บทที่ 9 การแก้แค้นของค่ายชิงเสอ
ราชครูจางเป็ผู้ใด?
ขุนนางผู้รับใช้สามแผ่นดิน มีฐานะสูงส่งดั่งจันทร์ทราในใจของบรรดาปัญญาชนทั่วหล้า
เมื่อสองปีก่อน ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งราชครู เป็อาจารย์สอนองค์รัชทายาท
ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านการคัดลายมืออย่างยิ่ง ตัวอักษรของท่านสง่างามและโดดเด่น อดีตฮ่องเต้เคยสรรเสริญว่าฝีมือการเขียนอักษรของท่านไม่มีผู้ใดเทียบได้
ตัวอักษรของท่านราชครูจางนั้น แม้จะมีทองพันตำลึงก็ยากจะได้มา
ที่จวนเซวียเช่อมีอยู่หนึ่งฉบับ เป็ตัวอักษรที่ท่านราชครูจางเขียนขึ้นเพื่อแสดงความเคารพต่อชัยชนะในการขับไล่ชาวหูของเซวียอวี้เฉิง
ในบรรดาตัวอักษรนั้น มีตัว '真' อยู่หนึ่งตัว ที่ปลายเส้นแนวนอนถูกจงใจกดน้ำหนัก เน้นย้ำการลงจังหวะปลายพู่กัน สร้างเอกลักษณ์อันโดดเด่น
ตัวอักษร '真' ที่ซูจือจือเพิ่งเขียนเสร็จ แม้ลายมือยังไม่ชำนาญนัก แต่วิธีการเขียนกลับเหมือนกับของท่านราชครูจางราวกับแกะ
ซูจือจือแสดงสีหน้าสงสัย
"ท่านราชครูจางคือใครหรือ? เขาร่ำรวยมากหรือ?"
"ข้าไม่รู้จักเขา ข้าเรียนมาจากท่านพ่อของข้า"
ซูจือจือวางพู่กันลง หยิบแผ่นตัวอักษรออกมาให้เซวียเช่อดู
เซวียเช่อรับแผ่นอักษรมาด้วยสองมืออย่างจริงจัง แล้วพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
ขณะที่มองก็ถอนหายใจไปด้วย
หากจะกล่าวว่าลายมือของซูจือจือมีความคล้ายกับท่านราชครูจางสามส่วน เช่นนั้นลายมือของหัวหน้าหมู่บ้านห่าวก็คล้ายถึงเจ็ดส่วน
ส่วนอีกสามส่วนที่ไม่เหมือนนั้น เป็เพราะลายมือของหัวหน้าหมู่บ้านห่าวมีเหลี่ยมมุมที่แหลมคมกว่า เพิ่มความดุดันอีกสามส่วน
เซวียเช่อพึมพำ "หัวหน้าหมู่บ้านห่าวไปรู้จักลายมือของท่านราชครูจางได้อย่างไร"
ซูจือจือเดาอย่างไม่ใส่ใจว่า "เมื่อก่อนท่านพ่อข้าเป็โจรูเา การปล้นสะดมก็แล้วแต่โอกาส บางครั้งก็ปล้นทรัพย์สิน บางครั้งก็ปล้นตำรา บางทีอาจได้แผ่นอักษรของท่านราชครูจางมาก็เป็ได้"
"โจรูเายังปล้นตำราด้วยหรือ?"
เซวียเช่อรู้สึกว่าคำอธิบายนี้ดูจะฝืนไปสักหน่อย แต่ก็บอกไม่ถูกว่าตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง
เอี๊ยก... เอี๊ยก...
อาเป่ากระพือปีกลงมาในลานบ้านของหมออวี๋
จะงอยปากของมันเคาะหน้าต่างดังก๊อก ๆ
ซูจือจือละความสนใจจากงานทันที วางพู่กันลงแล้ววิ่งไปหาอาเป่า
"อาเป่า มีอะไรหรือ?"
อาเป่ากระพือปีกจนฝุ่นฟุ้งขึ้นมา แล้วบินวนเป็วงกลมอยู่กับที่
เซวียเช่อมองด้วยความงุนงง
ซูจือจือลูบขนสีขาวบนหัวของอาเป่า เลิกคิ้วขึ้นด้วยความตื่นเต้น
"อืม? มีแขกมาที่หมู่บ้านหรือ?"
"อาเช่อ ข้าจะออกไปดูข้างนอกสักหน่อย เ้าฝึกคัดอักษรต่อให้ดี ๆ อย่าี้เีล่ะ"
เซวียเช่องุนงง คนที่ต้องฝึกคัดอักษรมันเป็ข้าที่ไหนกัน?!
ณ ไหล่เขา
กลุ่มผู้อพยพแหวกหญ้ารกและกิ่งไม้ เดินมุ่งหน้าขึ้นเขาอย่างเงียบ ๆ
อาภรณ์บนร่างไม่รู้ว่าสวมใส่มานานเท่าใด ่ไหล่และแขนเสื้อขาดรุ่งริ่งสกปรก ดูราวกับเศษผ้าขาดที่พาดบนบ่า แทบจะปกปิดร่างกายไม่มิด
คนที่อยู่หน้าสุดหันกลับมา เค้นเสียงแหบแห้งออกจากลำคอ
"พอถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน พวกเ้าบอกว่าพวกเราเป็ผู้อพยพหนีภัยมาจากไป๋โจว จำไว้ให้ดี"
"ขอรับ!"
ในป่ายังมีกิ่งไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากฤดูหนาวปีก่อนหลงเหลืออยู่ทั่วไป
ขณะที่คนหนึ่งในกลุ่มเดินผ่าน ขากางเกงของเขาถูกกิ่งไม้แห้งเกี่ยวขึ้น เผยให้เห็นรอยสักบนน่อง
เป็รูปงูครึ่งตัวที่เลื้อยวนไปมา ปากงูอ้าออกกว้าง
พวกเขาไม่ใช่ชาวบ้านที่อพยพมาจากไป๋โจว
พวกเขาคือคนกลุ่มที่สองที่มาจากค่ายชิงเสอ
หลิ่วอิ๋นหวนมีนิสัยโอ้อวด ลูกน้องของเขาจึงพากันสักลวดลายไว้บนแขนตามอย่างเขา
แต่กลุ่มคนเหล่านี้แตกต่างออกไป พวกเขาคือพี่น้องรุ่นแรกที่เข้าร่วมค่ายชิงเสอ รอยสักของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่แขน แต่อยู่ที่น่อง
คนที่เพิ่งเอ่ยปากพูดเมื่อครู่คือหัวหน้าใหญ่โฉวิ
โฉวิผอมบางยิ่งกว่าอู๋เหล่าซานเสียอีก ดวงตาลึกโหล โหนกแก้มสูง
เสื้อผ้าและกางเกงแม้จะตัวเล็กแค่ไหน พอสวมใส่บนร่างของเขาก็ยังคงหลวมโพรก
ผู้ที่เคยพบโฉวิต่างประหลาดใจที่หัวหน้าใหญ่แห่งค่ายชิงเสอกลับเป็คนที่มีรูปร่างผอมบางถึงเพียงนี้
พี่น้องในค่ายต่างรู้ดีว่าโฉวิลงมือโเี้เพียงใด
เมื่อหลายปีก่อน เคยมีพ่อค้าร่ำรวยผู้หนึ่งปฏิเสธคำขอเสบียงอาหารของค่ายชิงเสอ
โฉวิสั่งให้ลูกน้องจับครอบครัวพ่อค้าโยนลงถ้ำงู ปล่อยให้พ่อค้าผู้นั้นต้องทนมองบิดามารดา ภรรยา และบุตรถูกงูนับร้อยกัดกินจนสิ้น
มีน้องชายผู้หนึ่งที่เพิ่งเข้าร่วมค่ายชิงเสอเป็คนขี้ขลาด เมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นก็ใกลัวจนขอลาออกจากค่าย
โฉวิยิ้มเยาะพลางลากตัวคนผู้นั้นมาตรงหน้า แล้วค่อย ๆ เชือดเฉือนเนื้อหนังบนร่างกายต่อหน้าทุกคน...
ไม่ว่าจะเป็คนในหรือคนนอก หากกล้าล่วงเกินค่ายชิงเสอ กล้าล่วงเกินโฉวิ ล้วนไม่มีจุดจบที่ดี
เขาเฮยเฝ่ยขัดขวางแผนการของค่ายชิงเสอ โฉวิจึงส่งหลิ่วอิ๋นหวน รองหัวหน้าค่ายออกไปจัดการ
แต่หลังจากหลิ่วอิ๋นหวนและคณะออกเดินทางไป ก็ขาดการติดต่อไปเสียสนิท
โฉวิจึงตัดสินใจออกโรงเอง
เขานำพาพี่น้องปลอมตัวเป็ผู้อพยพ ตั้งใจจะแทรกซึมเข้าไปในหมู่บ้านก่อน แล้วค่อยหาโอกาสลงมือ
เขาเฮยเฝ่ย หมู่บ้านเหลียงหมิน
โฉวิชำเลืองมองซุ้มประตูบนยอดเขาในระยะไกล
ไม่ว่าจะเป็โจรหรือชาวบ้านก็ตามที
เขาอยากจะดูว่าพวกนี้มีความสามารถแค่ไหน
แม้ว่าเขาเฮยเฝ่ยจะใหญ่โต แต่ที่เชิงเขาก็มีกลไกซ่อนอยู่ อีกทั้งยังมีผู้เฒ่าฉินคอยฟังความเคลื่อนไหว และอาเป่าคอยสอดส่องจากบนฟ้า
ดังนั้นเมื่อพวกผู้อพยพขึ้นเขามา หมู่บ้านจึงได้รับข่าวแล้ว
ห่าวเหรินและไป๋สวินยืนอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน มองดูเงาร่างสิบกว่าคนที่เดินพยุงกันออกมาจากป่าเขา
ไป๋สวินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ยืนขวางหน้าห่าวเหรินไว้ แล้วถามอย่างระแวดระวัง
"พวกเ้าเป็ใครกัน?"
