พระสนมไม่เอาไหน
บทที่ 1
อีกแค่ไม่กี่ก้าวจะถึงหน้าประตูของตำหนักหลักอาหลิวรีบเข้าไปกระซิบสนมน้อยโดยเร็วว่าจะต้องพูดอะไรบ้างที่ต้องมาบอกตอนนี้เพราะกลัวว่าถ้าบอกั้แ่ตอนที่อยู่ตำหนักเล็ก สนมเฉิงลี่หลินที่สมาธิแสนสั้นจะลืมหมดสิ้นก่อนที่จะข้ามพ้นสะพานเสียอีก
อาหลิวได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะกันคิกคักๆั้แ่ยังไม่เข้าประตู คณะของเรานำโดยเย่กูกู่ก้าวข้ามธรณีเข้าไป ด้านใน ตำหนักหลักชิงอีแห่งนี้โอ่โถงกว่าตำหนักเล็กเป็ไหนๆมีตั่งเตียงหลายตัว ชุดเก้าอี้รับแขกอีกสองสามชุด
มุมรับแขกที่ใหญ่ที่สุดมีผู้หญิงแต่งตัวสวยงามหลากสีสันกำลังนั่งล้อมวงคุยกันประมาณห้าคนเห็นจะได้เห็นสนมเฉิงลี่หลินเข้ามาจึงพากันหยุดพูดคุยและพร้อมใจกันมองมาที่สนมน้อยเป็ตาเดียวอาหลิวลอบสังเกตท่าทางของพวกนาง มีทั้งยิ้มหวานดูใจดี มีทั้งเชิดหน้าเลิกคิ้วมีทั้งทำหน้ายิ้มกริ่ม มีคนหนึ่งมองสำรวจั้แ่หัวจรดปลายเท้า ที่ทำหน้านิ่งๆก็มี
อาหลิวจำได้ว่าขันทีนั้นแม้จะเป็คนสนิทของเ้านายแต่ถ้าหากไม่ได้ถูกเรียกใช้ ก็ควรยืนอยู่วงนอก ไม่ควรเข้าไปใกล้เกินความจำเป็พอมองไปรอบๆก็เห็นมีขันทีคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้กับประตูอาหลิวจึงเดาเอาว่าตัวเองควรต้องอยู่แถวๆนี้ ได้แต่ปล่อยให้เย่กูกู่ สนมน้อยและเสี่ยวจื่อเดินลึกเข้าไป
“ข้าน้อยเย่จื่อได้รับมอบหมายให้พาพระสนมเฉิงไฉเหรินเข้ามาคารวะแก่พระสนมนายตำหนักเพคะ” เย่กูกู่ย่อเคารพด้วยความนอบน้อมอย่างที่สุด
“เชิญกูกู่ตามสบาย”ผู้หญิงในชุดสีฟ้าอ่อนหน้าหวานที่กำลังนั่งอยู่บ่นตั่งตัวใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงน่าฟัง
เย่กูกู่ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวขอบคุณพระสนมหน้าหวานคนนั้นแล้วลุกขึ้นขยับไปยืนด้านข้างส่งสัญญานให้สนมน้อยแสดงความเคารพแก่สนมรุ่นพี่
อาหลิวที่ได้แต่ยืนมองอยู่ไกลๆทำตัวเหมือนนิ่งแต่ในใจนี่ลุ้นสุดๆ ปากบ่นพึมพำๆ ถึงสิ่งที่นางควรจะกล่าวออกไปแล้วก็ภาวนาให้สนมน้อยไม่ลืมว่าต้องทำการคารวะอย่างไรให้ถูกต้อง
“หม่อมฉันลี่หลินสกุลเฉิงสนมขั้นที่ห้าตำแหน่งไฉเหริน คารวะพระสนมหูเจาหรง นายแห่งตำหนักชิงอีและพระสนมทุกท่านขอพระสนมจงเจริญ”
พระสนมน้อยเฉิงลี่หลินค่อยๆย่อทำความเคารพพร้อมกับกล่าวคำคารวะยาวเหยียดแม้จะไม่ดังมากนักแต่ก็ชัดถ้อยชัดคำดี ท่าทางก็สุภาพอ่อนน้อมอาหลิวเห็นดังนั้นแล้วก็แทบจะะโตัวลอยเพราะในวันที่ฉีกูกู่มาอบรมนั้นคุณหนูลี่หลินของอาหลิวแทบจะทำอะไรไม่ถูกเลยเป็อีกครั้งที่อาหลิวอดที่จะรู้สึกชื่นชมฮูหยินเฉิงไม่ได้
“เชิญน้องหญิงตามสบาย”
พระสนมหน้าหวานเอ่ยขึ้นเสี่ยวจื่อคอยประคองให้สนมเฉิงลี่หลินยืนขึ้นอย่างมั่นคงตามที่อาหลิวได้กำชับไว้
“เ้าเพิ่งเดินทางมาถึงคงจะเหนื่อยไม่น้อย แต่ยังมีใจรักษาธรรมเนียมรีบมาคารวะนายตำหนัก ข้ารู้สึกซาบซึ้งยิ่งนักหากไม่เหนื่อยเกินไป เชิญน้องหญิงอยู่จิบชาที่นี่ก่อนนับว่าเป็จังหวะที่ดีมากเพราะพวกเราพี่น้องอยู่กันหลายคน จะได้แนะนำกันทีเดียว”
สนมเฉิงลี่หลินยิ้มหวานเอ่ยคำขอบคุณ และไปนั่งยังตำแหน่งที่ว่างอยู่แค่เสี้ยวนาทีก็มีนางกำนัลยกถ้วยน้ำชามาให้สนมน้อย และดูเหมือนนางจะหิวน้ำมากเลยดื่มเข้าไปอึกใหญ่เลยทุกสายตาที่ยังจับจ้องอยู่ต่างหัวเราะคิกคักกับท่าทีของสนมน้องใหม่คนนี้
“พี่หญิงหูนี่พวกเราใจร้ายไปหน่อยหรือไม่เพคะที่รั้งตัวเฉิงไฉเหรินเอาไว้ดูท่านางจะเดินทางมาเหนื่อยไม่น้อย”
ผู้หญิงในชุดสีเหลืองแกมเขียวหน้ากลมมนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากที่กำลังหัวเราะอยู่พระสนมหน้าหวานได้ยินก็อมยิ้มนิดหน่อย พอเห็นว่าสนมน้อยวางถ้วยชาลงแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าจะขอแนะนำพี่น้องของเราที่อยู่ตรงนี้ให้น้องหญิงเฉิงได้รู้จักกันไว้สนมที่นั่งอยู่ตรงนี้ล้วนแต่พำนักที่ตำหนักฝั่งตะวันออก เริ่มจากข้า หูเจาหรงนายตำหนักชิงอีแห่งนี้หากมีสิ่งใดขาดเหลือก็อย่าได้เกรงใจ มาบอกข้าได้ทุกเมื่อ ส่วนนี่คือติงเหม่ยเหรินพำนักที่นี่เช่นเดียวกัน”
ผู้หญิงในชุดสีเหลืองแกมเขียวหน้ากลมมนคนนั้นคือติงเหม่ยเหรินที่อยู่ตำหนักเล็กฝั่งตรงข้ามนั่นเองหูเจาหรงหน้าหวานแนะนำคนอื่นต่อไป
“ท่านนั้นคือกัวเจาอี๋นายตำหนักหย่งเหออยู่ข้างกันนี่เอง ถัดไปคือเซี่ยเหม่ยเหรินพำนักตำหนักหย่งเหอเช่นกัน ส่วนท่านโน้นหึๆ เ้าต้องหมั่นเอาอกเอาใจนางให้ดีล่ะ นั่นเป็สนมคนโปรดของฝ่าาเชียวนะจางซิวหรงแห่งตำหนักเหยียนซี”
จางซิวหรงได้ยินสนมหูแนะนำเช่นนั้นก็เม้มปากแน่นและมองบนนิดหน่อยอาหลิวได้ยินสนมหูแนะนำทุกคนแล้ว ก็มานึกไล่ลำดับขั้นที่ตัวเองเคยได้อ่านตำรามา ก็พบว่าที่ตรงนี้มีพระสนมขั้นที่สองถึงสามคนคือ หูเจาหรง กัวเจาอี๋ และจางซิวหรง มีพระสนมขั้นที่สี่อยู่สองคนคือติงเหม่ยเหรินและเซี่ยเหม่ยเหริน สนมน้อยเฉิงลี่หลินตำแหน่งต่ำที่สุด เป็สนมขั้นที่ห้าไฉเหริน
“เฉิงไฉเหรินเป็น้องสาวแท้ๆของเฉิงลู่เอินเจี๋ยอวี้อย่างนั้นหรือ”
กัวเจาอี๋นายตำหนักหย่งเหอถามขึ้นมาหน้าตาของนางสวยแบบคมคายแต่ดูค่อนข้างหยิ่ง ั้แ่อาหลิวเข้ามาก็ยังไม่เห็นนางยิ้มแบบจริงจังสักครั้งทำแค่ยกมุมปากนิดหน่อยเท่านั้น
“เ้าค่ะ เอ้ย! เพคะ ลี่หลินเป็น้องสาวแท้ๆของพี่สามลู่เอิน”
“เช่นนั้นหรือ พวกเ้าช่าง...ต่างกันนัก”กัวเจาอี๋มองสำรวจสนมน้อยอย่างเปิดเผย
“จริงที่สุดเพคะพี่หญิงลู่เอินนั้นงดงามมาก ผิวพรรณผุดผ่องต่างกับข้านักท่านแม่ยังเคยเล่าให้ฟังว่าขนาดฝ่าายังเอ่ยชมไม่ขาดปากว่าพี่หญิงนั้นผิวเนียนนุ่มยิ่งกว่าใคร”
สนมน้อยพูดไปอย่างร่าเริงและไม่คิดอะไรคือ...ไม่คิดอะไรเลยจริงๆ การคิดวิเคราะห์เป็ศูนย์
อาหลิวได้ฟังแล้วก็ได้แต่ร้องโอยในใจเข้าใจว่าปลื้มพี่สาวมากแต่สนมน้อยคงลืมไปแล้วว่าพี่สาวของนางเป็แค่หนึ่งในเมียของฮ่องเต้ซึ่งคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ก็คือบรรดาเมียๆอีกทั้งหลายของฮ่องเต้เช่นกันพวกนางได้ฟังแล้วคงอดที่จะหมั่นไส้ไม่ได้เป็แน่
แล้วก็เป็จริงอย่างที่อาหลิวคิดรีแอคชั่นของแต่ละนางช่างบ่งบอกจริงๆ สนมหูเจาหรงหน้าหวานยิ้มค้างเหมือนถูกสต๊าฟไว้กัวเจาอี๋กับจางซิวหรงถึงกับคิ้วขมวดย่นติงเหม่ยเหรินยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปากหัวเราะคิกคักมีแต่เซี่ยเหม่ยเหรินคนเดียวที่ยังรักษาหน้านิ่งๆไว้ได้
สนมน้อยลี่หลินดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่าตัวเองนั้นพลาดอะไรไปยังคงส่งยิ้มแฉ่งโปรยปรายไปให้ทุกคน ถ้าเป็ก่อนหน้าที่นางจะอวยพี่สาว ในสายตาของสนมเหล่านี้ก็คงดูไร้เดียงสาดี
ทว่าจากประโยคเมื่อกี้สำหรับพวกนางแล้วรอยยิ้มของสนมน้อยก็หาได้มีความจริงใจไม่ แม้ว่าเื่จริงสนมลี่หลินจะมิได้มีเจตนาที่จะเอาพี่สาวตัวเองมาข่มพวกนางแต่คงแก้ไขอะไรไม่ทันแล้วแหละ
เฉิงลี่หลินเอ๊ย...มาวันแรกก็พลาดเสียแล้ว
มีความเงียบก่อตัวขึ้นเล็กน้อยในที่สุดสนมหูหน้าหวานที่ยิ้มแช่เอาไว้นานสองนานก็เป็คนเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาแต่น้ำเสียงที่พูดออกมานั้น ฟังแล้วความเป็มิตรลดลงไปหลายเลเวลทีเดียว
“เฉิงไฉเหรินเพิ่งจะเดินทางมาถึงคงเหนื่อยล้าไม่น้อย ไม่รบกวนให้อยู่ต่อ เชิญกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักไป๋เซ่อของเ้าเถอะ”
“ไม่รบกวนอะไรเลยเพคะ ข้าหลับบนรถม้ามาบ้างแล้วไม่เหนื่อยเลย ฮ่าๆ”
สนมน้อยผู้ไม่คิดอะไรเลยจริงๆเอียงคอตอบสนมหูกลับไปอย่างกระตือรือร้น โอย...จะใสซื่อไปไหน เขาไล่แล้วก็ไปเถอะ!
