ศวัสเปิดเพลงคลอเบาๆในรถ ส่วนเธอก็นั่งเงียบกริบมาตลอดทางปล่อยใจคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่เอ๊ะ…นานแล้วทำไมไม่ถึงที่พักสักทีเขาขับรถยังไงกันนี่บนถนนรถก็ไม่ได้ติดอะไรมากมาย ที่พักของเธอเป็คอนโดสร้างมาได้ไม่นานอยู่หลังกระทรวงฯห่างจากห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ใช้เวลาขับรถเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ถึง แต่โชเฟอร์กิตติมศักดิ์ที่ชื่อทันตแพทย์ศวัสใช้เวลาขับรถนานมากจนผู้โดยสารหาวหวอดมาตลอดทาง
“ถึงบ้านสักทีน้อเรา นึกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้าซะอีก” หญิงสาวพึมพำงึมงำกับตัวเอง
ในที่สุดชายหนุ่มก็จอดรถหน้าอาคารสูงหลายสิบชั้นที่เธออาศัยอยู่จนได้
อาเมน!
“อะไรนะ”
“ดีที่มาถึงก่อนสี่ทุ่ม” คนที่นั่งเป็ตุ๊กตาหน้ารถตอบเนือยๆไม่ได้รู้สึกผิดอะไรกับการที่ต้องพูดตรงๆ กับผู้มีพระคุณที่อุตส่าห์ขับรถไปรับถึงสนามบิน
“ประชด?” คนขับรถช้าคิ้วกระตุกไม่คิดว่าการขับรถของเขาจะเป็อุปสรรคต่อการมีชีวิตอยู่ของใครเพราะเวลาปกตินะเหรอถ้าไม่ติดว่าต้องเป็หมอฟันป่านนี้เขาไปขับรถแข่งฟอร์มูลาวันไปแล้ว
“ขับกินลมชมวิวสุดๆ” คราวนี้วิจารณ์ให้ได้ยินชัดๆไปเลย
ทันตแพทย์หนุ่มถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน...เป็ผู้หญิงซื่อบื้อที่ขาดความโรแมนติกเข้าขั้นวิกฤต
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเล้ย...ให้ตายเถอะคนเขาจีบจะรู้ตัวกี่โมง?
บอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วไม่รู้จักจำ ยัยผู้หญิงสมองปลาทอง!
“รถหมอเติมน้ำมันอะไรเนี่ย”
ยัง...ยังไม่หยุด
“วิ่งด้วยอัตราความเร็วเท่าเต่าคลาน ไม่ไหวอ่ะ ลูกพี่ขับช้าเกิ๊น”
ปากอย่างนี้มันน่านัก!....
“พี่ว่านะ อย่างนี้...” คำพูดที่เหลือถูกกลืนลงไปในลำคอเพราะคนฟังสุดจะทนใช้ริมฝีปากปิดกั้นประโยคที่เตรียมจะร่ายยาวไว้ไม่ให้ตั้งตัว
“อื้อ!” ดวงตากลมโตเบิกกว้างแทบถลนมือสองข้างที่ยกขึ้นจะผลักออกถูกชายหนุ่มจับรวบไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียวแล้วถูกดึงมาแนบกับแผ่นอกกว้างส่วนมืออีกข้างของเขาเอื้อมไปกดท้าทายของเธอให้รับจุมพิตอย่างเลี่ยงไม่ได้เขาทำเพียงกดทาบริมฝีปากลงมาหนักๆ ไม่ได้รุกล้ำมากไปกว่านั้นและใช้เวลาเพียงไม่นานก็ขยับออกห่าง
“หมอศวัส!” ภัควริณย์พูดเพียงเท่านั้นก็ถาโถมตัวเข้าหาตัวต้นเหตุแบบไม่คิดหน้าคิดหลังมือทุบตรงไหนได้ทุบ หยิกตรงไหนได้หยิก
นี่แนะ...ไอ้หมอบ้านี่!
“โอ๊ย! ยอมแล้วๆ” ศวัสเล่นใหญ่เกินเบอร์ไปมากปล่อยให้ถูกประทุษร้ายร่างกายแค่ไม่กี่ทีกะว่าพอให้เธอระบายความโมโหแล้วจึงรวบมือทั้งคู่ไขว้กันไว้ด้านหลังกดล็อกไว้อย่างแ่า
จากตอนแรกที่คิดว่าตัวเองได้เปรียบ สุดท้ายร่างเล็กก็ถูกยกข้ามเบาะมานั่งบนตักแข็งแกร่งั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เจ็บใจ!
