ตอนที่ 10
ยามเมื่อเฉินชิงเหลียนย่างก้าวเข้าเมืองหลวง
เทียบกับกองกำลังของแม่ทัพบูรพาที่ยิ่งไกรเกรียงไกร
การเดินทางกลับเต๋อหวางฉายของชินอ๋องกลับเรียบง่ายกว่ามาก
อาชาสีดำสองตัวสำหรับการเดินทางสองคนและรถม้าเทียมเรียบง่ายอีกหนึ่งคัน สำหรับการนำคุณหนูคนรองตระกูลเฉินกลับจวนแม่ทัพ
ภายในตกแต่งเรียบง่ายเต็มไปด้วยสิ่งของที่หญิงสาว้าใช้งาน ไม่ว่าจะเป็เครื่องประทินโฉม ชาเลิศรสหรือจะเตาถ่านอันน้อยสำหรับบรรเทาความหนาว
สิ่งเหล่านี้ซ่งหลิวหยางเป็ผู้จัดสรรมาให้ทั้งหมดเฉินชิงเหลียนรู้สึกคาดไม่ถึงเล็กน้อย เขาดูคุ้นเคยกับสตรีไม่น้อย ไม่เช่นนั้นเหตุใดถึงรู้ว่าสิ่งใดที่สตรี้าใช้งานและจำเป็
ของทั้งหมดล้วนเป็ของชั้นหนึ่งเฉินชิงเหลียนย่อมไม่กล้าแตะต้อง กระนั้นสำหรับเด็กสาวที่เติบใหญ่มาท่ามกลางป่าเขานับั้แ่ที่ก้าวเท้าเข้าสู่เมืองหลวง ทุกสิ่งย่อมน่าดึงดูด
“หอมจังเลย”ปากเรียวเอ่ยพึมพำ หลังจากหยิบแป้งผัดตลับหนึ่งขึ้นมาดมสิ่งนี้น่าจะนิยมไม่น้อยในเมืองหลวง “ข้าไม่เคยเห็นของเหล่านี้เลย”
มือเรียวอีกข้างยื่นมาหยิบของในมือเฉินชิงเหลียนขึ้นมาดมต่อนางเผยสีหน้าพึงพอใจ “นับั้แ่นี้ไปคุณหนูย่อมต้องเจอแต่สิ่งดีๆ เ้าค่ะของแค่นี้อาจจะน้อยไปสำหรับท่านเสียด้วยซ้ำ”
“อย่าพูดเช่นนั้นไฉ่หง” เฉินชิงเหลียนขมวดคิ้วงาม ไม่พอใจที่ได้ยินวาจาเกินเอื้อมจากสาวใช้ข้างกาย“หากเ้ายังคิดเพ้อฝันใฝ่สูง ข้าจะให้ซ่งหลิวหยางขายเ้ากลับไป”
สาวใช้ข้างกายรีบส่ายหน้าอย่างน่าสงสารเกาะแขนเฉินเชิงเหลียนพลางอ้อนวอน “บ่าวผิดไปแล้ว! อย่าให้ท่านอ๋องขายข้ากลับไปเลย! ไฉ่หงไม่กล้าพูดมากอีกต่อไปแล้วเ้าค่ะ!”
