หลังจากอารมณ์เศร้าสลดถูกขจัดทิ้งด้วยมื้ออาหารกลางวัน หลินเยว่ชิงก็กลับมาสงบใจได้ดังเดิม อาหารที่ได้ห่อมาวันนี้ยังจืดชืดเหมือนคนครัวไม่ใส่ใจจะทำเช่นเคย แต่หลินเยว่ชิงก็ทนกินไป เพราะหากไม่อิ่มท้องก็ต้องตายก่อนจะได้ทำอะไรด้วยซ้ำ เป็เมื่อก่อนนางไม่เคยคิดวาดถึงอนาคตที่ตนจะมีอิสระได้ชัดเจน แม้เงินเบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิดนั่นจะเก็บออมไว้ได้ แต่ก็ไม่รู้เลยว่านางจะตายตกไปก่อนได้ใช้มันหรือไม่
ก่อนหน้านี้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเคยเห็นห่อข้าวของหลินเสี่ยวหรงที่ฮูหยินรองจัดเตรียมไว้ให้ ล้วนเป็ของดีสมฐานะขุนนางที่ซื้อหาได้ วัตถุดิบสดใหม่และมีหลากหลาย แต่ห่อข้าวของหลินเยว่ชิงกลับดูเหมือนอาหารค้างคืนที่จับของเหลือเมื่อคืนมาใส่รวมกันเฉยๆ
ฮองเฮาที่เหลือแต่เพียงชื่อรู้สึกขัดใจทุกครั้งที่เห็นว่าสหายแซ่หลินถูกกดขี่แม้แต่เื่แบบนี้ นางหวังอยากให้หญิงสาวกระตือรือร้นฮึดสู้ขึ้นมาบ้าง แต่ก็เข้าใจดีว่าคนเราเปลี่ยนความเคยชินไม่ได้ง่ายดายเหมือนปากว่า
“ดูก็รู้ว่าอาหารเหล่านี้คงเป็ของเหลือค้างคืน ร่างกายของเ้าซูบผอมเกินไปมากเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ พวกนางสองแม่ลูกนั่นก็ทำเกินไปนัก”
“ขอโทษที่ข้าชินกับอาหารเหลือๆ พวกนี้ไปเสียแล้ว”
“นั่นเ้าฝึกพูดจาประชดประชันอยู่หรือ”
“…”
“ก็นับว่าไม่เลว” จ้าวเลี่ยงเฟิ่งยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ที่ผ่านมาดรุณีน้อยผู้นี้มักไม่ค่อยตอบโต้นางด้วยซ้ำ ถือว่าเริ่มมองเห็นการพัฒนาบ้างแล้ว
หลินเยว่ชิงไม่ได้รับรู้ถึงความคิดเ่าั้ ทว่านางก็ผ่านการทดสอบมาได้เพราะสหายต่างภพช่วยเหลือ ทำให้ความรู้สึกต่างไปจากเดิมเกิดขึ้นในมุมเล็กๆ ในหัวใจของนาง
“กว่าหลินเสี่ยวหรงจะเลิกก็ยังเหลือเวลาอีกมาก เพราะวันนี้มีแค่การสอบบรรเลงกู่ฉินที่อยู่ในกำหนดการของเ้า เช่นนั้นอยากไปรอที่หอตำราอีกหรือไม่”
หลินเยว่ชิงนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นางส่ายหน้า นึกถึงเื่ที่อีกฝ่ายเคยเล่าก่อนหน้านี้ แล้วก็นึกบางอย่างที่นางต้องทำขึ้นมาได้ แต่เพราะมัววุ่นวายกับิญญาตนใหม่ตรงหน้า่ก่อนนี้ จึงทำให้หลินเยว่ชิงลืมไปสนิท
นางต้องไปที่สำนักอูซือ...
ร่างกายของคุณหนูรองสกุลหลินไม่ค่อยแข็งแรงั้แ่เกิด ต้องกินยารักษาสมดุลอยู่เป็ประจำ และทุกสามเดือนนางต้องไปรับโอสถสมานสมดุลที่นั่น โชคดีที่ไม่ต้องเจียดเบี้ยเลี้ยงอันน้อยนิดของนางมาซื้อ เพราะสำนักอูซือมีโอสถบางชนิดแจกจ่ายให้โดยไม่คิดเงิน ความเมตตานี้ล้วนแล้วแต่ได้มาจากอดีตฮองเฮาที่ตไป หากฮองเฮามิได้เสนอเื่นี้ขึ้น หาไม่แล้วหลินเยว่ชิงคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้
อดีตฮองเฮาไม่รู้เลยว่าสหายต่างวัยเทิดทูนตนอยู่ปานไหน แต่ประหลาดใจที่ร่างกายของนางป่วยจนต้องพึ่งยารักษาสมดุลเช่นเดียวกับตนในอดีต หากเป็เช่นนี้ต่อไปจะยิ่งทรมาน
ทว่าก็มีข้อสงสัยหนึ่งเกิดขึ้น เหตุใดเท่าที่ผ่านมาหนึ่งเดือนเศษ ร่างกายของหลินเยว่ชิงจึงทนต่อความหนาวเย็นได้ ทั้งที่เป็่ฤดูหนาวและผ้าที่ใช้ห่มก็บางตั้งขนาดนั้น นางเก็บข้อสงสัยนั้นเอาไว้ในใจ เพราะพวกนางได้เดินมาถึงบริเวณหน้าสำนักอูซือแล้ว
ทั้งสองเข้าไปใกล้ประตูบานใหญ่ เหนือหัวมีป้ายอักษรสลักคำว่า สำนักอูซือ ไว้อย่างสวยงาม ที่ด้านหน้าจะมีผู้รักษาการที่คอยแนะนำชาวบ้านมาใหม่ว่าต้องไปสอบถามที่ไหนและคอยรักษาความปลอดภัยโดยรอบ
“ข้า้ามารับโอสถสมานสมดุลเ้าค่ะ” หลินเยว่ชิงหยิบป้ายไม้ออกมาจากอกเสื้อ ผู้รักษาการเห็นสิ่งยืนยันตัวตนเช่นนั้นแล้วก็หลีกทางให้นางเข้าไป
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก เพราะที่แห่งนี้นางไม่เคยได้เหยียบเข้ามาอีกนับั้แ่รับตำแหน่งเป็มารดาแผ่นดิน นางคิดว่าตนเองปล่อยวางแล้วทุกสิ่งและไม่คิดว่าตนเองมีเื่ที่ให้นึกเสียใจ
แต่ยามนี้กลับรู้สึกเช่นนั้นขึ้นมา ในตอนที่นางยังเยาว์ต้องคอยติดตามมารดามาที่นี่เป็ครั้งคราว ได้เห็นว่ามารดาของตนช่วยเหลือผู้คนเอาไว้มากมาย มารดาที่นางทั้งเคารพและเทิดทูนผู้นั้นทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจ หวนนึกไปตอนนั้นนางจึงคิดได้ว่าตนเองเคยมีความฝันอยู่
การได้เป็อูซือตามรอยมารดากลายเป็เป้าหมายในชีวิตอีกอย่างหนึ่งนับแต่นั้น ทว่าสุดท้ายก็ต้องพับเก็บเอาไว้ด้วยเพราะหน้าที่อันหนักอึ้ง การเป็ฮองเฮานั้นได้รับอะไรมากมาย แต่ก็มีที่สิ่งที่ต้องจ่ายเพื่อแลกเปลี่ยน นั่นคือจ้าวเลี่ยงเฟิ่งต้องยอมทิ้งความฝันของตัวเอง พอนานวันเข้าก็หลงลืมความ้าที่แท้จริงจากก้นบึ้งของหัวใจไป
ทว่าในวันนี้นางจำได้แล้ว...นี่อาจเป็เหตุผลหนึ่งที่ิญญาของนางยังไม่ได้ไปสู่สุคติ