“ปล่อยนะ ไหนสัญญากันแล้ว”
“หึหึ พีพีเข้ามาหาผมเอง” ศวัสพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะกอดกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นไปอีกนิด“อ้อยเข้าปากช้างแล้วจะคายดีมั้ยน้า”
อ้อยบ้านนายนะสินี่เป็คนโว้ย!
เธอขืนตัวเบี่ยงหน้าหลบเมื่อเขายื่นหน้าเข้าไปใกล้
“ปล่อยนะหมอ”
“ไม่ปล่อยจะทำไม” ชายหนุ่มยิ้มใส่ตา แกล้งก้มลงมาจนจมูกชนกับแก้มเธอเบาๆ
“ถ้าพี่หลุดไปได้น่าดู หมอเจ็บตัวแน่” ร่างบางยังดิ้นขลุกขลักไม่หยุด
“ก็เอาสิ ได้เลย” พูดจบหมอหนุ่มก็กดปากจมูกไปบนแก้มนวลนั่นช้าๆสูดกลิ่นแก้มสาวเข้าจนเต็มปอด
กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำจิตใจชายหนุ่มกระเจิดกระเจิงเผลอเลื่อนปากและจมูกไปตามซอกคอของหญิงสาวจูบซับเบาๆแล้วซบนิ่งอยู่อย่างนั้น
หอมจริงๆ นะ หอมมากๆ ด้วยไม่รู้ว่ากลิ่นน้ำหอมหรือกลิ่นแป้งเด็กแต่เขาชอบมาก ให้ความรู้สึกสดชื่นราวกับกลิ่นกุหลาบสายพันธุ์ที่คุณนายแม่ปลูกเอาไว้
อยากอยู่นิ่งๆ อย่างนี้นานๆ
ขณะที่คนกอดคิดแต่จะทำยังไงให้ได้อยู่นานๆแต่คนถูกกอดกลับพยายามใช้สติคิดหาวิธีเอาตัวรอดสุดชีวิต พอเขาหยุดไม่มีท่าทีว่าขยับแล้วเธอจึงเบี่ยงหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นได้จังหวะก็อ้าปากงับคอเขาเต็มแรง
“โอ๊ย!” คราวนี้เจ็บของจริง “โอเคปล่อยแล้วครับ ปล่อยแล้ว!”
ฮึ่ย!ภัควริณย์งับฟันลงไปอีกจนกระทั่งเขาปล่อยมือทั้งสองข้างแล้วยกขึ้นมากุมคอบริเวณที่ถูกกัดพอได้รับอิสระหญิงสาวจึงพาร่างตัวเองกลับไปนั่งเบาะข้างๆ ได้อย่างทุลักทุเล มือบางยกขึ้นปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยจากการรวบเป็หางม้าออกจากใบหน้าแววตาคู่สวยวาวโรจน์จนแทบจะลุกเป็ไฟเหลือบมองรอยฟันที่ปรากฏบนลำคอขาวๆนั้นอย่างสะใจ
“อยากตายใช่ไหม?!” เหมือนจะยังไม่หนำใจมือบางจึงหยิกไปที่เอวชายหนุ่มแรงๆ อีกครั้ง
สงสัยจะอยากตายจริงอย่างเธอว่าเจ็บไม่น้อยแต่อดกลั้นเอาไว้
เธอหยิกได้ เขาก็ทนได้
“พอใจยัง” ศวัสถามเสียงอ่อน “ช้ำไปทั้งตัวแล้วไม่สงสารกันบ้างเลย”
น่าสงสารตายล่ะ!
ภัควริณย์ชั่งใจไม่ถูกว่าหล่อนควรสงสารหรือควรสมน้ำหน้าพอนึกๆ ดูแล้ว หล่อนก็ผิดเหมือนกัน ช่างเถอะ เขาเริ่มก่อนนี่นาทีนี้แหละจะได้รู้ว่าคราวหน้าคราวหลังจะได้ไม่กล้าทำรุ่มร่ามอีก
“เจ็บมั้ย”
“อื้อ” คนเจ็บพยักหน้ารับ
“จำมั้ย!”
โธ่...หลงดีใจเก้อ คิดว่าถามเพราะเป็ห่วงซะอีก
“หมอศวัส!”