นับั้แ่ไฉ่หงถูกชินอ๋องซื้อตัวมาเพื่อให้นางได้รับใช้คุณหนูคนรองตระกูลเฉินอย่างซื่อสัตย์นางก็ไม่กล้าที่จะเมินเฉยเด็กสาวผู้นี้แต่อย่างใด ยิ่งชินอ๋องให้ความสำคัญกับคุณหนูรองตระกูลเฉินยิ่งหากคุณหนูชี้นกแล้วกล่าวว่านั่นคือไม้ นกตัวนั้นย่อมเป็ไม้
ในเต๋อหวางฉายจะมีสักกี่คนที่กล้าเรียกพระนามของชินอ๋องโดยตรง
คุณหนูคนรองตระกูลเฉินดูเป็ข้อยกเว้นในเื่นี้
“ซ่งหลิวหยาง!” เสียงหวานสดใสร่าเริงเอ่ยเรียกคนที่ไฉ่หงกำลังลอบนินทาอยู่ในใจใบหน้างามของคุณหนูโผล่ออกไปนอกหน้าต่างรถม้า เรียกชินอ๋องเสียงใส
คล้ายชินอ๋องจะไม่ได้รำคาญใจอันใดทั้งยังบังคับให้อาชาสีดำเดินช้าลงจนล่นระยะมาอยู่ระดับเดียวกับรถม้าของพวกนางร่างสูงใหญ่เอี้ยวตัวลงมาราวกับกำลังตั้งใจฟังสิ่งที่คุณหนูกล่าวใบหน้ารูปสลักมองมาตามเสียงเรียกอย่างสงสัย
“ว่าอย่างไร”เขาเอ่ยเสียงทุ้มเรียบเฉย แต่ไม่ได้เ็าอย่างที่ไฉ่หงเคยได้ยินก่อนหน้านี้
“ที่นี่สวยงามแปลกตามาก”เฉินชิงเหลียนเอ่ยอย่างตื่นเต้น ดวงตากลมกวาดมองทุกสิ่งที่อยู่ภายนอกข้างนอกรถม้าความมีชีวิตชีวาที่สะท้อนออกมาอย่างไม่เสแสร้ง มองแล้วย่อมรู้สึกสดชื่นสบายก่อนเขาจะชะงักเมื่อได้ยินคำถามถัดมา
“พี่สาวของข้าเป็คนอย่างไรงั้นหรือ?”เขามองไปตามเสียงเอ่ย พบเจอกับดวงตาคาดหวังและรอคอยดวงหนึ่งั์ตาของนางแย้มยิ้มจนคล้ายเสี้ยวพระจันทร์
ซ่งหลิวหยางไม่รู้จะกล่าวอย่างไรไปชั่วขณะพยายามเรียบเรียงคำเอ่ยที่ไม่ใส่ร้ายและไม่บิดพลิ้วจนเกินไป
“เป็คนค่อนข้างอารมณ์ร้อน”ใบหน้าหล่อเหลาทำสีหน้านึกคิด “พอสนใจสิ่งใดคล้ายจะจดจ่อจนเกินไปอย่าได้ทำตามเป็อันขาด”
ใบหน้าของเฉิงชิงเหลียนหมองลงฟังอย่างไรก็น่ากลัวว่าพี่สาวดูจะไม่ชมชอบนางอย่างแน่แท้
“แต่หากมีอะไรเกิดขึ้นเ้าสามารถบอกกับข้าได้ เมื่อรับปากหมอเซียวมาแล้ว ข้าย่อมทำตามสัญญา” เขาเอ่ยสมทบเฉินอวี้เยี่ยนดูอย่างไรก็ไม่น่าต้อนรับขับสู้น้องสาวต่างมารดาที่จู่ๆก็มีตัวตนขึ้นมากระทันหัน
ยิ่งฮูหยินรองของจวนแม่ทัพอย่างไรก็ฝีมือไม่ธรรมดา ถือเป็โชคดีที่หญิงผู้นี้หาได้เป็สนมในมือฮ่องเต้ไม่เช่นนั้นน่ากลัวว่าชีวิตของเขาคงจะหาไม่ไปนานแล้ว
คุณหนูคนรองผู้นี้อาจอยู่ที่จวนยากอยู่พอสมควรเขาขมวดคิ้วอีกครา
“เ้าค่ะ”เฉินชิงเหลียนไม่ทราบความกังวลใจของซ่งหลิวหยางเพียงฟังคำเอ่ยปกป้องจากร่างสูงข้างกาย พลันใจดวงน้อยก็อบอุ่นวาบไปทั้งดวง นอกจากหมอเซียวแล้วเด็กสาวไม่คุ้นเคยกับผู้อื่นมากนัก เมื่อเจอผู้ที่ใส่ใจ ย่อมตื่นเต้นเป็ธรรมดาดวงตากลมโตมองของใช้ในรถม้าคันเล็ก นางเอ่ยถามสิ่งที่สงสัย
“ของใช้ภายในรถม้ามีแต่ของที่ข้าสะดวกใช้งานท่านน่าจะคุ้นเคยกับสตรีไม่น้อย” คำเอ่ยคล้ายกล่าวหาทว่าน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชื่นชมแบบนั้นฟังอย่างไรก็ไม่สามารถฟังเป็คำกล่าวหาได้
“...”
องครักษ์ข้างกายซ่งหลิวหยางแอบลอบมองบุรุษร่างสูงของเ้านายเขาพยายามกลั้นหัวเราะ
ของใช้เ่าั้หากไม่ใช่เพราะเขาถูกสั่งให้จับสังเกตคุณหนูคนโตตระกูลเฉินบ่อยๆมีหรือจะไปรู้ว่าสตรีส่วนใหญ่นั้นล้วนชื่นชอบสิ่งใด
แม้พระมารดาของชินอ๋องจะเป็ถึงฮองเฮากระนั้นแม่ลูกนั้นอาจไม่ได้ใกล้ชิดกันเท่าตอนที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์นับั้แ่พระชันษาครบสิบขวบ สถานที่ที่ชินอ๋องอาศัยอยู่ส่วนใหญ่ล้วนเป็ลอบนอกเมืองเนื่องด้วยฮองเฮามีความกังวลใจ ว่าฮ่องเต้จะมีความคิดที่ว่าหากให้โอรสทั้งสองคนมาอยู่ในที่เดียวกันจะเป็การสุมกองกำลังจัดตั้งฏขึ้นมาหรือไม่
ฮ่องเต้ยิ่งชราความกังวลยิ่งสูงบัลลังก์ที่รักษาไว้ ก็เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วว่าจะมีผู้แย่งชิง ดูได้จากเหตุการณ์ที่อ๋องนอกคอกผู้หนึ่งคิดก่อฏขึ้นมา
ชินอ๋องมีความชินชาในความใช้ชีวิตอย่างสันโดษชายหนุ่มเ็า ไม่สนใจใคร เงาดำอย่างเขาก็ติดตามพระองค์มานาน เห็นความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของชินอ๋องได้น้อยครั้งนัก
ทว่าที่เห็นมีความเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าบ่อยไปบ้างก็คงเป็่ที่เริ่มมีการเข้าหาตระกูลเฉิน และพบกับคุณหนูคนโตภายในจวนแม่ทัพก่อนคุณหนูคนโตตระกูลเฉินจะเริ่มเกี้ยวพาชินอ๋อง
นางขยันมอบขนมให้ทานบางคราตอนเข้าจวนมา ก็เจอเข้ากับร่างงามที่แต่งตัวพริ้งเพราอยู่ภายในศาลาเรือนเล็กเล่นพิณขึ้นมาอย่างไพเราะ พร้อมเสียงขับร้องที่ก้องกังวานสะกดใจ
บุปผามีใจทว่านทีไร้ไมตรี ชินอ๋องทุ่มเงินตำลึงมากมายเพื่อที่จะเปลี่ยนสถานที่ประชุมเหมือนพวกเขาจะไม่ได้เจอคุณหนูใหญ่มาพักใหญ่แล้ว
กระนั้นไม่รู้ว่าชินอ๋องไม่สบายใจอันใดขึ้นมาให้เงาดำอย่างเขาไปติดตามคุณหนูใหญ่เป็ครั้งเป็คราวกล่าวว่าหากนางมีท่าทีตามหาเขา ให้หาทางสกัดกั้น
และคาดไม่ถึงเมื่อเร็วๆ นี้ ยามเมื่อชินอ๋องถามถึงของใช้ที่สตรี้าเขาที่พอจดจำเครื่องเรือนของใช้ของคุณหนูใหญ่ได้อยู่บ้าง ก็เอ่ยบอกไป
ให้กล่าวก็คือของใช้ในรถม้าพวกนั้น ถูกจัดขึ้นตามความชมชอบของเฉินอวี้เยี่ยนคุณหนูคนโตตระกูลเฉิน ทว่าเขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกไปให้มากความเ้านาย้าแค่ของ เขาจะสาธยายถึงคนไปทำไม แค่ของถึงมือก็เพียงพอแล้วนั่นแหละเงาดำลอบคิดในใจเงียบๆ
หารู้ไม่ว่าความคิดในใจของเขาไม่สามารถรอดพ้นสายตาของซ่งหลิวหยางไปได้
มีหรือเขาจะไม่รับรู้ว่าสิ่งของภายในถูกจัดขึ้นตามความชมชอบผู้ใด
กลิ่นเครื่องหอมอันแสนฟุ้งจนแสบจมูกทว่าก็หอมหวานอยู่ในที นั่นคือกลิ่นที่คุณหนูคนโตตระกูลเฉินชมชอบในการใช้
อีกทั้งนางค่อนข้างจะไม่พิศวาศความหนาวเย็นจึงจำเป็ต้องมีเตาอุ่นอันเล็กพกพาไว้ตลอดฤดูหนาว
รวมไปถึงเครื่องประทินโฉมมากมายพวกนั้นอย่างไรย่อมมีแต่บุตรีขุนนางที่จะสามารถใช้ได้
ให้ตาบอดอย่างไรยามเมื่อกวาดตามองก็รับรู้ได้เลยว่าสิ่งของพวกนี้ถูกจัดขึ้นตามความชมชอบของผู้ใด
แต่ซ่งหลิวหยางกลับรู้สึกไม่ถูกต้องเล็กน้อยสิ่งของเพียงแค่นี้ เหตุใดเขากลับโดนมองว่าคุ้นเคยกับสตรีมากหน้าหลายตากัน?
“เป็เพียงสิ่งของที่คาดว่าจำเป็ต่อสตรี”ซ่งหลิวหยางไม่ตอบว่าคุ้นเคยกับสตรีมากเพียงใดตอบกลับเพียงว่าของพวกนี้ย่อมจำเป็อยู่แล้ว
เฉินชิงเหลียนกระพริบตากลมโตมองเห็นร่างสูงหาได้หันมาสบตาตอนกล่าว นางกลับพอคาดเดาได้คร่าวๆสิ่งของพวกนี้ไม่ใช่ของที่เขาจดจำมาจากการพบหาสตรีมากหน้าหลายตา
แต่มาจดจำมาจากสตรีทีชินอ๋องผู้นี้คุ้นเคยมากที่สุด
เฉินชิงเหลียนนั้นถึงเติบใหญ่มาจากป่าเขาแต่อะไรที่ควรรู้ก็ถูกถ่ายทอดมาจากหมอเทวดามาได้หลายวิชาสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นจนนางโดนอาจารย์ชื่นชมบ่อยๆคือการที่นางช่างสังเกตในสิ่งที่ควรมอง และช่างรอบรู้ในสิ่งที่ควรเรียนรู้
ในตอนนี้สิ่งหนึ่งที่เฉินชิงเหลียนสังเกตได้จากเ้าของใบหน้าหล่อเหลาคือเขาไม่ชมชอบหญิงสาวผู้นั้นสักเท่าไหร่แต่ก็น่าแปลกที่กลับจดจำรายละเอียดความชมชอบของนางมาได้มากถึงขนาดนี้
หากรังเกียจกันต้องยิ่งไม่ใส่ใจจดจำถึงจะถูก
“เครื่องหอมกลิ่นเป็เอกลักษณ์และสกัดออกมายากมากเลยเ้าค่ะ”นางยิ้มบางๆ “คนที่ใช้มาก่อนย่อมต้องเป็ผู้ที่โดดเด่นมากแน่ๆ”
ซ่งหลิวหยางยังไม่ตอบกลับแต่ความเงียบนี่เสมือนเป็เสียงตอบรับ
เฉินชิงเหลียนอดไม่ได้ที่จะกัดริมฝีปากเบาๆอย่างไรนางก็เป็เพียงดรุณีน้อย เมื่อเจอบุรุษที่โดดเด่นถึงเพียงนี้ นางย่อมยินดีและมีความตื่นเต้น
อีกทั้งเขายังสัญญากับอาจารย์ว่าจะดูแลนางเป็อย่างดีท้ายที่สุดกลับค้นพบว่ายังมีสตรีที่ได้ใกล้ชิดกับเขาอยู่ด้วยช่วยไม่ได้ที่นางจะเริ่มมีความกังวลใจ
สตรีผู้นั้นจะไม่พอใจนางหรือไม่จะกันชินอ๋องออกไปจากนางหรือไม่ ชายหนุ่มคือขอนไม้กลางแม่น้ำที่ทำให้นางได้ลอยคืนกลับสู่ครอบครัวที่แท้จริงและยังเป็ยันต์คุ้มภัย ยามนางเจออันตรายใดๆ หากมีคนสั่งให้เขาถอยห่างออกจากนางนั่นหมายถึงชีวิตของนางที่มวยมอดไปด้วย
เฉินชิงเหลียนคิดอย่างเหม่อลอย
ทันใดนั้นเสียงม้าร้องสนั่นมาพร้อมกันเสียงชนกันดังโครม และรถม้าของนางที่สั่นะเืจนร่างงามสีขาวพยุงตัวไม่อยู่ไฉ่หงรีบประคองเฉินชิงเหลียน หากคุณหนูเป็อันใดขึ้นมาศรีษะของนางก็คงไร้ประโยน์เช่นกัน
“คุณหนูเ้าคะ!”
“ข้าไม่เป็อะไร”
ยังดีที่รถม้าถึงจะคันเล็กแต่เบาะที่นั่งกลับบุด้วยนวมหนาเกือบทั้งภายในคันรถ ถึงจะสั่นะเืรุนแรงไปบ้างแต่ไม่ถึงกับทำให้าเ็อันใด
ซ่งหลิวหยางเปิดหน้าต่างลอบมองเข้ามาภายใน เอ่ยถามคิ้วขมวด “เป็อันใดหรือไม่?”
เฉินชิงเหลียนส่ายหน้าท่าทางไม่ได้เป็อะไรมากแต่ดวงหน้าขาวผ่องขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะแรงสั่นะเืทำให้นางเวียนศรีษะไม่น้อยเด็กสาวถามขึ้นอย่างสงสัย “เกิดอันใดขึ้นหรือเ้าคะ?”
“ซอยนี้ค่อนข้างคับแคบ เกิดอุบัติเหตุรถม้าชนกันเล็กน้อย”แม้ใบหน้าชายหนุ่มจะเรียบเฉย ทว่านางสังเกตว่าน้ำเสียงของเขาค่อนข้างเคร่งเครียด
รถม้าของนางชนเข้ากับรถม้าของฮูหยินตระกูลขุนนางซ่งหลิวหยางคล้ายกำลังไกล่เกลี่ย เฉินชิงเหลียนเริ่มมีความกังวลในใจ เมืองหลวงกว้างใจไม่แพ้ใจคนได้ยินมาไม่น้อยถึงจุดจบของผู้ที่เผลอลบหลู่ชนชั้นสูง คนพวกนี้ไม่ฟังใคร ไม่เกรงกลัวผู้ใด
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคนเหล่านี้จึงมีความคิดอันไร้ขอบเขตเกี่ยวกับอำนาจของตนในทางที่ผิด สมองพวกเขาล้วนวนเวียนไปในทางที่น่ารุมสะกำใหญ่กลัวข้าย่อมเป็ฮ่องเต้ พระองค์ยังไม่กล่าวว่าจาตำหนิข้าสักประโยค แล้วพวกเ้าเป็ใคร
“เฉินชิงเหลียน”ยามเมื่อเห็นร่างสูงบังคับอาชาสีดำเดินมา คล้ายใจของนางจะเริ่มสงบลง
เมื่อเห็นร่างสูงเ้าของใบหน้าหล่อเหลานิ่งเฉยความรู้สึกของเฉินชิงเหลียนราวกับย้อนไปสู่ครั้งที่อยู่บนหุบเขา ที่มีหมอเทวดาคอยสั่วสอนคุ้มครองรู้สึกอุ่นใจทุกครั้งที่มีคนคอยห่วงใยดูแล ร่างสูงหนาของชินอ๋องให้ความรู้สึกเช่นนั้น
เงาดำข้างกายซ่งหลิวหยางเห็นเหตุการณ์ตลอดการเดินทางความเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวพวกนี้ไหนเลยจะพ้นสายตาของเขาไปได้
ชินอ๋องนับเป็บุรุษที่โดดยิ่งกกว่าใครในเมืองหลวงทำให้คุณหนูคนรองตระกูลเฉินรู้สึกพึ่งพิงได้เช่นนั้นบางทีเ้าตัวอาจยังไม่รู้ตัวเสียด้วยซ้ำ
บางครั้งการที่เงาดำเช่นเขามีใบหน้าธรรมดาก็นับเป็ข้อดีได้เช่นกันที่ไม่ทำให้ต้องปวดหัวหากมีคนหลายร้อยมาคลั่งไคล้หลงใหล ให้พูดจริงจัง รูปโฉมโดดเด่นสง่านับว่าน่าริษยา แต่อีกมุมนึง ก็กลายเป็ความน่าหนักใจเช่นเดียวกัน
“ซ่งหลิวหยาง”เฉินชิงเหลียนเอ่ยเสียงเบาระความกังวล “เกิดอะไรร้ายแรงขึ้นหรือไม่?”
