EP : 19 ตามถึงบ้าน
เว่ยลู่เซียนที่มาทำงานวันนี้ก็นั่งรักษาคนไข้ตามปกติราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น นางยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยตามปกติ
“ท่านหมอลู่เซียนๆ ทานอาหารกันขอรับ” เสียงของหลิ่วหมิงจื่อร้องบอกก่อนที่ตัวจะมาถึงเสียด้วยซ้ำ
“ช่วงบ่ายไม่มีคนไข้ใช่หรือไม่” เว่ยลู่เซียนเอ่ยถามทันที อดคิดไม่ได้ว่าอีกคนจะร่าเริงเกินไปแล้ว
“มีคนหนึ่งขอรับ แต่ว่าตอนนี้เขาหลับอยู่” หลิ่วหมิงจื่อเอ่ยบอก ถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็คงจะไม่เห็นว่ามีคนไข้อีกคนนั่งรออยู่
“งั้นไปปลุกเขา ข้าจะได้รักษาแล้วจะได้ปิดโรงหมอเลย” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกเพราะเหลือแค่คนเดียวคงไม่เป็นอะไรหรอก
“ขอรับๆ ท่านหมอ” หลิ่วหมิงจื่อรับคำอย่างว่าง่ายก่อนจะเดินออกไปจากห้องแล้วไปปลุกชายหนุ่มที่นั่งหลับอยู่
“ท่านหมอเรียก”
“ขอรับ” ชายหนุ่มลืมตาขึ้นก่อนจะเอ่ยตอบกลับเบาๆ พลางเดินเข้าห้องตรวจไปทันที
“นั่งลงสิ” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกชายหนุ่มตรงหน้า พลางมองแขนที่เล็กผิดปกติจากแขนอีกฝ่าย
“เอ่อ คือ…” ชายหนุ่มอึกอักไม่รู้จะเริ่มต้นบอกอีกฝ่ายอย่างไรดี
“ยื่นแขนมาสิ” นางเอ่ยบอกราวกับรู้ความคิดของอีกฝ่าย
ซึ่งนางก็รู้จริงๆ นั่นแหละ นั้นก็เพราะว่าหลงฉี่บอกนางเองแถมยังใจดีเล่าประวัติของอีกฝ่ายให้นางรู้อีกด้วย ถามนางก่อนเถอะว่าอยากรู้หรือไม่
“ถูกทำลายเส้นลมปราณที่แขน มันจะเจ็บปวดหน่อยอย่างไรก็อดทนเอาไว้หน่อย” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกพลางเอาขวดโอสถสร้างเส้นลมปราณให้อีกฝ่ายดื่ม
ส่วนนางก็ใช้เข็มเปิดจุดลมปราณตามแขนของอีกฝ่ายไปด้วย งานนี้มีคนร้องโหยหวนเป็นแน่
“จับตัวของเขาเอาไว้” เว่ยลู่เซียนหันไปสั่งหลิ่วหมิงจื่อทันทีเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มดื่มโอสถเข้าไปแล้ว
หลิ่วหมิงจื่อพุ่งเข้าไปจับตัวชายหนุ่มทันที ไม่นานชายหนุ่มคนไข้คนนี้ก็ดิ้นไปมากับเก้าอี้ทันที พลางมีสีหน้าเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด จากนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมา
“อีกไม่นานก็เสร็จแล้ว” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกเมื่อดึงเข็มออกมาหมดแล้ว ถ้าไม่ได้หลิ่วหมิงจื่อช่วยจับชายหนุ่มคนไข้คนนี้เอาไว้ คงดึงเข็มออกลำบากแน่
“อึก” ไม่นานชายหนุ่มคนนั้นก็หยุดลงในที่สุดก่อนจะขบฟันแน่น เพราะยังไม่หายเจ็บปวดเท่าไร แขนของเขาราวกับถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เสียงวิ้งๆ ในหูดังขึ้นตลอดเวลาไม่หยุด
“แปดสิบเหรียญทอง” เว่ยลู่เซียนกล่าวบอกทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายหายดีแล้ว เส้นลมปราณถูกรักษาแถมยังได้แขนกลับมาอีกด้วย ซึ่งไม่มีใครทำได้มากขนาดนี้อีกแล้วถ้าไม่ใช่นาง
“นี่ขอรับท่านหมอ ขอบคุณท่านหมอมากๆ ขอรับ” ชายหนุ่มกล่าวบอกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“มันคือหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” นางเอ่ยบอกพลางรับเงินเข้ามาใส่แหวนมิติทันที
“วันข้างหน้าหากท่านมีปัญหาอะไรให้ไปที่ตระกูลเฉินได้เลยขอรับ แล้วนำป้ายนี้ให้คนที่ตระกูลดูเขาจะช่วยท่านเอง” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เอาป้ายหยกวางที่โต๊ะจากนั้นก็เดินออกจากโรงหมอไปอย่างรวดเร็ว