“ครับ” ทันตแพทย์ศวัสรับคำแ่ๆอารมณ์น้อยใจตีตื้นขึ้นมานิดๆ
“ไม่ต้องทำมาเป็สำออยเลยนะ คนที่ต้องโกรธคือพี่ไม่ใช่หมอ”
“ฮื่อ”
ฮื่อเหรอ? หมายความว่ายังไงยะ!
ภัควริณย์ปวดหัวจี๊ดจนสมองแทบะเิอยากจะดึงทึ้งผมตัวเองและกรี๊ดให้ลั่นรถ
ชายหนุ่มรู้สึกผิดนิดๆไม่ได้มากมายอะไร
ก็แค่กอดนิด หอมหน่อยจูบแบบเด็กอนุบาลอีกหนึ่งที ยังไม่ได้ทำอะไรที่เป็เื่คอขาดบาดตายเสียหน่อย แค่เนี๊ยะ...ทำไมเธอทำเหมือนเป็วาระแห่งชาติวะ!
พูดดีไหมนะ?พูดแล้วจะโดนทุบน่วมหรือเปล่า? ทั้งรอยกัดรอยหยิกพรุ่งนี้ต้องเขียวช้ำแน่ๆ
ไม่เอาแล้วไม่อยากได้แผลเพิ่ม แต่ก็ยังอยากเคลียร์อะไรๆที่มันยังคลุมเครือระหว่างกันอยู่
“เรามีเื่ต้องคุยกันพี่ใจเย็นก่อนนะ”
สาวขี้วีนกอดอกพยายามสงบสติอารมณ์ฉุนเฉียวด้วยการถอนหายใจลึกๆ
หายใจเข้า หายใจออกหายใจเข้า หายใจออก
เย็นไว้นังพี เย็นไว้โว้ยยยย
“เพราะคิดว่าพี่มีลูกมีสามีแล้วใช่มั้ยหมอถึงไม่ให้เกียรติกัน”
“เปล่านะผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้น” ชายหนุ่มรีบปฏิเสธเป็พัลวัน“ตรงกันข้ามเพราะรู้ว่าพี่ไม่มีลูกไม่มีแฟนต่างหาก”
“หมอแน่ใจได้ยังไง!”
เอ๊า...จะเสียงดังทำไมเนี่ยใหมด
“สายผมเยอะ ความลับไม่มีในโลกหรอกนะ”
ศวัสจ้องเข้าไปในดวงตากลมโต
นั่นไง...เจ้แกยังไม่มีใครจริงๆ ด้วย เขาพูดผิดซะที่ไหน อยากจะหัวเราะฉลองให้ตัวเองดังๆปัญหาผ่านไปอีกหนึ่งเปราะ
หมาป่าครุ่นคิดต่อว่าทำยังไงถึงจะต้อนลูกแกะขี้วีนให้เข้าคอกได้
“มีอะไรก็พูดมา ให้เวลา 5 นาที”
“คบกันมั้ย” คนหนุ่มอย่างหมอศวัสใช้เวลาเพียง 2 วินาทีถามคำถามตรงเข้าประเด็น
ไม่จำเป็ต้องใช้เวลามากมายอย่างที่ป้าแกให้มา
“เฮ้ย! หมอ!”
“นะ…เป็แฟนกัน” หมาป่าหนุ่มอ้อนวอนผ่านสายตา
โอมจงรัก...จงหลง...จงรัก...จงหลงด้วยเถิดสาธุ!
“ไม่ ไม่ได้”
“ทำไม?!”
“ไม่รู้ แต่ไม่ได้!” หญิงสาวตัดบทไม่มีคำอธิบายรู้เพียงว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ถูกต้อง
“อุตส่าห์ขอดีๆ แล้วนะ” หมาป่าทำเสียงข่มขู่ลูกแกะตัวน้อย
อย่างนี้ก็ได้เหรอ?ขอเป็แฟนนะไม่ใช่ทวงหนี้
“ให้โอกาสตอบใหม่” ท่าทีของชายหนุ่มดูเอาจริงกว่าทุกครั้ง“ตอบอีกที”
“ไม่”
“แน่ใจนะ”
ดูปากนี่
“ไม่-ไม่-ไม่”หญิงสาวเปิดประตูรถได้ก็วิ่งปรู้ดไม่เหลียวหลัง ผ่านโถงรับรองที่มีรปภ.และเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์นั่งประจำเคาน์เตอร์ตามปกติจนกระทั่งเข้ามายืนหอบหน้าลิฟต์คอนโดจึงนึกได้ว่าตัวเองหลงลืมอะไรไว้บ้าง
โธ่เอ๋ย...นังพีนะนังพี!