ผู้ร่วงหล่น

    ตอนที่ 104 การตื่นขึ้นของเจตนารมณ์แห่งสวรรค์.

    แจ๊คหันไปมองหู่เสวียที่อยู่ด้านบน

    [หู่เสวียทำไม เยตินั้นถึงดูโหดจังพลังของมันเหมือนกับอาวุธต้องสาป]

    หู่เสวียจากทางที่เยติทะยานไป

    [ไม่นึกเลยว่าเจตนารมณ์แห่งสวรรค์จะให้เศษพลังดวงดาวกับเยตินั้น]

    [พลังดวงดาว??]

    [นายจำวิชาที่นายได้มาไหม กายาแห่งดวงดาวได้ไหม]

    [เธออย่าว่านะว่า]

    [ใช่ ถ้านายได้รับการยอมรับจากดวงวิญญาณดวงดาวนายจะมีพลังดวงดาวที่มากกว่านี้ ขั้นแรกของกายาแห่งดวงดาวถ้าฉันจำไม่ผิดถ้านายได้รับการยอมรับระดับที่ต่ำกว่าเทพจะไม่สามารถสู้กับนายได้]

    [อะไรกัน ขนาดนั้นเลยหรือ]

    [ใช่ แต่นายต้องรู้เอาไว้ว่าการได้รับการยอมรับนั้นยากมาก ๆ และมีข้อเสียที่เยอะมาก ส่วนใหญ่วิญญาณดวงดาวจะยอมรับเฉพาะคนที่ฝึกฝนเส้นทางดวงดาวเท่านั้น]

    แจ๊คได้ยอมแพ้ตั้งแต่ได้ยินจากหู่เสวียว่าถ้าฝึกฝนวิชานี้ต้องได้รับการยอมรับจากวิญญาณดวงดาว แม้จะไม่ได้ฝึกฝนแต่รู้ข้อเสียเอาไว้ได้ก็ดีเหมือนกัน

    [ข้อเสียมันคืออะไร]

    หู่เสวียรู้ว่าแจ๊คคิดอะไรอยู่

    [ข้อเสียข้อแรกคือ ดวงดาวเป็นแหล่งพลังงานถ้านักรบดวงดาวหรือคนที่วิญญาณดวงดาวยอมรับถ้าเจอศัตรูที่แข็งแกร่งและต้องใช้พลังมาก ๆ ในการต่อสู้ พลังงานภายในดวงดาวก็จะลดลงเหมือนกับว่าดวงดาวเป็นแหล่งพลังงานให้กับนักรบ ถ้าใช้งานมาก ๆ ระดับดวงดาวจะลดลงจากกลางมาเป็นต่ำ ซึ่งระดับดวงดาวลดนั้นเรื่องใหญ่มาก ทำให้วิญญาณดวงดาวไม่ค่อยยอมรับนักรบดวงดาวกัน อีกข้อหนึ่งคือถ้านักรบดวงดาวมีศัตรูที่อยู่ในระดับเทพระดับกลางแล้วศัตรูไม่สามารถสู้กับนักรบดวงดาวได้ มันแค่ทำลายดวงดาวที่เป็นแหล่งพลังงานของนักรบดวงดาวทำให้นักรบดวงดาวอ่อนแอลง นักรบดวงดาวหรือคนที่วิญญาณดวงดาวยอมรับต้องป้องกันดวงดาวนั้นให้ได้ ถ้าดวงดาวถูกทำลายไปนักรบดวงดาวจะพลังลดและไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้]

    แจ๊คฟังข้อเสียก็ตกใจ

    [เท่ากับว่าพวกนักรบดวงดาวเป็นหมาเฝ้าบ้านของดวงดาว]

    [นายจะคิดแบบนั้นก็ได้]

    แจ๊คได้รับคำตอบแล้วจึงเดินไปหน้าประตูแก่นโลกทันที ตรงประตูแก่นโลกมีความกว้างถึง 10 เมตร สูง 30 เมตรมันใหญ่มากเมื่อมองจะตรงทางเข้า

    แค่ยื่นตรงทางเข้าแจ๊ครู้สึกถึงความร้อนอันมหาศาลที่สามารถเผาไหม้แจ๊คให้กลายเป็นจุณในพริบตาเดียว แจ๊คกลืนน้ำลายและหันไปหาหู่เสวียอีกครั้ง

    หู่เสวียรู้ความหมายที่แจ๊คสื่อสารจึงให้ความแนะนำ

    [เอาจริงแก่นโลกมีแต่เทพเท่านั้นที่สามารถทนความร้อนของแก่นโลกได้ แต่นายไม่ต้องห่วงหรอก พลังชีวิตและสารอาหารที่นายกินสัตว์อสูรเป็นแสนจะยังไม่ออกผลตอนนี้ แต่ออกผลตอนที่นายยกเลิกการแปลงร่างพวกพลังชีวิตหรือสารอาหารนั้นจะช่วยได้ฟื้นฟูร่างกายเอาจริงถ้านายไม่ได้เข้าไปที่แก่นโลก พลังชีวิตหรือสารอาหารจากสัตว์อสูรนับแสนตัวจะทำให้นายตัวระเบิดตาย อีกอย่างหนึ่งถ้านายต้องการร่างกายที่มีความสามารถต้านความร้อนหลังจากออกมาแบบมีชีวิตให้กระตุ้นแต่ธาตุไม้เท่านั้น ไม่ต้องกระตุ้นธาตุน้ำ ส่วนถ้าธาตุไม้ภายในร่างกายนายหมดให้กินขอนไม้ต้นไม้หมื่นต้นที่นายเก็บเอามา]

    แจ๊คได้ท่องจำคำแนะนำของหู่เสวียแจ๊ครู้ว่าถ้าร่างกายเจ็บปวดเพราะถูกไฟไหม้ ความเจ็บปวดนั้นอาจจะทำให้เขาสติเลือนรางทำให้ลืมคำแนะนำของหู่เสวียและตายในที่สุด

    [รอดใช่ไหมถ้าทำตามเธอ]

    หู่เสวียแค่นเสียงใส่แจ๊คและพูดขึ้น

    [มันไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และอีกอย่าง...]

    แจ๊ครู้อยู่แล้วว่ามีโอกาสน้อยที่จะรอดแต่ยังอยากลองดู

    [อีกอย่าง??]

    หู่เสวียลังเลว่าจะพูดดีไหม แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจพูด

    [ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธาตุ ภายในร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นจะมีธาตุทั้ง 5 ครบ]

    แจ๊คสับสนแต่ยังจำเอาไว้หู่เสวียบอกใบ้แต่ตนไม่รู้ว่าอะไร หู่เสวียเห็นว่าแจ๊คไม่เข้าใจก็เบาใจหน่อยถ้าเข้าใจทันทีนี้แปลก

    แจ๊คเห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ถึงเวลาเล่นกับความตาย แจ๊คเดินเข้าไปเปิดประตูแก่นโลกทันที ประตูแก่นโลกหนักประมาณ 2 ตันถ้าแจ๊คอยู่ในร่างเดิมอาจจะไม่สามารถเปิดได้ แต่ไม่มีปัญหาเมื่ออยู่ในร่างเยติ 2ตันอาจจะเบาไปด้วยซ้ำ

    ทันใดที่ประตูเปิดจนเห็นด้านในเล็กน้อย ไอร้อนภายในพุ่งออกมาตามแรงลมทำให้มือของแจ๊คเกิดแผลไฟไหม้ขึ้น แจ๊คกัดฟันเมื่อเปิดออกให้หมด ระหว่างที่เปิดนั้นยิ่งเปิดมากเท่าไรลมร้อนก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

    จนประตูเปิดจนมีช่องว่างพอจะเข้าไปแจ๊คหยุด ร่างกายแจ๊คในร่างเยติตอนนี้ไหม้เกรียมจนมีกลิ่นเนื้ออันแสนหอมหวานเตะจมูกแจ๊ค แต่แจ๊คไม่มีอารมณ์คิดถึงอาหารตอนนี้

    แจ๊คคืนร่างเดิมและกำลังจะเข้าไป หู่เสวียได้พูดขึ้น

    [นายต้องถอดชุดแห่งความว่างเปล่าก่อน ถ้าเข้าไปชุดแห่งความว่างเปล่าจะเสียหาย]

    แจ๊คกำลังจะถามกลับทันใดนั้นพลังงานอันมหาศาลภายในร่างกายได้ปะทะขึ้น ร่างกายแจ๊คเกิดอาการบวมขึ้นตามแขนขาหรือร่างกายทำให้เขาดูเหมือนกับคนอ้วนที่กำลังจะระเบิด

    แจ๊คหน้าแดงเหงื่อท่วมตัว แจ๊ครีบถอดชุดแห่งความว่างเปล่าและโยนไปที่พื้นด้านข้าง หน้ากาก เสื้อ กางเกง ถุงมือและรองเท้าหลุดออกอย่างง่ายดายเมื่อแจ๊คสั่งให้ถอนชุดและรีบวิ่งเข้าไปในประตูแก่นโลก หลังแจ๊คถอดชุดหู่เสวียได้เอาสัญญาณมือบางอย่างและยิงแสงไปที่แจ๊คทะลุไปตรงหัวใจ

    หลังจากที่แจ๊ควิ่งเข้าไปในประตูแก่นโลก อยู่ประตูแก่นโลกได้เรือนแสงขึ้นและปิดลงอย่างรวดเร็วก่อนจะมีโซ่ขนาดใหญ่ราวกับโซ่นี้เอาไว้พันมังกรปรากฏขึ้น พันประตูแก่นโลกเพื่อไม่ให้สิ่งใดเข้าไปในนี้

    หู่เสวียเห็นอย่างนี้ก็ยิ้มขึ้นเพราะเขาคิดเอาไว้แล้วก่อนใช้พลังจิตตนหยิบชุดแห่งความว่างเปล่าของแจ๊คขึ้นและเก็บมันเอาไว้ในมิติส่วนตัว

    ..............

    เดนและอาวุธต้องสาปกำลังจะออกจากดินแดนน้ำแข็งแห่งความตาย

    “อาวุธต้องสาปฉันต้องทำยังไงถึงจะหลุดพ้นที่จะเป็นทาสของผู้นำพาแห่งความมืดได้”

    อาวุธต้องสาปตอบกลับ

    “ฉันบอกไปแล้วว่าไม่สามารถทำได้ นายแค่ยอมรับความจริงเท่านั้น”

    เดนหยุดเท้าและพูดขึ้น

    “โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ มันต้องมีวิธีแก้ถึงแม้จะไม่ต้องพึ่งพาเทพ อาวุธต้องสาปฉันกับนายรวมวิญญาณเป็นดวงเดียวกันฉันรู้ว่านายยังปกปิดอะไรอยู่ พูดมา”

    อาวุธต้องสาปถอนหายใจ

    “มันมีอยู่วิธีหนึ่งคือไปศาสนาแห่งแสงเพื่อขอให้พวกมันติดต่อเทพ ใช้เวทมนตร์ทำลายสัญญาปีศาจผู้นำพาแห่งความมืดอยู่ในระดับอ่อนแออยู่น่าจะได้”

    เดนดีใจที่ได้รับคำตอบ

    “งั้นพวกเราไปกัน”

    “เดียวก่อน”

    “อะไร”

    “พวกเราเป็นอาวุธต้องสาปที่เกิดขึ้นจากความอาฆาตแค้น โกรธ เกลียดจากการถูกทิ้งรวมกันจึงกลายมาเป็นอาวุธต้องสาปนายคิดว่าถ้าพวกเราไปขอร้องกับพวกศาสนาแห่งแสง พวกมันจะกำจัดพวกเราไหม”

    เดนลืมคิดเรื่องนี้เลย

    “แต่พวกเราในตอนนี้มีระดับอยู่บนจุดสูงสุดบนดวงดาวแห่งนี้พวกเราสามารถทำลายศาสนาแห่งแสงได้อย่างง่ายดาย”

    อาวุธต้องสาปเห็นเดนคิดอย่างนั้นแต่เดนไม่ผิดหรอกที่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาแห่งแสงน้อยเกินไป

    “อย่าคิดว่าจะทำลายศาสนาแห่งแสงง่าย ๆ ฉันก็บอกอยู่ว่าพวกมันติดต่อเทพได้ นายไม่คิดว่าชนะผู้หญิงร่างวิญญาณนั้นได้หรอกนะ”

    “ฉัน....”

    ระหว่างที่เดนกำลังจะพูด ได้มีเสียงคำรามอันทรงพลังดังขึ้นภายในดินแดงน้ำแข็งแห่งความตาย อาวุธต้องสาปได้ยินเสียงนั้นก็ตกใจและพูดขึ้น

    “ฉันว่าแล้วทำไมผู้นำพาแห่งความมืดมาทำอะไรที่นี่ หนีเร็วเดนพวกเราต้องไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

    พลังจิตของอาวุธต้องสาปสัมผัสได้ถึงตัวตนที่อันตรายกำลังจะพุ่งหน้ามาทางนี้ เดนไม่มีพลังจิตจึงไม่ได้สนใจเพราะหยิ่งทะนงในพลังของตนเอง

    “ไม่ทันแล้ว”

    ด้านหลังของเดนมีกลุ่มเมฆสีดำปรากฏขึ้น สัตว์อสูรต่าง ๆ วิ่งหนีเอาชีวิตรอดจากออร่าเทพแห่งความตายนี้ ภายในกลุ่มเมฆอาวุธต้องสาปสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันมากมาย

    อาวุธต้องสาปไม่ได้บอกเดนว่าตอนนี้พวกเราอยู่ในสภาพวะอ่อนแอ ถ้าต่อสู้เหมือนครั้งที่แล้วอีกอาจจะทำให้อาวุธต้องสาปต้องเสียหายหนัก

    ตูม ตูม

    ด้านหลังเดนมีดาวหางพุ่งมาด้านหน้าเดน แรงระเบิดจากการลงของดาวหางนั้นทำให้พื้นหิมะเป็นหลุมขนาดใหญ่เกิดฝุ่นควันไปทั่ว เดนใช้สัมผัสของตนดูว่าอะไรอยู่ตรงหน้า และดาวหางคือเยติสูง 10 เมตร ดวงตาแดงเดนสัมผัสได้ถึงความโกรธอันมหาศาลจากดวงตาคู่นี้

    เยติมองเดนเพราะมันสัมผัสจากสัญชาตญาณว่านี้คือคนที่มีความสามารถต่อสู้กับมันได้ เยติคำรามและต่อยไปที่เดนอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะอยู่ในสภาพวะบ้าคลั่งแต่เยติยังสามารถใช้เต๋าหมัดได้

    หิมะได้ระเบิดออก พื้นหิมะแตกกระจาย แรงกดดันอันมหาศาลพุ่งเข้าหาเดนอย่างรวดเร็ว เดนรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อยและกำดาบในมือเหวี่ยงสวนกลับไป

    ปัง ปัง

    การปะทะกันของทั้งคู่ทำให้บริเวณรอบ ๆ เกิดการระเบิดขึ้น สัตว์อสูรในบริเวณ 300 กิโลเมตรหนีตายบ้าคลั่งราวกับไม่มีวันพรุ่งนี้

    ...........

    หู่เสวียมองด้านบนและพูดขึ้น

    “ตื่นขึ้นแล้วหรือ”

    ............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................