ภายในสำนักอูซือมีหลายสิ่งเปลี่ยนไป แต่ก็มีหลายสิ่งยังคงเดิมเหมือนในความทรงจำ ทันทีที่ข้ามผ่านธรณีประตูเข้ามาก็จะพบสวนไม้ดอกที่ถูกจัดเรียงอย่างสวยงาม ถัดไปเป็ซุ้มประดับที่ตกแต่งไว้ติดฝั่งกำแพง บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายสมกับเป็สำนักอูซือ บุคคลที่จะมีฐานะทางสังคมสูงยิ่งกว่าขุนนางใหญ่เสียอีก
การจะหาผู้ที่เพียบพร้อมทั้งคุณสมบัติและพร์สักคนนั้นยากยิ่ง คล้ายว่าลงไปงมแท่งเข็มในมหาสมุทรอาจจะมีโอกาสมากกว่า จำนวนอูซือจึงมีเพียงหยิบมือเมื่อเทียบกับสำนักอื่นๆ แม้แต่ในหมู่อูซือด้วยกันเองยังนับว่าพบเจอผู้มีความสามารถมองเห็นิญญาได้ยาก หากให้นับดูในแคว้นแคว้นหนึ่งแล้ว การมีสักหนึ่งคนก็ถือเป็เื่ยาก จ้าวเลี่ยงเฟิ่งจึงยังไม่ถูกอูซือคนไหนในที่แห่งนี้พบตัวตนของนาง หรือหากถูกพบแล้วแต่ไม่มีบัญชา์ลงมา ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรนางได้อยู่ดี
“ท่านดูจะสงบใจไม่ได้มาั้แ่เมื่อครู่ ที่แห่งนี้มีอะไรอย่างนั้นหรือ” หลินเยว่ชิงหยุดเดินแล้วหันมาถามสหายข้างกายที่ดูลุกลนเสียเหลือเกิน
“อะไรกวนใจท่านอยู่กันแน่” เมื่อไม่ได้รับคำตอบ คุณหนูสกุลหลินจึงถามซ้ำ
“ข้าเพียงตื่นเต้นที่ไม่ได้กลับมานาน”
หลินเยว่ชิงไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนกับคำตอบนั้นจึงเดินต่อ ถัดจากสวนด้านหน้าเข้ามาจะเห็นหอโอสถตั้งอยู่ กลิ่นสมุนไพรที่ตากไว้ในเรือนด้านหลังอันเป็ที่หวงห้ามของคนนอกโชยออกมาให้ได้ััอย่างคุ้นเคย
คุณหนูรองสกุลหลินเดินไปรับโอสถสมานสมดุลด้วยตนเองจากศิษย์สำนักที่อยู่ด้านหน้า โดยมีจ้าวเลี่ยงเฟิ่งมองอยู่ห่างๆ ระหว่างรอสหายแซ่หลินนางก็หันมองโดยรอบด้วยความสนอกสนใจ ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนที่นี่เสียนานจนแม้แต่ตัวหอโอสถก็เปลี่ยนไป มีการซ่อมบำรุงและต่อเติมตามสมควร
ศิษย์สำนักจ่ายยาให้นางตามปกติพร้อมคำแนะนำการใช้ที่ท่องจนชินปาก ต่อให้เป็ชาวบ้านหน้าเดิมๆ มาเขาก็จะท่องให้ฟังใหม่ทั้งหมด ชาวบ้านบางคนชรามากแล้วหลงๆ ลืมๆ จึงต้องทวนย้ำหลายครั้ง เพราะเทียบยาบางตัวหากใช้มากไปหรือน้อยไปสรรพคุณจะลดลง
เมื่อหลินเยว่ชิงทำธุระเสร็จแล้วทั้งสองก็เดินออกมาทางด้านหน้า จ้าวเลี่ยงเฟิ่งมองทิวทัศน์อันแสนคิดถึงทิ้งท้ายก่อนก้าวตามหลินเยว่ชิงออกไป ทว่าข้ามผ่านธรณีประตูมาได้ไม่ถึงสามก้าวก็มีรถม้าแล่นมาจอดด้านหน้า
รถม้าที่สลักอักษรจ้าวรอบคันทำให้จ้าวเลี่ยงเฟิ่งหลุดสีหน้าตื่นตระหนกออกมาแล้วเร้นกายหายไปทันที ผู้ที่อยู่บนรถม้าคันนั้นคงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากฮูหยินสกุลจ้าว มารดาของจ้าวเลี่ยงเฟิ่ง