ทันทีที่ประกาศของหอเทียนจีถูกอ่านออกมา เหล่าแเื่ที่เฝ้ารอคอยกันมานานหลายชั่วยามต่างพากันมึนงง!
ลานหินหยกสีขาวพลันโกลาหลขึ้นมาทันที
“ท่านเ้าหออวิ๋นหลงจะลงมือหลอมโอสถด้วยตนเองได้อย่างไร? เขาไม่ได้ปิดเตาหลอมมาเกือบหกสิบปีแล้วไม่ใช่หรือ!”
“ท่านนักพรตน้อย ช่วยไปแจ้งอีกสักรอบได้หรือไม่ ฝากบอกทาง ‘ถ้ำขุยไห่แห่งทะเลตะวัน’ ของพวกเราทีว่า ขอสิทธิ์ให้เราสักที่เถิด ขอบพระคุณอย่างสูง!”
“พวกเราสำนักเสวียนเหมินมารอั้แ่สิบวันก่อน เหตุใดหอเทียนจีถึงมาปิดรับแขกปุบปับเช่นนี้ พวกเรา้าคำอธิบาย!”
“ใช่! พวกเรา้าคำอธิบาย!”
“...”
แขกที่มาเยือนเหล่านี้ล้วนเป็ผู้มีอำนาจจากขุมพลังต่าง ๆ นอกจากจะมีฝีมือสูงส่งแล้ว นิสัยย่อมมีความเย่อหยิ่งเป็ธรรมดา
ประกาศของหอเทียนจีในครั้งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกปั่นหัวเล่น
แต่ทว่านักพรตหนุ่มของหอเทียนจีกลับทำหน้าตาย เขากวาดสายตามองคนอื่น ๆ อย่างเ็า พลางเอ่ยขึ้นโดยไม่ไว้หน้าใครแม้แต่น้อย
“พวกท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ช่าง หอเทียนจีมีกฎของหอเทียนจี”
“หากไม่พอใจ ก็สามารถออกไปได้เลยตอนนี้”
“หอเทียนจีไม่รั้งตัวใครไว้ทั้งนั้น”
สิ้นคำพูดนั้น ทั้งลานก็เงียบกริบ!
เสียงอื้ออึงสงบลงทันที!
เหล่าผู้มีอำนาจมองหน้ากันไปมา แต่หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่มีใครยอมเดินจากไปสักคน
ช่วยไม่ได้ หอเทียนจีก็แข็งแกร่งดุดันแบบนี้แหละ!
ในเมื่อเป็ขุมอำนาจที่เป็กลาง ทั้งยังเป็ผู้หยั่งรู้โชคชะตา แถมยังมีรากฐานลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง! คนพวกนั้นไม่เห็นจะ้าการประจบสอพลอของพวกเขาเลย คนที่ต่อแถวรอรับความเมตตามีถมเถไป!
เมื่อเห็นทุกคนปิดปากเงียบ นักพรตหนุ่มก็แสยะยิ้มที่มุมปาก ในแววตาแฝงไปด้วยความสมเพช
“ดี ในเมื่อทุกคนยินดีจะรอ เช่นนั้นข้าจะไปขอรายชื่อแขกที่จะได้เข้าพบในวันนี้จากศิษย์พี่ใหญ่มาให้”
เขาสะบัดแส้ปัดรังควานแล้วเดินจากไปอย่างสง่างาม
การจากไปของเขา ทิ้งให้บรรดาผู้มีอำนาจต้องรอเก้อต่อไปอีกนานแสนนาน โดยไม่มีวี่แววว่าจะได้รับข่าวคราวใด!
“แม่เ้า หอเทียนจีนี่มันอวดดีจริง ๆ ที่นี่มันมีดีอะไรนักหนา!”
“เฮ้อ หากไม่ใช่เพราะลูกชายข้าป่วยหนักและ้าโอสถจากหอเทียนจี ข้าคงไม่ทนรับความอัปยศแบบนี้หรอก!”
“แค่ศิษย์ตัวน้อย ๆ ก็กล้ามาทำท่าทางแบบนี้ใส่พวกเรา ช่างอวดดีนัก!”
“หึ คนเขามีดีจริง ๆ นั่นแหละ ไม่พอใจก็ไสหัวไปสิ!”
“รอมาตั้งนานแล้ว ข้าหวังแค่ว่าจะได้เป็หนึ่งในสิบรายชื่อวันนี้ ต่อให้เป็เดือนหน้าก็ยังดี!”
“...”
ท่ามกลางความเดือดดาล ทุกคนต่างพูดไปต่าง ๆ นานา
ในกลุ่มคนเ่าั้ หลิ่วเย่ซีพลันขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายแววกังวล
“ฝ่าา กฎใหม่ของหอเทียนจีช่างดูไม่ชอบมาพากลยิ่งนัก... หากวันนี้ไม่มีชื่อของพวกเรา ก่อนที่คุณชายจะสอบเสร็จ พวกเราคงไม่มีโอกาสได้ขึ้นเขาเป็แน่เพคะ...”
“เราทำเต็มที่แล้ว ผลจะเป็เช่นไรก็สุดแล้วแต่ลิขิต์”
มู่อวี่เยียนหลับตาลงกล่าวอย่างเรียบเฉย
ในยามนี้ นางไม่ได้มีท่าทีร้อนรนเท่าคนอื่น ๆ กลับทำเพียงแค่ยืนัักลิ่นอายแห่งเซียนรอบ ๆ เขาเทียนจีอย่างสงบ
ต้องยอมรับเลยว่า หอเทียนจีดำรงอยู่ได้นานขนาดนี้ไม่ใช่เื่บังเอิญ
เขาเทียนจีแห่งนี้เป็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มีชัยภูมิเป็เลิศ ใต้ดินรวบรวมัของทุกอาณาจักรเอาไว้ เป็ศูนย์กลางแห่งโชคชะตาและเจตจำนงแห่งมรรคาทั้งปวง
หอเทียนจีบนยอดเขาถูกวางค่ายกลไว้ ความเข้มข้นของพลังปราณที่นั่นสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายสิบเท่า ดังนั้นหากได้ขึ้นไปเยือน ต่อให้ไม่ได้ผูกมิตรกับหอเทียนจี แต่แค่ได้ขึ้นไปรับรู้มรรคาก็ถือเป็โชคลาภอันยิ่งใหญ่แล้ว
ผู้คนที่มาคารวะูเาเหล่านี้ คงมีหลายคนที่มุ่งหวังสิ่งนี้... มู่อวี่เยียนครุ่นคิดในใจด้วยความสนใจ
ทันใดนั้น นักพรตหนุ่มคนเดิมก็เหาะลงมาจากเขา มือถือม้วนประกาศรายชื่อแขกที่จะได้เข้าพบในวันนี้
เมื่อเห็นดังนั้น ผู้ที่เคยบ่นพึมพำต่างก็ปิดปากเงียบ ทุกสายตาจับจ้องไปที่ม้วนประกาศด้วยความตื่นเต้น
“รายชื่อแขกเข้าพบวันนี้”
“จวนโลหิตั นายน้อยหลี่มู่”
“เมืองผี ท่านหญิงอวี่เซ่อ”
“พันธมิตรวิถีกระบี่ รองประมุขหวงฮ่าว”
“...”
เมื่อขานชื่อจบ ร่างที่เปี่ยมด้วยไอพลังอันแข็งแกร่งหลายร่างก็แสดงความดีใจเหาะออกมาจากกลุ่มฝูงชน
ผู้คนต่างมองด้วยความอิจฉา
ทว่าไม่นานนัก ด้านหลังของนักพรตหนุ่มก็มีผู้แข็งแกร่งยืนอยู่แปดคน รายชื่อจึงเหลืออีกเพียงสองที่เท่านั้น!
ทุกคนตึงเครียดกันไปหมด!
“จักรพรรดินีแห่งแคว้นจิ้ง เจียชิ่ง”
“นักกระบี่แห่งแคว้นจิ้ง หลิ่วเย่ซี”
นักพรตหนุ่มอ่านจบลงท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่จับจ้อง
“ฝ่าา เป็พวกเราจริง ๆ ด้วยเพคะ!” หลิ่วเย่ซีตื่นเต้นจนตัวสั่น!
ในที่นี้มีคนเหลือนับร้อยนับพันคน การได้ถูกคัดเลือกถือเป็โชคดีมหาศาล!
แถมยังถูกคัดเลือกพร้อมกันทั้งสองคนอีกต่างหาก!
มู่อวี่เยียนยิ้มให้หลิ่วเย่ซี แต่ในดวงตาคู่สวยกลับฉายแววสงสัย
ทว่าในตอนที่ทั้งสองกำลังมุ่งหน้าไปทางเขาเทียนจี เื้ักลับเกิดเื่ขึ้น
“ท่านนักพรต ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่า รายชื่อนี้คัดเลือกจากอะไร?”
“ใช่ ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ผู้ที่ถูกเลือกก่อนหน้านี้ล้วนอยู่ในระดับจักรพรรดิหรือระดับเซียน อย่างต่ำที่สุดก็ยังเป็ระดับาา แล้วจอมกระบี่แห่งแคว้นจิ้งที่เป็เพียงขั้นเซียนคนนั้นขึ้นเขาไปได้อย่างไรกัน?!”
“ไม่ว่าจะดูเวลาที่มาถึงหรือระดับฝีมือ ก็ไม่เห็นจะมีทางที่นางจะได้ขึ้นไป!”
“ใช่ ๆ ถึงจักรพรรดินีจะนับว่าเป็เซียนกระบี่ แต่นักกระบี่นั่นเป็แค่ระดับก่อน์ ทำไมถึงขึ้นไปได้?!”
“...”
เมื่อรู้ว่ารอมาเกือบตายแต่ไม่ได้ผล ความรู้สึกไม่ยุติธรรมก็ะเิออกมา
พวกเขายังไม่กล้าอาละวาดใส่ผู้ที่ฝีมือเหนือกว่า แต่กลับพุ่งเป้าไปที่หลิ่วเย่ซีไม่หยุด!
เมื่อมองดูฝูงชนที่กำลังโกรธแค้น หลิ่วเย่ซีก็หน้าถอดสี ความตื่นเต้นเมื่อครู่มลายหายกลายเป็ความหนักอึ้ง
ทันใดนั้นมือนุ่มนวลคู่หนึ่งก็ดึงนางไปไว้ข้างหลัง
หลิ่วเย่ซีเงยหน้ามอง เห็นมู่อวี่เยียนก้าวออกมายืนข้างหน้าในชุดกระโปรงผ้าไหมหรูหรา ใบหน้างดงามเ็าดุจน้ำแข็งจ้องมองคนข้างล่างด้วยท่าทีสูงส่ง
กลิ่นอายเซียนกระบี่อันเฉียบคมพลันะเิออกเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
ประกายกระบี่สีทองราวกับดวงตะวันที่เพิ่งฉายแสงพาดผ่านลอยเด่นอยู่เหนือลานหิน!
ทุกคนต่างหวาดกลัวในพลังอำนาจ ทำให้น้ำเสียงเบาลง แต่ในสายตายังคงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ!
ในเสี้ยววินาทีถัดมา นักพรตหนุ่มก้าวออกมาข้างหน้า โค้งคำนับให้มู่อวี่เยียนอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันไปทางกลุ่มคนข้างล่างแล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “พวกท่านถามหากฎของหอเทียนจีหรือ?”
“ได้ วันนี้ข้าจะบอกให้”
“การคัดแขกของหอเทียนจี ไม่ดูว่าใครมาถึงก่อนหรือหลัง ไม่ดูว่าฝีมือสูงต่ำเพียงใด... ดูแค่ว่า ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ ของเราอยากจะเลือกใครก็คนนั้นแหละ!”
‘์!’
‘หอเทียนจีช่างอวดดีเสียจริง!’
คราวนี้ไม่ใช่แค่คนที่ไม่ได้เข้าพบ แม้แต่คนที่ได้เข้าพบวันนี้ยังต้องตะลึง!
มู่อวี่เยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ศิษย์พี่ใหญ่ของหอเทียนจีคือใครกัน ไม่เห็นจะมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับแคว้นจิ้งเลย...
แต่การที่ทั้งเสี่ยวซีและนางสามารถขึ้นเขาได้ เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้เป็ผู้สั่งการ...
โดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ดังระงมอยู่เื้ั
นักพรตหนุ่มหลุบตามองมู่อวี่เยียนเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยกับคนทั้งสิบว่า “ทุกท่าน เชิญขึ้นเขาเถิด”
“ท่านอาจารย์กำลังเก็บตัวหลอมโอสถให้แก่ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของเรา จึงไม่มีเวลาว่าง วันนี้ผู้ที่จะรับรองทุกท่านคือศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเราเอง!”
เริ่มั้แ่การที่นักพรตอวิ๋นหลงช่วยกำจัดจักรพรรดิปีศาจอย่างงง ๆ จนมาถึง ‘ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์’ และ ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน...
ดวงตาของมู่อวี่เยียนสั่นไหว เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาไม่น้อย
...
อีกด้านหนึ่ง
ในเมืองหลางโจว ณ จวนเล็ก ๆ ริมกำแพงเมือง
หลินลู่เปิดรั้วไผ่ เชื้อเชิญกู้หลานทั้งสองเข้ามาข้างใน
“ดูท่าทางครอบครัวคุณชายหลินจะใช้ชีวิตลำบากจริง ๆ ...” ลุงหยางมองซ้ายมองขวาแล้วถอนหายใจเบา ๆ
“หุบปาก” กู้หลานถลึงตาใส่
แม้คำพูดนั้นจะแสดงความสงสาร แต่ในตอนนี้ถ้าคนในครอบครัวเขาได้ยิน มันคงจะระคายหูไม่น้อย
“ไม่เป็ไรขอรับ ลุงหยางพูดตรงไปตรงมา ดีกว่าพวกที่ชอบประชดประชันข้างนอกเยอะ” หลินลู่ฝืนยิ้ม
“ที่นี่จริง ๆ แล้วก็เช่าเขาอยู่ ส่วนบ้านเดิมของเราถูกข้าขายไปหมดแล้ว...”
กู้หลานพยักหน้าด้วยความเห็นใจ กำลังจะเอ่ยปากบอกว่าให้พาเข้าไปดูคนป่วยก่อน ทันใดนั้น บนถนนสายเล็ก ๆ นอกลานบ้าน ก็มีร่างที่ค่อนข้างหลังค่อมเดินเข้ามา สะพายถุงผ้าสีขาวใบเล็ก และสวมหมวกหมออยู่บนศีรษะ
เป็ท่านหมอนั่นเอง...