อนุหวังและอนุซุนเดินประกบหลังด้านซ้ายขวาฮูหยินผู้เฒ่ามุ่งตรงไปยังเรือนใหญ่
โดยปกติแล้วสถานที่แห่งนี้เป็ที่ซึ่งอนุหวังใช้มอบหมายงานภายในจวนครั้นก้าวเข้ามาก็เดินไปยังที่นั่งประธานอย่างเคยชิน ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าที่ไม่ยอมให้ใครพยุงรีบก้าวเร็วขึ้นตรงไปนั่งที่เก้าอี้ประธานทันที
“พวกเ้าไปยืนด้านข้าง”
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่เพียงแย่งที่นั่งของอนุหวังแต่นางยังคิดไม่ให้คนอื่นนั่งด้วย!
อนุหวังขยับริมฝีปากเล็กน้อยนางส่งสายตาให้อนุซุนก่อนก้มหน้ายืนอยู่ด้านข้าง
พวกนางเข้าใจกลอุบายของฮูหยินผู้เฒ่าดี
หลายปีมานี้ฮูหยินผู้เฒ่าอาศัยอยู่กับบุตรชายคนเล็กของตนที่บ้านเดิมคอยดูแลที่ดินและทรัพย์สมบัติของตระกูล ถึงแม้ชีวิตจะสุขสบายไม่น้อย แต่เมื่อมีโอกาสมาร่วมงานแต่งของฉู่จวินหลันในเมืองหลวงได้เห็นความรุ่งเรือง ได้เข้าพักในคฤหาสน์ใหญ่สามชั้นที่ฉู่หวาถิงซื้อไว้ก็เหมือนเปิดโลกใหม่ให้นางจริงๆ
ข้าวของในเมืองหลวงล้วนราคาแพงคฤหาสน์หลังนี้ต่อให้ฉู่หวาถิงทำงานครึ่งชีวิตก็ยากจะได้มาได้ยินมาว่าที่จริงแล้วก็อาศัยหน้าตาของสกุลลู่ต่อหน้าซูกุ้ยเฟยช่วยซื้อไว้
เมื่อเทียบกับเรือนที่ชนบทแม้เรือนที่นั่นจะกว้างใหญ่ แต่จะมีความโอ่อ่าดั่งคฤหาสน์ขุนนางเช่นนี้ได้หรือจะมีบ่าวรับใช้กี่สิบคนคอยรับใช้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยเช่นนี้ได้อย่างไร
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่าคิดจะฉวยโอกาสที่บ้านนี้ไร้ฮูหยินใหญ่ก้าวเข้ามาควบคุม!
อนุหวังกำผ้าเช็ดมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาวนางใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะอำนาจในเรือนนี้ได้ตอนนี้กลับจะมีสตรีที่ถูกต้องตามธรรมเนียมมาชิงไป นางจะยอมได้อย่างไร!
อนุซุนกลับรู้สึกสบายใจกว่าคิดในใจว่า หากข้าไม่ได้ เ้าหวังอวี้ชิงก็อย่าหวัง!
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังคิดกันไปคนละทางฮูหยินผู้เฒ่าก็สั่งให้คนไปตามทุกคนในบ้านมาอีกครั้ง
พอฉู่จวินหลันพยุงฉู่หวาถิงเข้ามาในเรือนใหญ่ก็เห็นบิดาฉู่ไฉเหลียงกับท่านอาฉู่ไฉจวิ้นยืนอยู่ทางซ้ายพร้อมกับคุณชายสี่ฉู่หวาจางและคุณชายหกฉู่หวาอวิ๋น ส่วนอนุหวัง อนุซุน และอนุซู ยืนอีกฟากหนึ่งพร้อมกับคุณหนูรองฉู่เมิ่งอิ๋งคุณหนูห้าฉู่อวิ๋นเจียว และคุณหนูเจ็ดฉู่เพ่ยซาน
ฉู่จวินหลันให้เป่าเล่อพยุงฉู่หวาถิงไปยืนด้านหลังฉู่ไฉจวิ้นส่วนตนเองเดินไปหยุดยืนตรงหน้าอนุซุนซึ่งอยู่ใกล้กับตำแหน่งของฮูหยินผู้เฒ่า
“โอ้ พี่หญิงสามนี่สำคัญตัวไม่น้อยกล้ายืนนำหน้าอนุหวังเสียด้วย” ฉู่เพ่ยซานอายุเพียงสิบเอ็ดปี จึงยังมีน้ำเสียงออดอ้อนแบบเด็กหญิง“ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่บ้างเลย!”
“เคารพผู้ใหญ่หรือ”ฉู่จวินหลันก้มหน้า เสียงนุ่มนวลแต่แฝงความหนักแน่นกล่าวว่า “ที่น้องสาวเจ็ดพูดก็ถูกเื่ลำดับนั้นสำคัญ หากพูดกันตามธรรมเนียม อนุก็เป็เพียงบ่าว ศักดิ์ย่อมต่ำกว่าบุตรสาวภรรยาเอกหากแม้แต่เื่เล็กน้อยเช่นนี้ยังไม่เข้าใจวันหน้าหากออกงานใหญ่ให้ผู้คนเห็นเข้าจะไม่เป็ที่หัวเราะเยาะหรือ”
ฉู่เพ่ยซานถูกย้อนจนตาโตคิดจะโต้แต่โดนอนุซูหยิกแขนเสียก่อน
อนุหวังสีหน้าสลับขาวสลับเขียวแต่เมื่อสบตากับฉู่ไฉเหลียงก็ฝืนยิ้มออกมา
“ที่หลันเจี่ยร์พูดก็ถูก”
อนุหวังพาอนุซุนกับอนุซูถอยไปหลายก้าวฉู่เมิ่งอิ๋ง ฉู่อวิ๋นเจียว และฉู่เพ่ยซานจึงก้าวขึ้นมาด้านหน้า
“อืมเช่นนี้ค่อยสมควรหน่อย” ฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งตรงเก้าอี้ประธานเอ่ยเสียงเข้มพลางเหลือบตามองบุตรชายคนโต “ไฉเหลียง! หากข้าไม่เข้าเมืองหลวงมาคงไม่รู้เลยว่าบ้านเ้าจะยุ่งเหยิงถึงเพียงนี้!”
“ขอรับ!ลูกไร้ความสามารถ ขอท่านแม่โปรดระงับโทสะ!”ฉู่ไฉเหลียงที่ยังใฝ่สูงย่อมไม่กล้ารับชื่อว่าไม่กตัญญู มารดาว่าประการใดเขาก็ได้แต่รับเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าตบโต๊ะดังปังท่าทางไม่ต่างจากผู้พิพากษาเคาะไม้ตัดสินคดี “ถึงหลายปีมานี้เ้าไม่คิดจะรับภรรยาใหม่แต่เ้าปล่อยให้เรือนหลังถูกพวกอนุจัดการจนเละเทะถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ในเรือนของบุตรสาวมีบ่าวรับใช้เพียงคนเดียวบ่าวออกไปก็เกิดไฟไหม้! พวกบ่าวก็เหมือนตายกันหมด กว่าจะไปเชิญคนจากหน่วยัน้ำมาเรือนก็วอดไปแล้ว!หรือว่าอนุหวังอยากเผาข้าให้ตายทั้งเป็!”
อนุหวังทรุดตัวคุกเข่าลงทันทีเสียงออดอ้อนเต็มไปด้วยความน้อยใจ “ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดระงับโทสะ ผู้น้อยไม่กล้าเลยเ้าค่ะผู้น้อยไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นจริงๆ”
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าราวกับมองไม่เห็นนางยังคงหันไปตำหนิฉู่ไฉเหลียง “เ้าคิดว่าตัวเองเป็ตระกูลใหญ่หรือ เฮอะ!ลูกน้องเ้าไม่รู้จักกำราบ บุตรหลานเ้าก็ไม่รู้จักสั่งสอน! พี่น้องทะเลาะรังแกกันเช่นนี้เ้าไม่รู้บ้างเลยหรือ!”
“ขอท่านแม่โปรดระงับโทสะลูกผิดไปแล้วขอรับ” ฉู่ไฉเหลียงหน้าซีดเผือด แต่ยังคงโค้งคำนับรับผิดอย่างนอบน้อม
เมื่ออนุซุนได้ยินเื่นี้ก็รีบคุกเข่าร้องไห้ฟ้องทันที“ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดพิจารณา คุณหนูสามทำร้ายอวิ๋นเกอร์ถึงเพียงนั้น ผู้น้อย…”
“ข้ากำลังพูดอยู่เ้าสมควรเอ่ยแทรกเช่นนี้หรือ!”
ฮูหยินผู้เฒ่าตวัดตามองเพียงครั้งเดียวอนุซุนก็เงียบกริบไปทันที
“ท่านย่าลำเอียงชัดๆนางทำร้ายข้านะ!” ฉู่หวาอวิ๋นเห็นมารดาถูกตวาดด่าเสียงดัง เด็กหนุ่มที่ใบหน้าบวมช้ำจึงร้องโวยวายด้วยความน้อยใจ
“คุกเข่า!” ฮูหยินผู้เฒ่าตบโต๊ะเสียงดังอีกครั้ง
“เ้ามีอายุเพียงสิบสามปีแต่กลับกล้าว่าพี่สาวสายตรงด้วยคำพูดเช่นนี้ ต่อหน้าข้ายังกล้าพูด แล้วลับหลังจะเป็เช่นไร!ใครเป็คนสอนเ้า! บุตรชายอายุสิบสามปีไม่เอาอย่างพี่ชายตั้งใจเล่าเรียนเพื่อสร้างชื่อเสียง แต่กลับกล้ากลั่นแกล้งพี่ชายที่ตามืดบอดโดยแอบใส่มูลหนูในถ้วยชา!ใครเป็คนสอนเ้ากัน!”
“เป็ลูกสอนบุตรไม่ดีขอท่านแม่โปรดระงับโทสะขอรับ” ฉู่ไฉเหลียงรีบก้มหน้ารับผิดหันไปถลึงตาใส่บุตรชายคนเล็ก
ฉู่หวาอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดัง
“ตลอดหลายปีมานี้ข้าเห็นว่าเ้าเป็คนหัวดี ครอบครัวจะต้องสงบสุขแน่นอน ใครจะคิดว่าเมื่อมาถึงที่นี่กลับพบว่ายุ่งเหยิงสิ้นดี!”ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นเสียง แต่สีหน้ากลับแฝงความพึงใจ “เ้าจะทำการใหญ่ก็จริง แต่เ้าต้องใส่ใจเื่ในเรือนด้วยจำไว้ หากคิดจะปกป้องภายนอก ต้องเริ่มจากทำให้ภายในมั่นคง เข้าใจหรือไม่!”
ฉู่ไฉเหลียงใจพลันสะท้าน
หรือว่าท่านแม่กำลังคิดจะยึดอำนาจควบคุมจวน!?
แม้ตามหลักแล้ว หากบิดามารดายังอยู่จะไม่มีการแยกจวนแต่กว่าที่เขาจะต่อสู้ดิ้นรนสร้างฐานะจนมีทรัพย์สมบัติเช่นนี้ ถ้าปล่อยให้อำนาจนี้กลับไปอยู่ในมือมารดาเช่นนั้นย่อมหมายถึงครอบครัวของน้องชายรองกับน้องสาวสามสามารถเข้ามาอยู่ในจวนนี้ได้แล้วเขาจะปล่อยให้พวกเขาเสวยสุขกับสิ่งที่ตนสร้างมาด้วยหยาดเหงื่อได้อย่างไร!
ฉู่ไฉเหลียงหวั่นใจแต่ก็ไม่กล้าได้ชื่อว่าขัดผู้เป็มารดา ด้วยโทสะพุ่งสูงเกินระงับ จึงหันไปเตะฉู่หวาอวิ๋นอย่างแรง“เ้าลูกชั่ว! เ้าไปก่อเื่อะไรมา! ยังไม่รีบขอโทษพี่ชายใหญ่อีกหรือ!”
เดิมฉู่หวาอวิ๋นกับอนุซุนคิดจะฟ้องฮูหยินผู้เฒ่าเพราะเห็นว่านางมีใจอยาก่ชิงอำนาจ จึงอาศัยเปิดทางให้แสดงบทบาท คาดไม่ถึงว่ากลับพลิกเป็เช่นนี้
เมื่อนึกถึงคำที่ฉู่จวินหลันร่ำไห้กล่าวในเรือนเมื่อครู่…
อนุซุนก็เข้าใจในทันทีที่แท้ฉู่จวินหลันตั้งใจใช้โอกาสนี้! อาศัยพวกตนเปิดทางให้ฮูหยินผู้เฒ่าได้แสดงบทตามใจ!
เหตุใดหลังจากนางเด็กคนนี้ฟื้นขึ้นมาถึงเ้าเล่ห์นัก!หรือว่าจะเป็ดั่งคำทำนาย ‘แสงประหลาด’ นางเป็ตัวอัปมงคล!?
เมื่อนึกถึงคำขู่ที่ฉู่จวินหลันเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ว่า‘จำไว้เป็หนี้แค้น’ อนุซุนก็อดตัวสั่นไม่ได้
ด้านฉู่ไฉเหลียงยังคงเตะฉู่หวาอวิ๋นไม่หยุด
ฉู่หวาอวิ๋นที่กลิ้งไปมาอยู่บนพื้นกล่าวอย่างสะอึกสะอื้นว่า“ท่านพ่อ! ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย มูลหนูนั่นไม่มีพิษ และพี่ชายใหญ่ก็ยังไม่ได้ดื่มด้วย!ท่านพ่ออย่าเตะข้า!”
ฉู่ไฉเหลียงเหนื่อยหอบจนพิงเอวกับกำแพงก่อนหันไปมองฉู่จวินหลันแล้วกล่าวว่า “หลันเจี่ยร์ เ้าคิดว่าอย่างไร”
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้ว
นี่เขาคิดจะโยนเื่มาให้ข้าตัดสินหรือ
“ลูกเป็เพียงสตรีในห้องหอความรู้ตื้นเขิน ย่อมแล้วแต่ท่านพ่อเ้าค่ะ”
เส้นเืบนหน้าผากฉู่ไฉเหลียงเต้นตุบๆเขาจับจ้องสีหน้าฉู่จวินหลันอย่างพินิจ
นางตั้งใจโยนคำถามกลับมาให้ข้าหรือแต่ก็ดูไม่เหมือนเช่นนั้น