย”
เดิมทีหนูน้อยหน้าตาน่ารักอยู่แล้วตอนนี้เธอจงใจทำตัวเหมือนเด็กน้อยน่ารักอีกเหวินเหยาจะต้านทานความน่ารักของเธอได้อย่างไร เธอตอบตกลงโดยไม่แม้แต่จะคิด“ได้สิ”
พูดแล้วเธอก็หันไปมองเถาหลันเหมือนจะถามว่าขอพาหนูน้อยไปด้วยได้ไหม
เหวินเหยาตอบรับมาขนาดนั้นแล้วเธอจะปฏิเสธได้อย่างไร
เถาหลันมองไปยังทั้งสองที่นั่งอยู่บนโซฟาแล้วพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“เยี่ยมมากออกไปเที่ยวกันเถอะ”โจวโจวปรบมืออย่างมีความสุขและวิ่งขึ้นไปชั้นบนเพื่อไปหยิบบางอย่างหนูน้อยเบียดตัวเข้าไปแทรกกลางพวกเธอแล้วจับมือเหวินเหยาไว้แน่นจากนั้นก็มุ่ยปากแล้วดันเถาหลันออกไป ให้สองคนแยกจากกัน หนูน้อยพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า“ป้าสะใภ้สี่ต้องจับมือหนูไว้แน่น ๆ นะ”
“ได้ๆ ป้าจะไม่ปล่อยให้โจวโจวน้อยของเราหายไปอย่างแน่นอน” เหวินเหยายิ้มอย่างเอ็นดู
เธอไม่ได้หมายความอย่างนั้น
เธอแค่กลัวว่าเธอจะพลาดไป
โจวโจวคิดในใจแต่เธอไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า หนูน้อยหันไปยิ้มให้เหวินเหยาแล้วพูดว่า“งั้นพวกเราไปกันเถอะ”
ไปจัดการคนเลวกัน!