บรรยากาศของเมืองยังคงกดดัน
หมอกสีเงินยังคงลอยตัวต่ำ
ปกคลุมทุกซอกมุมของเมือง
เรมี่ อาเทมอส และโจบอง ยืนอยู่กลางลานหินสีเทา
ขณะที่ชาวเมืองหลายสิบคนจับจ้องพวกเขาด้วยสายตาหวาดระแวง
“ออกไปจากเมืองนี้ซะ! ก่อนที่มันจะตื่นขึ้นมา!”
เสียงของหญิงชราผู้เป็ผู้นำหมู่บ้านยังคงดังก้อง
เรมี่ขมวดคิ้ว “ข้าไม่เข้าใจ… ‘มัน’ ที่เ้าพูดถึงคืออะไรกันแน่?”
ชาวเมืองกระซิบกันอย่างเคร่งเครียด
“พวกเขาไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งทำเป็ไม่รู้?”
“หรือบางที… พวกเขาอาจถูกส่งมาปลดปล่อยมัน?”
“โดยเฉพาะหมานรกตัวนั้น…”
ทันใดนั้น… สายตาทุกคู่หันไปที่โจบอง
“เอ๋… อะไรนะ?” โจบองกะพริบตาปริบๆ
“อย่าบอกนะว่าพวกเ้ามาที่นี่เพราะ้าปลุกสิ่งนั้น!?”
โจบองะโถอยหลัง “เดี๋ยวนะ! ทำไมข้ากลายเป็ตัวร้ายไปได้ล่ะ!?”
“เ้าคือ ‘หมาปีศาจ’ ใช่ไหม!?” ชาวเมืองคนหนึ่งพูดเสียงแข็ง
“พวกเ้าเป็พวกเดียวกับมันหรือเปล่า!?”
“ข้าเป็แค่หมาปีศาจธรรมดานะ!” โจบองรีบแก้ตัว
“โอเค… อาจจะไม่ธรรมดานัก แต่ข้าไม่ได้เป็ปีศาจร้ายอะไรทั้งนั้น!”
เรมี่พยายามเข้ามาห้าม “พวกเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อทำลายอะไร! เราแค่้าหาคำตอบ!”
“ไม่มีใครที่มาที่นี่เพื่อหาคำตอบ… มีแต่คนที่มาที่นี่เพราะพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ‘มัน’”
เรมี่ถอนหายใจ “โอเค งั้นให้ข้าพิสูจน์ว่าพวกเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ได้”
ชาวเมืองเริ่มเงียบ และรอฟังสิ่งที่เขาจะพูด
“ข้าขอสาบานต่อ…”
เรมี่เว้นวรรคเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างจริงจัง
”…ขนมปังซาวร์โดของข้า!”
…
…
โจบองกับอาเทมอส นิ่งไปสามวินาที
“เดี๋ยวนะ เ้าพูดอะไรนะ?” อาเทมอสเอ่ยขึ้น
“เ้าสาบานต่อ… ขนมปังซาวร์โดของเ้า?” โจบองถามย้ำ “เ้าจริงจังไหมเนี่ย!?”
“แน่นอน!” เรมี่ทำหน้าจริงจัง “เพราะไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์ไปกว่าขนมปังที่ข้าทำเอง!”
…
“โอเค ข้าเลิกเครียดแล้ว” โจบองหัวเราะออกมา
แม้มุกแปลกๆ ของเรมี่จะทำให้บรรยากาศคลายเครียดลงบ้าง
แต่ชาวเมืองก็ยังคงไม่ไว้ใจพวกเขาเต็มที่
หญิงชราหัวหน้าหมู่บ้านถอนหายใจ “ข้าไม่แน่ใจว่าพวกเ้าพูดความจริงหรือไม่…”
“แต่ถ้าพวกเ้า้าคำตอบ พวกเ้าต้อง ‘พิสูจน์ตัวเอง’”
เรมี่ขมวดคิ้ว “หมายความว่าไง?”
“ที่กลางเมือง มีหอคอยแห่งความทรงจำ…”
“ภายในนั้นมีสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้… ความจริงเกี่ยวกับเมืองนี้ และ ‘มัน’”
“หากพวกเ้าไม่กลัว ก็จงไปค้นหาคำตอบของพวกเ้าที่นั่น”