เปลี่ยนลิขิตสวรรค์

    บทที่ 9 เริ่มศึก!

    ช่วงพริบตาเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วสิบปี สิบปีที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ขึ้นมากมายที่พลิกโฉมประวัติ ส่วนที่สำคัญก็คือการเผยตัวของตำหนักเทวะ เมื่อในหนึ่งในขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดเผยตัว ขุมกำลังอื่นๆย่อมต้องแสดงตัวออกมา ดินแดนมารที่กลับมาออกอาละวาด เก้าพันธมิตรที่ออกมาขับไล่ดินแดนมาร เหล่าจักรพรรดิเริ่มที่จะทำสงครามแย่งชิงแผ่นดินอีกครั้ง และอดีตผู้ทรงอำนาจที่เริ่มขึ้นไหวตามที่มันได้กล่าวไว้ตงฟางเทียนปรมาจารย์รุ่นที่สามของหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์กำลังเดินทางไปยังหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ บุรุษที่มีสีหน้าเย็นชาก้าวเดินอย่างมั่นคง เบื้องหลังของมันมีสี่ขุนพลคู่ใจเดินตามหลังมาตอนนี้ เวลาที่มันได้ให้ไว้กับหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ได้หมดลงแล้ว....แสงตะวันค่อยๆลอยขึ้นอยู่จากพื้นดิน ตงฟางเทียนเลือกที่จะเดินเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกับดวงตะวันในรุ่งเช้าที่ลอยขึ้นมาเบื้องของมันคือกำแพงหมู่บ้านขนาดให้ที่มันคุ้นเคย หากแต่แค่ทรุดโทรมลงไปมากทว่าก็ยังดูแข็งแรงอยู่ แต่ที่มีสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นมาคือแคร่ไม้ไผ่ที่ตั้งอยู่ห่างจากหน้าประตูบนแคร่มีคนอยู่สองคน หนึ่งคือสตรีสาวและหนึ่งคือบุรุษหนุ่ม หญิงสาวนอนตะแคงอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใช้มือข้างหนึ่งหนุนหัว นางมีใบหน้าที่งดงามหากแต่ดูเย็นชาและเกียจคร้าน ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนแคร่ลุกขึ้นยืนไปนั่งย่องๆกับพื้น บนพื้นมีกองไฟกองหนึ่งกับเตาปิ้ง บนกองไฟมีหม้อที่ข้างในมีข้ามต้มที่กำลังเดือดพล่าน ชายหนุ่มคนข้าวต้มอยู่สองสามทีก็ตักใส่ถ้วยไม้ เตาปิ้งข้างๆมีปลาย่างที่ส่งกลิ่นหอมโชยมา ชายหนุ่มใช้ตะเกียบคีบปลาย่างใส่ถ้วยข้าวต้ม หญิงสาวลุกขึ้นมานั่งอย่างเกียจคร้านพลางบิดขี้เกียจ หากมีบุรุษคนใดเห็นท่าทางนี่ของนางจะต้องมีชะงักเพราะความงดงามที่ไม่เหมือนใครเป็นแน่ ชายหนุ่มส่งถ้วยข้าวต้มให้หญิงสาวเหมือนรับรู้ได้ว่ามีผู้มาใหม่ ชายหนุ่มยิ้มตักข้าวต้มยืนให้กับตงฟางเทียน “รับข้าวต้มร้อนๆซักถ้วย-” ยังไม่ทันพูดจบร่างของชายหนุ่มถูกหนึ่งสี่ขุนพลที่ถูกคล้ายพยัคฆ์เหวี่ยงไปติดกำแพงหมู่บ้านตูม!