คำตอบของสนมน้อยทำให้ติงเหม่ยเหรินแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่จนสนมหูต้องส่งสายตาไปตำหนิส่วนสนมคนอื่นต่างก็พากันแสดงสีหน้าแปลกใจในกิริยาและพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของสนมน้องใหม่คนนี้อย่างไม่มีปิดบัง
อาหลิวอยากจะวิ่งเข้าไปหิ้วสนมน้อยแล้วพาออกไปจากตรงนี้เสียเหลือเกินนี่ขนาดตัวเองเป็แค่ขันทีรับใช้ ยังรู้สึกอายจนอยากจะมุดสระบัวข้างหน้าหนีไปให้รู้แล้วรู้รอดเลย
เหล่าสนมรุ่นพี่ลอบส่งสายตากันไปมาส่วนสนมน้องใหม่ก็นั่งยิ้มมองโน่นมองนี่ด้วยสายตาแห่งความสนใจใคร่รู้ เกิดความเงียบขึ้นมาอีกแล้ว อีกทั้งครั้งนี้ยังน่าอึดอัดกว่าครั้งก่อนเสียด้วย
อาหลิวที่ยืนอยู่ไกลๆกำลังคิดหาวิธีที่จะพาสนมน้อยออกไปจากที่นี่ แต่เพราะยังไม่รู้ธรรมเนียมมากนักหากทะเล่อทะล่าออกไปอาจทำให้เื่บานปลายมากขึ้น จะทำยังไงดีเนี่ย!
“ห้ะ! ว่าอย่างไรนะเพคะ!”
“?!?!”
อยู่ๆเย่กูกู่ก็อุทานขึ้นมาแบบผู้ดีสุดๆ เสียงของนางไม่เบานักคาดว่าทุกคนคงได้ยินกันทั่ว ท่ามกลางความงงงวย เย่กูกู่ไม่สนใจสิ่งใด พูดต่อไป
“เฉิงไฉเหรินรู้สึกปวดหัวอย่างนั้นหรืออ้อ...ได้สิเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันจะพากลับไปพักผ่อนที่ตำหนักนะเพคะ”
เย่กูกู่พูดเองเออเองเหมือนคุยอยู่กับแม่ซื้อแถมยังใช้น้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใยอย่างที่สุด
อื้อหือ...ถึงอาหลิวจะไม่ชอบนางสักเท่าไหร่แต่ก็ต้องยอมรับว่าป้าคนนี้ช่างมีไหวพริบดีเยี่ยม! อยากจะวิ่งเข้าไปถอนสายบัวใส่เหลือเกิน! นับถือ! นับถือ!
สนมน้อยที่ยังนั่งงงกับท่าทางของเย่กูกู่กระพริบตาปริบๆกำลังจะเอ่ยขัดขึ้น แต่เย่กูกู่แอบทำตาเขียวใส่ ทำปากขมุบขมิบที่พอจะอ่านได้ว่า ‘ไปเดี๋ยวนี้!’ พร้อมกับส่งสัญญาณให้เสี่ยวจื่อมาประคองพระสนมลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที
นอกจากเฉิงลี่หลินผู้ใสซื่อใครก็ต่างมองออกว่าเย่กูกู่พยายามจะนำสนมน้อยออกไปจากสถานการณ์อันแสนกระอักกระอ่วนนี้และเพราะว่าก็ไม่มีใครนึกอยากรั้งนางไว้อยู่แล้วก็เลยทำเป็ไม่สนใจปล่อยให้บ่าวรับใช้บังคับพาเ้านายออกไปเสียเฉยๆ
สนมเฉิงลี่หลินเย่กูกู่ เสี่ยวจื่อ และอาหลิวที่ยืนอยู่ห่างออกมา ต้องทำความเคารพด้วยความรวดเร็วก่อนจะประคองสนมน้อยที่ยังคงทำหน้างงๆ ออกจากตำหนักหลักชงอี รีบพากันเดินจนแทบจะวิ่งข้ามสะพานหินสีขาว แล้วเลี้ยวหายวับเข้าไปในตำหนักไป๋เซ่อทันที
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน