“ฮูหยินอย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ ข้าจะคอยมองหาให้ท่านอีกสองสามวันรับรองว่าจะต้องมีคนที่เหมาะสมแน่!” นายหน้าหาแรงงานกล่าวพลางกำชับสาวใช้สองคนที่คัดเลือกไว้ก่อนจะเอ่ยต่อ“ข้ามีสัญญาทาสอีกหลายฉบับเจ้าค่ะให้ข้าซื้อคนเพิ่มอีกสักสองคนหรือไม่?”
เพียงแค่มีที่ดินสองสามหมู่ก็เพียงพอให้ชาวนาหาเลี้ยงชีพได้แล้วหากปลูกข้าว ผัก และมันเทศ ก็ไม่มีทางอดตาย หากขยันขันแข็งก็จะเหลือเงินเก็บด้วยผู้ที่ออกมาเป็นคนงานประจำจึงมีไม่มากนัก หากชีวิตของพวกเขาถึงคราวสิ้นหวังจริงๆส่วนใหญ่ก็จะเลือกขายลูกหลาน
ในยุคสมัยที่การซื้อขายผู้คนเป็นเรื่องถูกกฎหมายก่อนหน้านี้เมื่อหลายปีก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ ผู้คนมากมายต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดมีแม้กระทั่งคนที่ยอมขายตัวเอง!
นายหน้าหาแรงงานเห็นนางซูลังเลจึงเติมเชื้อไฟอีกครั้ง “หากบ้านของฮูหยินไม่กว้างขวางนักห้องเก็บฟืนหรือห้องเก็บของก็สามารถให้พักอาศัยได้แล้วเจ้าค่ะเมื่อท่านสามารถจ้างคนมาทำงานได้ เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้สร้างบ้านหลังใหญ่การมีสัญญาทาสไว้ในมือย่อมสบายใจกว่ามิใช่หรือเจ้าคะ?”
นายหน้าหาแรงงานวาจาคารมคมคายนางซูถอนหายใจและกัดฟันซื้อคนมาสองคน การซื้อคนย่อมคุ้มค่ากว่าการจ้างคนหากพิจารณาถึงผลประโยชน์ในระยะยาว
นางเลือกสาวใช้มาดูแลงานจิปาถะสองคนรูปร่างหน้าตาไม่โดดเด่น มีอายุค่อนข้างมาก และดูแข็งแรงนางซูไม่ได้ต้องการให้หญิงสาวมาทำงานใช้แรงงาน แต่ก็ไม่ควรเป็นคนบอบบางจนลมพัดปลิว
ปัญหาการขาดแคลนแรงงานยังไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีโชคดีที่หยางหลิ่วได้แต่งเข้าบ้านมาพร้อมกับเเติ้งอาหลัวที่มาช่วยงานพวกนางจึงคลายความกังวลใจไปได้ และจัดการกับที่ดินสิบกว่าหมู่ได้สำเร็จ
ในวันนั้นนางซูพาเย่ชิงชิงขึ้นไปบนเนินเขาเล็กๆมองไปยังทุ่งนาข้าวสีเขียวขจีที่อยู่ไกลออกไปหัวใจของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและความปลื้มปีติ
หลังจากเพิ่งหว่านเมล็ดข้าวต้นกล้าเล็กๆ ก็แผ่ปกคลุมผืนนา ดูนุ่มฟูและอ่อนโยนโชคดีที่มีเเติ้งอาหลัวและเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือตอนนี้หลังจากผ่านช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอันวุ่นวาย พวกเขาก็ได้พักผ่อนบ้าง
“ดูสิ ต้นไม้ผลของเรา โตขึ้นมากเลยนะ” นางซูสำรวจไปรอบๆแล้วยิ้มตาหยี “ตาเฒ่าโจวเคยแนะนำว่าอีกไม่นานเราก็เลี้ยงลูกเจี๊ยบกับลูกเป็ดแบบปล่อยได้มันจะช่วยพรวนดินและจับแมลงในสวนผลไม้ แถมมูลของพวกมันยังช่วยบำรุงดินได้อีกด้วย”
“จะยุ่งมากไปหรือไม่เจ้าคะ?” เย่ชิงชิงเอ่ยถาม
ที่บ้านมีคนงานสองคนคนที่จ้างมาสองคน และหยางหลิ่วอีกหนึ่งคน รวมเป็นห้าคนในลานบ้านทำล่าช่วนและเนื้อตุ๋นหม้อดินกันทุกวัน ต้องมีคนคอยดูแลอยู่ตลอดส่วนเย่จื้อเฟิงก็ติดอยู่ที่ร้านไปไหนไม่ได้ แม้ว่านางซูจะอยากดูแลบุตรสาวให้ดีแต่ก็มีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่ต้องให้นางเข้าไปจัดการ
ตอนนี้รู้สึกว่าไม่สามารถแยกร่างไปทำอย่างอื่นได้แล้วเย่ชิงชิงยังต้องการทำผลไม้ในน้ำเชื่อมในช่วงที่สาลี่กำลังออกผลในฤดูกาลนี้อีกด้วย
ประดุจพ่อแม่หลายๆคนที่หวังว่าบุตรชายจะเป็นมังกร บุตรสาวจะเป็นหงส์ นางซูก็เช่นกันหวังเพียงให้บุตรสาวได้แต่งงานกับครอบครัวที่ดีในอนาคต จึงเอ่ยว่า“มีผู้ช่วยมากพอแล้วล่ะ ส่วนเจ้าตอนนี้หลายเรื่องไม่จำเป็นต้องลงมือทำเอง แค่เอ่ยปากสั่งก็พอแล้ว”
เย่ชิงชิงทำอะไรไม่ถูกหลายเรื่องหากทำด้วยตนเองย่อมสนุกกว่ามิหนำซ้ำนางก็ไม่ใช่คุณหนูผู้สูงศักดิ์เสียหน่อย...