โฉวิเซถลาร่างเล็กน้อย พยายามทรงตัวให้มั่น แล้วประสานมือคำนับห่าวเหรินกับไป๋สวิน พลางกล่าวว่า
"พวกข้าเป็ผู้อพยพจากไป๋โจว ไม่ได้กินข้าวมาสองวันแล้ว ขอให้หมู่บ้านของท่านรับพวกข้าไว้สักคืนด้วยเถิด"
ร่างกายผอมแห้ง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง น้ำเสียงอ้อนวอน ทำให้ผู้คนรู้สึกสงสาร
แต่สีหน้าของห่าวเหรินและไป๋สวินกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
อาเป่าและซูจือจือมาถึงในเวลานั้นพอดี
เอี๊ยก... เอี๊ยก... เอี๊ยก...
อาเป่าส่งเสียงร้องพลางกระพือปีกอย่างหงุดหงิด
สายตาของห่าวเหรินและไป๋สวินจับจ้องที่ตัวอาเป่าครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนกลับไปมองผู้อพยพตรงหน้า
เมื่อเห็นนกอินทรีั์ปรากฏตัว ผู้คนในค่ายชิงเสอต่างแข็งทื่อไปโดยสัญชาตญาณ
หมู่บ้านเล็ก ๆ บนูเาแห่งนี้ จะมีนกอินทรีเลี้ยงที่ตัวใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร
ปากของมันใหญ่มากถึงขนาดกัดงูได้สามตัวในคราวเดียว
งูที่พันอยู่รอบเอวใต้อาภรณ์ของพวกเขา ต่างหดหัวและม้วนหางกันเป็แถว
"อาเป่า เ้าหิวแล้วหรือ?" ซูจือจือลูบขนของอาเป่าพลางกล่าว "อย่าเพิ่งรีบร้อน รอประเดี๋ยวข้าจะพาเ้าไปหาอาหาร"
ความสนใจของโฉวิถูกดึงดูดไปที่ซูจือจือ
ในหมู่บ้านนี้กลับมีเด็กหญิงที่งดงามถึงเพียงนี้
ฆ่าเด็กหญิงเช่นนี้คงน่าเสียดาย หากกักขังเลี้ยงดูไว้สักสองสามปี ต้องกลายเป็หญิงงามอันดับหนึ่งในใต้หล้าอย่างแน่นอน
โฉวิก้มหน้า แต่หางตายังชำเลืองมองไปทางซูจือจือ
ห่าวเหรินสวมเสื้อคลุมยาวเดินเข้ามา บังสายตาของโฉวิ
แววตาของห่าวเหรินฉายแววเ็า แต่ในทันทีที่โฉวิเงยหน้าขึ้น เขากลับยิ้มอย่างเป็มิตร ดูไร้พิษภัย
"ข้าคือห่าวเหริน หัวหน้าหมู่บ้านแห่งหมู่บ้านเหลียงหมิน พวกเาาวหมู่บ้านเหลียงหมินไม่เคยเมินเฉยต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก เชิญทุกท่านเข้ามาข้างในเถิด"
"ขอบคุณมาก ๆ ขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านห่าว..."
"หัวหน้าหมู่บ้านช่างใจดีจริง ๆ..."
"หากได้ข้าวต้มสักถ้วย..."
ทุกคนต่างแสดงสีหน้ายินดี พากันขอบคุณห่าวเหรินนับพันครั้งหมื่นหน ในใจกลับคิดว่าหัวหน้าหมู่บ้านผู้นี้คงเป็เพียงบัณฑิตตกยาก ช่างหลอกง่ายเสียจริง
แต่ไป๋สวินกลับแผ่กระจายกลิ่นอายอันเยือกเย็น จ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าผ่อนคลาย
ภายใต้แสงตะวันอันสว่างจ้า
ห่าวเหรินกำลังแสร้งยิ้ม
ไป๋สวินกำลังจับตามอง
ค่ายชิงเสอกำลังปลอมตัว
อาเป่ากำลังกระพือปีก
มีเพียงซูจือจือที่ผ่อนคลายที่สุด ย่างก้าวอย่างเบาสบาย
"พวกท่านหนีมาถึงที่นี่ได้อย่างไรหรือ?"
"หนีอะไรหรือ? น้ำท่วมหรือว่าโรคระบาด?"
"แล้วทำไมพวกท่านถึงหนีมาโดยไม่พาภรรยาและบุตรมาด้วยเล่า?"
"พวกท่าน..."
ซูจือจือถามคำถามติดต่อกันไม่หยุด
โฉวิที่เตรียมตัวมาอย่างดี ตอบด้วยสำเนียงของชาวไป๋โจว
"บ้านเกิดของพวกข้าเกิดทุพภิกขภัย พวกข้าเป็ชายโสดไม่มีภาระผูกพัน แทนที่จะอยู่บ้านรอความตาย สู้ออกมาลองเสี่ยงโชคดีกว่า"
คำตอบนี้ทำให้ซูจือจือถามต่อมากขึ้น
"ไป๋โจวอยู่ห่างจากที่นี่เท่าไร? พวกท่านต้องอดอาหารนานเท่าไรกว่าจะมาถึงหมู่บ้านของพวกข้า?"
"ในเมื่อพวกท่านหิวโซขนาดนี้ ทำไมยังต้องปีนเขาด้วยเล่า?"
"ท่านลุงที่อยู่ด้านหลังพุงป่องขนาดนั้น ก่อนเกิดทุพภิกขภัยคงอ้วนมากเลยสินะ..."
โฉวิฝืนยิ้มแหย ๆ
"ด้วยความหิว พวกข้าตั้งใจจะขึ้นเขาไปล่าไก่ป่ามากิน บังเอิญพบหมู่บ้านของพวกเ้าเข้า คงเป็ความประสงค์ของ์"
ซูจือจือกล่าวว่า "เป็ความประสงค์ของ์หรือที่พวกท่านต้องมากินอาหารที่หมู่บ้านของพวกข้า? พวกท่านสามารถเก็บผลไม้ป่ามากินได้นะ"
ขณะนั้นขงหวู่กำลังหิ้วถังน้ำสองใบใหญ่เดินเข้าครัวผ่านหน้าซูจือจือพอดี
สีหน้าของโฉวิเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาเห็นชายหนุ่มร่างกำยำผิวคล้ำที่มีใบหน้ากลมมนผู้นั้นหิ้วถังขนาดใหญ่สองใบ น้ำในถังเต็มจนถึงขอบ
ชายหนุ่มเดินอย่างรวดเร็วจนลมพัดตามฝีเท้า แต่น้ำในถังกลับไม่หกแม้แต่หยดเดียว ผิวน้ำนิ่งราวกับกระจกเงา
ด้วยพละกำลังของคนผู้นี้ แม้จะต้องแบกหินหนักหลายร้อยชั่งก็คงไม่ใช่เื่ยาก
"ท่านกำลังมองขงหวู่อยู่หรือ?" ซูจือจือดึงแขนเสื้อของโฉวิ
โฉวิก้มมองหน้าซูจือจือ
เด็กหญิงดึงแส้ที่เหน็บไว้ที่เอวออกมา ดูท่าจะอยากอวดฝีมือสักหน่อย
"ข้าก็มีพละกำลังไม่น้อยเช่นกัน ไม่รู้ว่าภายภาคหน้าจะตามทันขงหวู่ได้หรือไม่"
นางออกแรงที่แขน แส้พุ่งออกไปราวกับงูน้อยที่เคลื่อนไหวว่องไว ฟาดก้อนดินข้าง ๆ แตกกระจาย
แส้เส้นนั้นเป็ของใหม่ที่ท่านผู้เฒ่าฉินทำให้ซูจือจือ บนแส้มีลวดลายวงแหวนสีดำทองเป็วง ๆ เป็ประกายวับวาวใต้แสงอาทิตย์
โฉวิเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะจ้องมองแส้ในมือของซูจือจือ
แส้ที่ทำจากหนังงู
ลวดลาย สี แม้กระทั่งตำหนิ ล้วนคุ้นตายิ่งนัก
เหมือนกับงูจงอางที่หลิ่วอิ๋นหวนเลี้ยงมาหลายปีไม่มีผิดเพี้ยน
โฉวิกลืนน้ำลายอย่างเก้อเขิน
"เอ่อ... เ้าได้แส้เส้นนี้มาจากที่ใดหรือ?"