ซ่งหลิวหยางพยักหน้าเล็กน้อยเขาตอบกลับ “ฮูหยินบนรถม้ากำลังดื่มชากันอยู่ เมื่อรถม้าชนกันเข้า ทำให้ถูกน้ำร้อนจากชานั้นลวกที่แขนแผลเริ่มพองสาหัสพอตัว”
ใบหน้าหวานพริ้มเพราเริ่มซีดเซียวยกมือเรียวขึ้นปิดปาก แม้ความกังวลจะเริ่มก่อตัว แต่เด็กสาวไม่ได้หวาดหวั่นจนลนลานนางพยายามพูดอย่างเยือกเย็น “ขะ...ข้าคิดว่าพอช่วยฮูหยินได้บ้าง ขอดูแผลน้ำร้อนลวกของฮูหยินได้หรือไม่เ้าคะ?”
ความมีสติของเด็กสาวทำให้ซ่งหลิวหยางชื่นชมไม่น้อยตระกูลเฉินนั้นวุ่นวายนัก คาดไม่ถึงว่ากลับมีบุตรสาวที่โดดเด่นปรากฏกายขึ้นมาอีกคน
“ข้าคาดการณ์ได้อยู่บ้างว่าเ้าอาจรักษาฮูหยินได้จึงบอกแก่นางไป ตอนนี้ฮูหยินเชิญเ้าไปพบ”
เมื่อกล่าวจบร่างสูงสง่าก็ะโลงมาจากอาชาสีดำอย่างคล่องแคล่วอาภรณ์สีเข้มพริ้วไหวตามการเคลื่อนที่ของร่างกำยำ ดวงตาคมสีดำจดจ้องมองมาทางนาง ั์ตาของเขาฉายแววชื่มชมออกมาเล็กน้อย
ทำให้เฉินเชิงเหลียนที่ไม่คุ้นเคยกับบุรุษมาก่อนนอกจากอาจารย์ของตนเผลอมองอย่างโง่งม
“เช่นนั้นเชิญคุณหนูรองเฉิน”ซ่งหลิวหยางเดินมาเคียงข้างเฉินชิงเหลียน ร่างสูงและร่างบอบบางยืนอยู่เคียงข้างกันงดงามคล้ายคู่เซียน์ พวกเขาเดินไปที่รถม้าของฮูหยินขุนนาง
มองดูเช่นนี้แล้วเงาดำข้างกายซ่งหลิวหยางกลับคิดไปอีกทาง
ความสง่างามเคร่งขรึมของชินอ๋องดูเข้ากับความงดงามร้อนแรงของคุณหนูใหญ่เฉินอวี้เยี่ยนมากกว่า
เมื่อชายหนุ่มและเด็กสาวเดินเข้ามาใกล้รถม้าคันใหญ่เฉินชิงเหลียนยิ่งสะสมความกังวล เพียงแค่ตัวรถม้าก็น่าหวั่นเกรงแล้ว
“ไม่ต้องกลัว”ซ่งหลิวหยางเอ่ยปลอบเสียงเบา เดินนำร่างบางให้หลบอยู่ด้านหลัง พยายามให้ร่างของนางหลีกพ้นสายตาสอดรู้สอดเห็นของชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูเหตุการณ์
อย่างไรนางก็เพิ่งจะเคยเดินทางเข้าเมืองหลวงนอกจากความกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เขาก็ไม่อยากให้นางถูกพบเห็นมากเกินไป
เฉินชิงเหลียนไม่ใช่ผู้ที่ไม่ใส่ใจใครดังเช่นเฉินอวี้เยี่ยน
พวกเขาเดินมาถึงรถม้าแล้วร่างสูงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำให้คนภายในได้ยินการมาของเด็กสาว
“ฮูหยินชวี่ข้าพาคนที่จะรักษาแขนของท่านมาแล้ว”
-----------------------------------
เฉินอวี้เยี่ยน : ได้พักแล้ว!รบกวนน้องสาวเข้ากองละครแล้วต่อบทจากข้า ข้าจะนอน!
ฮูหยินชวี่ : ... //เข้ากองมาก็เจอเด็กสาวน่าตาน่ารักโอ้ นี้คือสะใภ้ของนาง?
เฉินชิงเหลียน : … //เหตุใดสายตาของฮูหยินชวี่จึงน่ากลัวเช่นนี้ซ่งหลิวหยาง! ท่านอยู่ไหน!