สาเหตุที่นางซูตั้งข้อแม้เช่นนี้ประการแรกคือ ตอนนี้เงื่อนไขในบ้านไม่จำเป็นต้องให้บุตรสาวไปทำงานหยาบๆพวกนั้นแล้ว และประการที่สองคือ นางเคยเห็นมือของเผยฉางสี่ที่ขาวผ่องราวกับต้นหอม
แม้ว่าครอบครัวของพวกนางจะเทียบไม่ได้กับสกุลเผยแต่เย่ชิงชิงถูกย่าเฒ่าใช้งานตั้งแต่ยังเด็ก มือของนางจึงหยาบกร้านตั้งแต่เยาว์วัยนางยังไม่ได้แต่งงานเสียด้วยซ้ำ!หากภายหน้าต้องโดนดูถูกจากครอบครัวสามีเพราะมือที่หยาบกร้านจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน!
เย่ชิงชิงหมดคำจะพูดมือแค่มือเดียว นางยังเด็กนัก ประกอบกับดื่มน้ำพุวิเศษในมิติเป็นประจำจะหยาบกร้านไปถึงไหนกันเชียว นางซูตกอกตกใจเกินเหตุแต่นางก็เข้าใจความรู้สึกรักและห่วงใยบุตรสาวของนาง จึงไม่ได้พูดอะไรมาก
“ตอนเด็กๆ แม่ก็ไม่เคยลำบากอะไรเลย ที่บ้านจ้างอาจารย์มาสอน ดนตรีหมากกระดาน อักษรวิจิตร และวาดภาพก็พอจะทำได้บ้างเพียงแต่ไม่ได้จับมาหลายปีก็ลืมไปหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงจะสอนเจ้าได้” นางซูเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเย่ชิงชิงนางเคยคิดว่าเพียงแค่บุตรของนางมีชีวิตรอดก็พอแล้วไม่คิดว่าตอนนี้จะยังมีเวลาว่างคิดเรื่องอื่นอีก
เย่ชิงชิงไม่ค่อยได้ยินนางซูพูดถึงเรื่องของนางมากนักจึงอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ฐานะทางบ้านของท่านแม่น่าจะดีมากเหตุใดเมื่อสกุลเย่ล้มละลาย พวกท่านถึงไม่ยื่นมือเข้าช่วยเลยเล่าเจ้าคะ?”
หากมีครอบครัวทางมารดาคอยช่วยเหลือโดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีฐานะดีพวกนางสองแม่ลูกจะถูกย่าเฒ่าและเถาอี๋เหนียงรังแกสาหัสถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
“ก่อนที่สกุลเย่จะล่มจม ที่บ้านแม่เกิดเรื่องใหญ่กะทันหันเสียก่อนดังนั้น...” นางซูตกอยู่ในห้วงความคิด จากนั้นก็ถอนหายใจยาว“ดังนั้นย่าเฒ่าถึงได้บอกว่าข้าเป็นตัวซวย...”
ไม่น่ามีทางเป็นไปได้ที่คนในครอบครัวของมารดาจะตายหมดไม่เหลือกระมัง?เย่ชิงชิงรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถาม เรื่องเก่าๆที่ไม่น่าจดจำจะไปรื้อฟื้นขึ้นมาอีกทำไม
“รอเราเก็บเงินได้มากพอสร้างบ้านใหม่ แม่จะจ้างอาจารย์มาสอนเจ้าเรื่องดนตรีหมากกระดาน อักษรวิจิตร และวาดภาพ เด็กสาวบ้านอื่นมีอะไร เราก็ต้องไม่ด้อยกว่าใคร”นางซูนึกถึงแผนการของตน ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้ม “ปล่อยให้เถาอวิ๋นกับเย่ฝูหรงอิจฉาไปเถอะ!”
“เหตุใดท่านแม่จึงกล่าวถึงพวกนาง? ท่านแม่เคยถูกรังแกมาก่อนเกลียดพวกนางหรือไม่เจ้าคะ?” เย่ชิงชิงเอ่ยถาม
นางซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “เคยเกลียดแต่ตอนนี้ไม่เกลียดแล้ว นึกย้อนไปในอดีต ก็รู้สึกราวกับว่ามันเป็นความฝัน”
ความแตกต่างราวฟ้ากับเหววันเวลาที่ผันแปรไปมากจนเกิดความรู้สึกเลื่อนลอยราวกับภาพในห้วงนิทรา