ร่างของชายหนุ่มอารมณ์ดีจมเข้าไปในกำแพง ขุนพลพยัคฆ์คลั่งแค่นเสียงต่อผู้ที่ไร้มารยาทกับนายของตน หญิงสาวเหมือนไม่เห็นที่น้องชายของตนถูกเหวี่ยงเข้ากับกำแพง นางตักข้าวต้มเขาปากอย่างต่อเนื่องตงฟางเทียนไม่แม้แต่จะชายมองปรมาจารย์รุ่นที่สามเดินหน้าตรงไปที่ประตูทางเข้าของหมู่บ้าน ที่ตอนนี้มีชายชราคนหนึ่งเดินออกมาชายชราประสานมือให้กับตงฟางเทียน “ฟงต้าหลงคารวะท่านปรมาจารย์”“พวกเจ้าเลือกที่จะตายโดยไม่ขัดขืนอย่างนั้นหรือ?” เสียงเย็นชาของตงฟางเทียนดังขึ้นมา มันไม่ได้ถามปู่ฟงหากแต่ถามทั้งหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ชายชราส่ายหน้ายิ้มๆ “ผิดแล้วท่านปรมาจารย์” ชายหนุ่มที่ถูกเหวี่ยงติดกำแพงค่อยๆงัดตัวเองออกมา ชายหนุ่มบิดร่างเล็กน้อย “อา พวกท่านเนี่ยก้าวร้าวจริงๆ” ชายหนุ่มจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยพยัคฆ์คลั่งแค่นเสียงเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่แม้แต่จะมีรอยขีดขวน สายตาที่บ้าคลั่งจ้องมองไปที่ชายหนุ่มด้วยความเกรี้ยวกราด มันเคลื่อนไหวในพริบตา มือที่มีกรงเล็บของสัตว์ร้ายตะปบไปทางใบหน้าของชายหนุ่ม ชายหนุ่มอารมณ์ดีเอียงหัวหลบอย่างง่ายๆ แต่มือข้างหนึ่งของเขาเคลื่อนไหวโดยพยัคฆ์คลั่งไม่รู้ตัว หนึ่งในสี่ขุนพลผู้บ้าคลั่งรู้สึกเหมือนมีภูเขากระแทกเข้าหน้าอกตูม!ร่างของพยัคฆ์ถูกชายหนุ่มอารมณ์ดีกดจนจมลงกับพื้น พื้นใต้ร่างของมันแตกเป็นเสี่ยงๆ ชายหนุ่มปัดมือไปมา “งั้น...ท่านคงเป็นคู่ต่อสู้ของข้าสินะ?” ชายหนุ่มมองตงฟางเทียนสามขุนพลที่เหลือเห็นพยัคฆ์คลั่งนอนจมลงกับพื้นก็เคลื่อนไหว ร่างที่ตัวเล็กที่สุดในสามขุนพลพุ่งไปทางเสวี่ยฟาง เสวี่ยฟางมองเหลือบมองร่างที่พุ่งมา เด็กหญิงอายุน่าจะราวสิบสองสิบสามที่ตามตัวมีแมลงพิษเกาะอยู่ เด็กหญิงใช้มือข้างหนึ่งที่มีตะขาบพันรอบจู่โจมหญิงสาว ทว่าเสวี่ยฟางก็ไม่ได้เคลื่อนไหวแม้แต่ในวินาทีที่การโจมตีจะมาถึงตัวก็ตามตู้ม!เสวี่ยฟางยังคงอยู่ดี แต่เป็นเด็กสาวผู้ใช้แมลงที่ตอนนี้ร่างจมอยู่ใต้พื้นเพราะถูกก้อนกลมบางอย่างขนาดเท่าบ้านตกลงมาจากฟ้ากระแทกนางจนร่างจมดิน เสวี่ยฟางดีดนิ้วทีหนึ่ง ก้อนกลมปริศนาค่อยๆคล้ายตัวเผยให้เห็นเป็นตัวนิ่มขนาดใหญ่ที่มีเกล็ดแหลมคมสีแดงเพลิงตัวนิ่มเกล็ดมังกรเพลิงค่อยๆลุกขึ้น ข้างใต้ของมันเป็นเด็กสาวที่มีรอยแตกทั่วทั้งร่าง เปลือกเด็กสาวค่อยๆแตกออก ร่างแมลงที่น่าหวาดกลัวกระตุกไปมา “ก๊าซซ” น่าเสียดายที่ร่างกายของมันกว่าครึ่งแหลกละเอียดไปแล้ว เสวี่ยฟางไม่แม้แต่จะเหลือบตาไปมองแมลงที่จมอยู่ในพื้น นางยังคงเพลิดเพลินรสชาติหอมหวานของข้าวต้มต่อไปย้อนกลับไปที่สามขุนพลที่เหลือแยกย้ายกันโจมตี เด็กหญิงแมลงไปจู่โจมไปทางเสวี่ยฟาง ส่วนอีกสองคนที่เหลือโจมตีชายหนุ่มอารมณ์ดีหรือก็คือเว่ยเมิ่ง สองขุนพลมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน หนึ่งเป็นหญิงชราที่มีสีผิวขาวซีด อีกหนึ่งเป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่ปากฉีกเกือบถึงใบหู สองมือของหญิงชราลุกโชนด้วยเปลวไฟสีเขียวน่าขนลุก ร่างของหญิงชราคล้ายกับกำลังร่ายรำ เปลวไฟสีเขียวหมุนวนราวกับเป็นพายุซัดเข้าร่างของเว่ยเมิ่ง บุรุษปากฉีกดึงกระบี่คู่ออกมา มันแทงกระบี่ทั้งสองด้วยท่วงท่าพิสดาร วิถีกระบี่ไม่คล้ายการแทงแต่คล้ายการเคลื่อนไหวของอสรพิษเว่ยเมิ่งใช้มือปิดปากหาวออกมาคำหนึ่ง ยกขาขึ้นเตะง่ายๆไปทางบุรุษปากฉีก เสียงอากาศระเบิดออกจากการเตะง่ายๆของชายหนุ่ม พลังเตะที่ทะลวงอากาศเขาปะทะกับสองกระบี่ที่เคลื่อนไหวรามอสรพิษ และผลก็คือ...เพลงกระบี่ที่ราวกับอสรพิษถูกทำลายอย่างง่ายดายราวกับกระดาษเปียกน้ำที่ถูกกระชาก บุรุษปากฉีกกระเด็นไปไกลตามแรงเตะเว่ยเมิ่งชายตาไปทางพายุเปลวเพลิงสีเขียวที่กำลังจะเข้าถึงตัว มือข้างหนึ่งของเขาพุ่งทะลวงพายุเปลวเพลิงราวกับมันไม่มีความหมาย นิ้วทั้งห้าคว้าลำคอของหญิงชราไว้แน่น ชายหนุ่มยกร่างในมือขึ้นราวกับมันไม่มีน้ำหนัก ชายหนุ่มเหลือบมองไปทางตงฟางเทียน มือแกร่งเหวี่ยงโยนร่างหญิงชราไปทางปรมาจารย์รุ่นที่สามร่างของหญิงชราผิวซีดลอยมาทางตงฟางเทียนอย่างรุนแรง ตงฟางเทียนใช้มือข้างหนึ่งคว้าจับร่างของหญิงชราไว้และสลายพลังที่เว่ยเมิ่งส่งผ่านทางนางมาหามันตุบตงฟางเทียนวางร่างของหญิงชราลงพื้นอย่างแผ่วเบา มันมองเว่ยเมิ่งด้วยสายตาเย็นชา ร่างของอดีตปรมาจารย์เดินไปทางเว่ยเมิ่ง ทุกก้าวเดินของมันทำให้อากาศรอบๆสั่นสะท้านพื้นดินค่อยๆเริ่มสั่นสะเทือน เว่ยเมิ่งที่เห็นตงฟางเทียนเดินเข้ามาหาก็เดาะลิ้น ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาตงฟางเทียนด้วยเช่นกัน ยิ่งร่างของทั้งสองเดินเข้าใกล้กันเท่าไร อากาศและพื้นดินรอบๆก็ยิ่งสั่นเทือนมากเท่านั้นจนในที่สุดทั้งสองก็หยุดเข้าหากันในระยะสามก้าว ดวงตาของตงฟางเทียนเย็นชาตัดกับดวงตาของเว่ยเมิ่งที่ดูเหมือนมีรอยยิ้ม พริบตาตงฟางเทียนปล่อยหมัดออกมาหมัดหนึ่งอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเว่ยเมิ่งที่ต่อยออกมาหมัดหนึ่งเหมือนกัน เสียงสนั่นดังลั่นเมื่อหมัดทั้งสองเข้าปะทะ ทั้งสองถอยกันไปคนละก้าวแต่พริบตาร่างของทั้งสองก็หาย เสียงดังปะทะเกิดขึ้นครั้งนับไม่ถ้วน ทั้งสองคนใช้ความเร็วที่คนอื่นมองตามไม่ทันปะทะหมัดกันอย่างต่อเนื่องในขณะที่เว่ยเมิ่งและตงฟางเทียนกำลังปะทะกันนั้นเอง พยัคฆ์ที่หมดสติไปจากการโจมตีของเว่ยเมิ่งก็ตื่นขึ้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งลุกโชนด้วยความโกรธแค้น มันลุกขึ้นมองหาตัวเว่ยเมิ่งแต่ไม่เจอตัว มันเห็นเพียงเสวี่ยฟางที่กำลังดินข้าวต้มอยู่ก็คำรามพุ่งไปจู่โจม แต่ทว่ากลับมีร่างมาขว้างทางเสียก่อนเป็นปู่ฟงที่มีรอยยิ้มจางๆอยู่บนใบหน้า พยัคฆ์คลั่งคำรามตะปบกรงเล็บไปทางไปชายชรา ปู่ฟงที่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะอย่างพึงพอใจ ดวงตาของชายชราวาวโรจน์ใช้ออกด้วยหมัดตรงที่คล้ายกับมังกรทะยานเข้าปะทะกับกรงเล็บที่ตะปบมาตูม!เป็นปู่ฟงที่ถูกผลักถอยหลังกับมา แต่ถึงแม้จะเสียเปรียบริมฝีปากของชายชราก็ยังยิ้มออกมาได้ ดวงตาเหมือนมีประกายความตื่นเต้นที่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจ“กรรร!” พยัคฆ์คลั่งยิ่งคลั่งกว่าเดิมที่เห็นชายชรายังคงอยู่ สองกรงเล็บในมือสองข้างสะบัดอย่างบ้าคลั่ง ปู่ฟงหัวเราะลั่นฝ่ามือทั้งสองข้างพุ่งไปข้างหน้าปะทะกับกรงเล็บที่บ้าคลั่ง ตูม!ทว่าครั้งนี้กลับเป็นพยัคฆ์คลั่งที่ถูกบังคับให้ถอยหลัง ดวงตาพยัคฆ์เบิกกว้างเหมือนไม่อยากเชื่อ ปู่ฟงที่เห็นพยัคฆ์คลั่งถอยหลังก็อาศัยจังหวะนั้นเข้าโรมรันโดยไม่หยุดพัก หมัดบ้างฝ่ามือบางถูกใช้โจมตีหนึ่งขุนพลของฟางตงเทียนพยัคฆ์คำรามยกสองมือขึ้นมาป้องกันการโจมตีนับไม่ถ้วนของปู่ฟง และราวกับหมดความอดทน พยัคฆ์คลั่งไม่สนการโจมตีของปู่ฟงแล้ว มันง้างมือไปด้านหลังปลายกรงเล็บคล้ายมีแสงสาดประกายออกมา มันใช้ออกด้วยท่าไม้ตายที่สังหารยอดฝีมือระดับแก่นแท้มานับไม่ถ้วนกรงเล็บสังหารเทพ!กรงเล็บของพยัคฆ์คลั่งตะปบลงมาที่ปู่ฟงอย่างรวดเร็ว ชายชราที่เห็นว่าหลบไม่พ้นแล้วก็คำรามลั่นรีดพลังทั้งหมดออกมาในท่าไม้ตายที่จะใช้สวนกลับไป ฝ่ามือสิบแปดมังกรครองใต้หล้า!ท่าไม้ตายที่ใช้พลังเต็มที่ของสองยอดฝีมือระดับแก่นแท้เข้าปะทะกัน เสียงดั่งกระหึมไปทั่วพร้อมกับแรงปะทะที่ถูกส่งออกมา ต้นไม้บางต้นถึงขนาดโค่นล้มทั้งๆที่ไม่ได้สัมผัสกับพลังโดยตรง ร่างของทั้งสองกระเด็นถอยหลังไปพร้อมๆกับสติของทั้งคู่ที่หมดลง