“ตระกูลเฉิน ใช่ตระกูลที่เป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่สุดในเมืองนภาหรือไม่ขอรับ” หลิ่วหมิงจื่อคว้าป้ายหยกมาดูก่อนจะเอ่ยถาม
“อืม” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกก่อนจะสนใจอาหารที่ถูกชายชรานำมาวางบนโต๊ะโดยไม่คิดจะสนใจป้ายหยกเลยแม้แต่น้อย
เว่ยลู่เซียนนั่งอยู่ในศาลาริมน้ำของนางอย่างมีความสุขเนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุดของนาง และนางก็ได้จ้างชาวบ้านมาขุดดินเพื่อทำการปลูกผักและสมุนไพรอีกด้วย
“หลิ่วหมิงจื่อไปซื้ออาหารมาให้พวกชาวบ้านหน่อย” นางเอ่ยบอกคนที่เพิ่งเดินมาหานาง
“ขอข้าดื่มน้ำชาสักแก้วแล้วข้าจะไปทันทีขอรับ” หลิ่วหมิงจื่อเอ่ยบอกเพราะเขาเพิ่งไปช่วยชาวบ้านขุดดินมา หากคนรู้จักเขามาเห็นเขาทำเช่นนี้คงต้องร้องไห้เป็นสายเลือดเป็นแน่
เว่ยลู่เซียนมองหลิ่วหมิงจื่อที่กำลังดื่มน้ำชา พลางคิดหาทางไล่อีกฝ่ายออกจากบ้านของนางไปด้วย
ถึงแม้อีกฝ่ายจะช่วยงานนางดีมากแค่ไหนก็ตามที แต่เมื่อเห็นท่าทีที่อีกฝ่ายจะเกี้ยวนางนั้นทำให้นางรู้สึกอึดอัดนิดหน่อย
“ท่านหมอลู่เซียนมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ ท่านมีใจให้ข้าแล้วหรือขอรับ” หลิ่วหมิงจื่อที่เห็นหญิงสาวมองตัวเองก็อดที่จะกล่าวขึ้นมาไม่ได้
“ข้ากำลังคิดว่าจะไล่เจ้าออกจากบ้านข้าอย่างไรดี” เว่ยลู่เซียนเอนหลังไปพิงกับที่พิงด้านหลังด้วยท่วงท่าสบายๆ ก่อนจะเอ่ยตอบอีกฝ่ายไป
หลิ่วหมิงจื่อที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแห้งก่อนจะกล่าวออกมา
“ข้าต้องไปซื้ออาหารสินะ” กล่าวจบก็หายตัวไปเลยทันที
“เจ้าคงไม่ใจดำขนาดนั้นหรอก” ชายชราปรากฏตัวขึ้นก่อนจะเอ่ยบอก เพราะถ้านางจะไล่จริงๆ คงไม่ยอมให้หลิ่วหมิงจื่อมานอนที่บ้านแบบนี้ตั้งนานหรอก
“ก็ไม่แน่นะเจ้าคะ หากเขายังคงตามตื๊อข้าอยู่เช่นนี้” เว่ยลู่เซียนเอ่ยบอกพลางรินน้ำชาให้กับชายชราไปด้วย
“ลู่เซียนๆ เจ้าออกมาพบข้าเดี๋ยวนี้ ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่”
เสียงร้องตะโกนหน้าบ้านทำให้เว่ยลู่เซียนได้แต่ถอนหายใจสืบเรื่องของนางได้เร็วจริงๆ สมกับเป็นพวกพ่อค้ามีเส้นสายข่าวเยอะจริงๆ
“เฮ้อ วุ่นวายกับข้าดีจริงๆ” นางกล่าวพร้อมกับกลอกตาไปมาอย่างรำคาญ
“ข้านึกว่าเจ้ารักอดีตสามีของเจ้ามากเสียอีก” ชายชราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นท่าทางที่แสดงออกมาของหญิงสาวว่ารำคาญเพียงใด
“ท่านตารู้เรื่องของข้าได้อย่างไร” เว่ยลู่เซียนไม่ได้สนใจเสียงร้องหน้าบ้าน นางหันมาถามชายชราที่รู้เรื่องของนาง
“ข้าบังเอิญไปได้ยินน่ะ” ชายชรากล่าวบอกเพราะเขาไม่ได้ไปแอบฟังเสียหน่อย เพราะงั้นเขาไม่มีความผิดอะไรทั้งนั้น
“หมิงจื่อก็รู้” นางเอ่ยถามต่อมิน่าเล่าหลิ่วหมิงจื่อถึงได้เรียกชื่อนางออกมาเช่นนั้น
“อืม ถึงแม้เขาจะรู้ว่าเจ้าผ่านการแต่งงานมาแล้วเขาก็ไม่สนใจ” ชายชราเอ่ยบอกพลางจ้องมองหญิงสาวที่ทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ
“เขาคงต้องตัดใจแล้วล่ะ” นางเอ่ยตอบแค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที
“ใจนางแข็งดั่งหินผายากที่จะทำลายลงได้” ชายชรากล่าวขึ้นหลังจากที่หญิงสาวเดินจากไป เขาพอจะเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว