บทที่1 : บ้านของหมอผีคือแดนลับแล
"กลับมาแล้ว!"
ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าหล่อเหลาหาตัวจับยากะโั้แ่ก้าวขาผ่านรั้วบ้านบอกกับทุกสรรพสิ่งในอาณาเขตบ้านของตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องได้ยินทุกซอกมุมของบ้าน...
ไม่สิ คฤหาสน์ต่างหาก
คฤหาสน์หลังงามสีขาวสามชั้นที่มีการบำรุงรักษาให้สะอาดเอี่ยมเหมือนใหม่เป็อย่างดีสองข้างทางเดินเข้าสู่คฤหาสน์เป็สวนที่ตัดแต่งอย่างเรียบง่ายมีต้นไม้ใหญ่ไม่มากนักแต่ล้วนเป็ต้นไม้เก่าแก่อายุกว่าร้อยปีรอบข้างที่เงียบสงัดและดูเหมือนจะรกร้างไร้ผู้คนราวกับสุสานพลันมีเสียงตอบรับออกมาอย่างคึกครืนโดยไม่มีผู้ใดปรากฏตัวออกมาให้เห็นสักนิด
"ยินดีตอบรับกลับมาพี่หมอ"
"วันนี้กลับดึกนะครับพี่หมอ"
"พี่หมอขา เหนื่อยหน่อยน้า"
"พี่หมอ..."
และอีกสารพัดคำทักทายที่ชายหนุ่มไม่ได้ในใจจะฟักสักเท่าไหร่เขาเดินเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางเรียบเฉยๆ โบกมือเป็พักๆ ทักทายเหมือนไอดอลกำลังทักทายแฟนคลับที่คลั่งไคล้
ซึ่งแฟนคลับที่ว่านี้มนุษย์ไม่มีทางมองเห็นจากนอกรั้วบ้าน
ใช่แล้ว เหล่าผู้ที่ส่งเสียงร้องทักทายเ่าั้คือ 'ผี'นั่นเอง
ส่วนที่เรียกว่า 'พี่หมอ' กันอย่างชินปากก็เรียกต่อๆ กันมาจากผู้อื่น ไม่ว่าผีนั้นจะเด็กหรือจะแก่แล้วก็เรียกนายไตรวิชญ์ว่า'พี่หมอ' ทั้งนั้น คนอื่นๆก็เข้าใจว่ามันมาจากคำว่า 'พี่' กับ 'หมอผี' นั่นเอง ซึ่งแหล่งที่มานั้นไม่แน่ชัดแต่เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับชื่อเล่นนักด้วย
และเมื่อไตรวิชญ์ก้าวเข้ามาในบ้านเหล่าผีที่ผู้คนภายนอกไม่อาจมองเห็นก็ปรากฏเป็ร่างกายที่ชัดเจนราวกับพวกเขายังมีชีวิตใบหน้าที่ควรซีดเซียวราวกับศพในเวลานี้ดูมีสีสันขึ้นจนแยกไม่ออกว่าเป็มนุษย์หรือคนตาย
จำนวนผีในบ้านของเขานั้นมากมายจนจำได้ไม่หมดที่อยู่อาศัยของพวกเขาคือใต้ดินที่ตัวเขาเองฝังหม้อเอาไว้ภายในเขาเป็คนรับและเก็บเอาไว้เองนั่นเพราะ...
"นายท่าน"
เสียงแหบแห้งดังขึ้นด้านหลังของเขาผีทั้งหลายเงียบเสียงลงไปในทันที พี่หมอของเหล่าผู้ไร้กายหยาบหันไปมองทันทีสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาคือร่างสูงในชุดสูทสีดำสนิททั้งตัวใบหน้าไร้อารมณ์อย่างมากแต่แววตาของอีกฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยความเคารพและเกรงกลัว
"มาแล้วเหรอยมทูต" ไตรวิชญ์เอ่ยก่อนจะโยนขวดที่บรรจุผีอยู่ภายในส่งไปให้"วันนี้มีตัวเดียวที่จับได้สาวแก่แม่ม่ายฆ่าตัวตายเพราะผัวทิ้ง...ระดับไม่สูง เอาไปเถอะ"
"เอ่อไม่จำเป็ต้องเล่าประวัติก็ได้กระมังครับนายท่าน"
"จะเอาไม่เอา เดี๋ยวพ่อก็ขยี้..."
"ขอบพระคุณครับนายท่าน" ยมทูตรีบเก็บเข้าเสื้อไปอย่างไว้
"ไม่จำเป็ต้องขอบคุณมันก็แค่งานที่ต้องทำเท่านั้น"
ไตรวิชญ์หันหลังกลับแล้วโบกมือให้ยมทูตโค้งให้เขาเล็กน้อยแล้วหายไปตัว เหล่าผีที่อาศัยอยู่ตามพื้นก็ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวออกมาอีกครั้ง
"ผีแก่แม่ม่ายฆ่าตัวตาย เหอะๆ ประวัติดราม่ามากๆ"
"น่าสงสารทำไมไม่ฆ่าผัวก่อนแล้วค่อยฆ่าตัวตายนะ"
"แค่นั้นจะพออะไรฆ่าเมียน้อยตามไปด้วยเลยจะได้ไม่เหงา"
"นั่นสิๆตายคนเดียวแบบนี้ไม่ใจเลยเนอะ"
"ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผีระดับเดียวกับพวกเราเหรอพี่หมอ?"
ผีตนหนึ่งถามอย่างใคร่รู้ ไตรวิชญ์ครางรับในลำคอ
"อืม แค่ระดับ 4 ไม่เหมาะที่จะมาอยู่ในบ้านของฉันหรอกพวกแกก็รู้นี่กฎของฉันน่ะ"
"นั่นสิเนอะ!"
เสียงเหล่าผีตอบกลับมาอย่างเข้าใจ
ภายในอาณาบริเวณคฤหาสน์หลังนี้นอกจากเป็ที่ซุกหัวนอนของไตรวิชญ์แล้วยังเป็สถานที่สำหรับเหล่าิญญา ทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยพลังิญญาที่หนาแน่นและบริสุทธิ์ไม่ว่าผีที่ไหนเข้ามาก็ล้วนแต่ได้รับประโยชน์ทั้งนั้น
เพียงแต่เ้าของสถานที่เื่มากไม่ยินยอมให้ผีเข้ามาในอาณาเขตง่ายๆ และเหล่าผีที่อยู่ในบริเวณบ้านล้วนแต่ถูกไตรวิชญ์จับมาจากสถานที่ต่างๆในฐานะของ 'ผีร้าย' ระดับ 7 ขึ้นไป
ถูกแล้ว ผีทั้งหมดที่อยู่ที่นี่คือ 'ผีร้าย'ที่สร้างความวุ่นวายให้คนเป็จากสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย
ไตรวิชญ์แบ่งผีร้ายออกเป็ 10 ระดับตามขนาดของหม้อกักิญญา
ผีทั่วไปจนผีที่ก่อเื่หลอกหลอนผู้คนแต่ไม่เคยฆ่าใครส่วนใหญ่แล้วจะมีระดับ 1-5เก็บอยู่ในรูปแบบของขวดสูง 1-5 นิ้วตามลำดับ
ผีที่พอมีอิทธิฤทธิ์ มีความพยาบาทสามารถที่จะฆ่ามนุษย์ได้ และฤทธิ์จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนคนที่ถูกฆ่าพวกนี้จะใช้ขวดเก็บไม่ได้ต้องเป็หม้อ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-10 นิ้วตามลำดับ
และผีที่อยู่ในอาณาเขตบ้านไตรวิชญ์ก็คือระดับ 7 ขึ้นไปจำนวนคนที่พวกเขาฆ่านั้นไม่ต่ำกว่าสิบคน ทั้งก่อนเป็ผีและหลังเป็ผีแล้วเพราะฉะนั้นพวกที่อยู่ในอาณาบริเวณล้วนแล้วแต่เป็ผีร้ายที่ควรตกนรกโลกันตร์อย่างที่สุดแต่การที่ต้องมาถูกกักตัวอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าเป็เื่ดีหรือเื่ร้ายกันแน่
นอกจากแบ่งระดับของผีแล้วยังแบ่งลำดับการฝังหม้อกักิญญาลงดินด้วยผีที่อยู่ใกล้ใกล้รั้วจะอยู่ในระดับต่ำยิ่งเข้าใกล้บ้านยิ่งมีระดับสูงขึ้นตามลำดับ
และผีที่มีสิทธิ์อยู่ภายในบ้านของเขาก็มีแค่ระดับ 10 เท่านั้นด้วย
เพราะที่บ้านพลังหน้าแน่นที่สุด
ส่วนเหตุผลที่จับพวกเขามาแล้วไม่ได้ส่งให้ยมทูตแต่กลับเก็บไว้เพื่อให้เพิ่มพลังนั้นมีเพียงไตรวิชญ์เท่านั้นที่รู้ว่าทำไมถึงเป็เช่นนั้น และไตรวิชญ์เองก็ไม่ได้บอกใครถึงเหตุผลนี้ด้วย
เมื่อเปิดประตูเข้ามาในบ้าน คนที่ออกมาต้อนรับเขามีรูปร่างเป็มนุษย์สมบูรณ์แบบขาดก็แค่เงาเท่านั้นใช่ อีกฝ่ายเป็ผี แต่เป็ผีที่มีใบหน้าหล่อเ็ารูปร่างสูงโปร่งดวงตาสีฟ้าใสคมกริบ ผมสีน้ำตาลทองสั้น ริมฝีปากคลี่ยิ้มเล็กๆ พลางเอ่ยทักทาย
"กลับมาแล้วเหรอไตร"
นี่คือผีระดับ 10 ตัวเดียวในบ้าน... เซียร์
"กลับมาแล้วคราวหลังถ้ากลับดึกก็ไม่ต้องมารอต้อนรับก็ได้นะเซียร์" ไตรวิชญ์บอกก่อนจะเดินผ่านไปเซียร์เดินตามหลังมาพร้อมกับแท็บเล็ตในมือเพื่อรายงานบางสิ่งให้เ้าบ้านฟัง
"เราก็ต้องรอรายงานผลประกอบการซื้อขายหุ้นผลประกอบการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เช่าซื้อคอนโดมิเนียมและการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรให้คุณฟัง"
"อันนี้ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องรายงาน..."
"ในฐานะเ้าของทรัพย์สินคุณก็ควรฟังบ้าง"
"ฉันเป็เ้าของในนามส่วนคนที่เป็คนลงมือก็คือเซียร์ เพราะงั้นถ้าเซียร์เห็นว่าดีก็คือดี"
ตอนนี้ไตรวิชญ์สนใจแค่งานขายประกันอย่างอื่นไม่คิดจะสนใจ
"จะเชื่อใจกันขนาดนี้เราก็ดีใจอยู่หรอกแต่ฟังไว้บ้างก็ดีนะ"
เซียร์ถอนหายใจ แต่ก็ยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดีเขาค่อนข้างพอใจกับความไว้เนื้อเชื่อใจของไตรวิชญ์มาก
ทรัพย์สินมหาศาลในนามของไตรวิชญ์นั้นสร้างขึ้นมาด้วยน้ำมีผีอย่างเซียร์ที่มาอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ั้แ่รุ่นแรกๆ เขาช่วยไตรวิชญ์ในการบริหารทรัพย์สินและหาเงินเข้าบ้านด้วยปริมาณผีที่อยู่ในบ้านจำนวนมากการซื้อของเข้ามาเซ่นเหล่าผีให้อยู่ติดที่ไม่ออกไปไหนก็เป็เงินที่เขามาทั้งนั้น
ถ้าไม่มีเซียร์หาเงินผีที่นี่ก็ไม่มีอะไรกิน เพราะไตรวิชญ์ไม่มีทางสละเงินซื้อของให้ผีกินทุกวันครบสามมื้อหรอก
"คุณกินอะไรมาหรือยัง?"
"ยัง... คิมทำอะไรไว้ให้กินหรือเปล่านะ"
ไตรวิชญ์หันซ้ายหันขวามองเ้าของชื่อดังกล่าวร่างสูงโปร่งผมสีดำสั้นในชุดผ้ากันเปื้อนเดินออกมาอย่างห้องครัวใบหน้าสวยยิ้มอ่อนโยนให้กับพี่หมอที่เพิ่งเข้าบ้าน ดวงตาสีน้ำเงินเป็ประกายงดงามที่ชวนให้คนมองรู้สึกลุ่มหลงโดยเฉพาะผู้ชายหากได้มองนานๆ ก็เหมือนจะถูกกระชากิญญา
คำว่าสวยหมดจดเหมาะกับคนตรงหน้ามาก
แต่ว่า...
"ทำไว้ให้แล้วล่ะครับคุณไตร" เอ่ยออกมาเสียงแหบทุ้มอย่างชายชาตรีทำเอาคนกำลังชื่นชมความงามในใจเสียหลักแทบวูบ
"อืม ขอบใจ"
หน้าตากับเพศที่แท้จริงไม่ตรงกันเลย
ไม่ว่าจะมองกี่ทีก็เสียดายความสวยนี่จริงๆ เว้ย
ไตรวิชญ์มองคิมแวบหนึ่งแล้วเดินเข้าไปหาผู้ชายในคราวสาวสวยเดินนำเข้าไปในห้องครัวที่มีจานอาหารวางอยู่บนโต๊ะส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายออกมา
"มีอะไรกินบ้าง แล้วคิมกับเซียร์กินหรือยัง"
"เซียร์กินแล้วครับ ส่วนผมเพิ่งกินไป" คิมตอบพลางชี้ไปที่ถุงเืหนึ่งถุงอยู่บนถังขยะ นั่นคืออาหารของคิมเืแช่แข็งที่ซื้อมาตุนไว้ให้กับเขา ไตรวิชญ์พยักหน้าเข้าใจ
แต่ไม่นานพี่หมอก็ขมวดคิ้ว
"นี่เพิ่งถุงแรกของเดือนสินะฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าอยากกินเืเท่าไหร่ก็ได้ เืไม่ได้หายากขนาดนั้น"
"ผมไม่ค่อยได้ใช้พลังงานอะไรเดือนละถุงก็พอแล้วครับ"
คิมหัวเราะเบาๆ ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
"นายเป็แวมไพร์ภาษาอะไรเนี่ยคิม กินน้อยแท้ๆ"ไตรวิชญ์ส่ายหน้าไปมาอย่างปลงตก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้บังคับให้กิน
คนสวยตรงหน้าเป็แวมไพร์สายเืแท้ที่จับกลับมาได้แบบงงๆนอกจากเป็แวมไพร์มักน้อยแล้ว ยังเป็คนที่ชอบทำงานบ้านและทำอาหารมากอาหารการกินทั้งหมดของบ้านนี้เป็ฝีมือของเขา
ทำงานบ้านได้ดีซะผีบ้านผีเรือนตัวจริงหนีหายไปด้วยความน้อยใจแล้วแต่การมีคิมอยู่ด้วยการใช้ชีวิตของไตรวิชญ์ก็สบายขึ้นมากทีเดียว
จะมีที่ไหนที่มีแม่บ้าน (?) สวยๆ ให้ใช้งานฟรีๆอย่างนี้อีก
"คุณไตรรีบกินเถอะครับ จะได้อาบน้ำนอนพรุ่งนี้ยังมีประชุมทีมขายบริษัทประกันอีกนี่ครับ" แวมไพร์คนสวยยิ้มตอบ"นี่ก็สี่ทุ่มกว่าแล้วด้วย มนุษย์นอนดึกไปก็ไม่ดีต่อร่างกายนะครับ"
"รู้แล้วๆ บ่นเป็แม่เลยนายเนี่ย"
"ผมไม่อยากมีลูกอย่างคุณหรอกนะ"
"งั้นเอาใหม่... บ่นเป็แม่ในร่างเมียเลยนะนายเนี่ย"
"คุณไตร! ยังจะพูดอีกเดี๋ยวเถอะ!"
ใครอยากเป็เมียคุณ ผมเป็ผู้ชาย! คิมมองอย่างเคืองๆ
"ครับๆ ไม่พูดแล้ว"ไตรวิชญ์ยอมเงียบแต่โดยดีแต่ก็ไม่วายเบ้ปากใส่ เซียร์หัวเราะบางๆ โบกแท็บเล็ตในมือไปมาแล้วเอ่ยขัดการที่พี่หมอจะถูกแวมไพร์กัดเืสาด
"จริงสิ ตอนนี้มีข่าวของหนึ่งในวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่คุณตามหาด้วยนะไตร"
ไตรวิชญ์เงยหน้าขึ้น "หืม?ไม่ใช่ข่าวลวงแน่นะ"
"ข่าวนี้กรองมาแล้ว"
"ข่าวอะไรครับ"
คิมที่ยังไม่ไปไหนถาม และปรายตาดุใส่ไตรวิชญ์ที่ไม่ยอมนั่งลงกินข้าวดีๆจนเขาต้องเดินไปนั่งกินอาหารที่ยังอุ่นๆ อยู่อย่างว่าง่าย
ยังไงหากไม่อยากอดตายอย่าขัดใจแม่ (?)
"ข่าววัตถุศักดิ์สิทธิ์น่ะเราว่าคิมไม่น่าจะสนใจหรอก"
"ไม่สนหรอกครับแต่ถ้าคุณไตรอยากได้มันก็คงพิเศษมาก"
"เป็แร่เหล็กธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่หายากมาในปัจจุบัน...เหล็กไหลน่ะ" เซียร์เปิดข้อมูลบนจอให้พวกเขาดู
ภาพที่ปรากฏเป็รูปร่างของไม้ตะพดที่ดูเก่าแก่หัวตะพดทรงกลมทำจากทองแท้มีรอยขีดข่วนอ่อนๆ ไม้สีดำขัดเงาวาดลวดลายไทยโบราณสีทองไว้มองเผินก็แค่ตะพดเก่าเท่านั้น ดูไม่ออกเลยว่าเป็เหล็กไหลตรงไหน
ทันทีที่เห็นคิมผงะถอยหลังไปในทันที
"เป็อะไรไปคุณคิม"เซียร์ถามเมื่อเห็นปฏิกิริยารุนแรงของแวมไพร์คนสวยใบหน้างามเหยเกเล็กน้อยก่อนจะตอบ
"ไม่มีอะไรครับแค่ประหลาดใจว่านี่เป็สิ่งที่มีเหล็กไหลจริงเหรอ"แต่ในใจนั้นคิดไปถึงเื่ไหนก็ไม่มีใครรู้
"นั่นสิ ส่วนไหนที่เป็เหล็กไหลน่ะเซียร์"เขามองยังไงก็แค่ตะพดไม้ดำหัวทองคำเฉยๆ เองเหอะ
"เหล็กไหลอยู่ภายในหัวตะพดทองคำไง"
"หืม?"
"ดูเหมือนว่าจะใช้ทองคำบริสุทธิ์เป็ตัวกักเหล็กไหลเอาไว้ตัวไม้ดำเองก็เป็ไม้ศักดิ์สิทธิ์ ไม้งิ้วดำจากป่าลึกเห็นว่าอายุกว่าพันปี...ของหายากทั้งชิ้น"
"มีคนตรวจสอบแล้วเหรอ"
"ตรวจสอบแค่ภายนอกไม้งิ้วดำก็ตรวจสอบแล้วว่าของจริงไม่ใช่ไม้มะเกลือย้อมสีลวดลายสลักเป็การเลื่อมทองหัวตะพดเป็ทองคำบริสุทธิ์แท้แต่จากที่ตรวจสอบคือน้ำหนักมันไม่ตรงกับขนาดที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง3.5 นิ้ว เลยคิดว่าภายในหัวตะพดทองน่าจะกลวงหรืออาจจะมีอะไรบางอย่างที่มีน้ำหนักมากอยู่ภายใน"
"กลวงหรือมีน้ำหนักมาก?จะบอกว่าน้ำหนักไม่แน่นอนเหรอครับ" คิมถามอย่างสงสัยสีหน้าท่าทางตอนนี้แปลกประหลาดอย่างมากแต่ไม่มีใครสะกิดใจ เซียร์พยักหน้ารับเบาๆ
"ใช่คุณคิมเราดูรายงานน้ำหนักที่วัดได้แล้วปรากฏว่ามันไม่เท่ากันเลยสักครั้ง จะลองผ่าดูก็ไม่ได้กลัวมันเสียหายแล้วจะทำให้ราคาตกเลยคาดคะเนกันว่าภายในอาจจะมีของศักดิ์สิทธิ์อยู่ก็ได้ซึ่งวัตถุที่พอจะเข้าเค้าในที่นี้ก็คือเหล็กไหล"
"งั้นเหรอ... ก็มีความเป็ไปได้" ไตรวิชญ์พยักหน้า"แล้วไปดูมาหรือยัง?"
"เราไม่ได้ไปดู ว่ากันตามตรงไม่มีเวลาหรอกก็เลยให้ผีตนอื่นๆ ไปดูแทน"
"แล้วผลเป็ยังไง"
"ไม่มีผีที่ไหนเข้าใกล้ได้เลยน่ะสิโดนดีดปลิวหมด"
ไตรวิชญ์นั้นหัวเราะเสียงดังราวกับเื่นี้เป็ไปอย่างที่เขาคาดเอาไว้
"ฮ่าๆๆ ก็สมควร เหล็กไหลเป็แร่ศักดิ์สิทธิ์เป็ปรปักษ์กับผีร้ายนี่ยังไม่รวมไม้งิ้วดำที่ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายทั้งมวลถ้าผีบ้านเราเข้าไปใกล้ได้มันก็คงเป็ของปลอม ฮ่าๆๆ"
ที่นี่มีแต่ผีร้าย ผีฝ่ายดีมีบุญวาสนาเป็ศูนย์เชียวนะ เข้าใกล้ของศักดิ์สิทธิ์ได้ก็แปลกแล้ว
แต่ในเมื่อยืนยันได้แล้วว่าเป็ของจริงทั้งแท่ง ที่เหลือก็แค่ไปเอามันมาเท่านั้น
"ว่าแต่ตะพดนี่เขาเอามาขายหรือแค่แสดงโชว์"
"ขาย"เซียร์ยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเลื่อนจอแท็บเล็ตให้เปลี่ยนรูป"ตะพดนี่มีประมูลในงานประมูลใต้ดินที่จัดขึ้นเฉพาะวงในของเหล่าเศรษฐีและนักสะสมจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า...สถานที่คือซีฟรังซ์คลับที่อยู่ถัดจากบ้านของเราไปแค่สามซอยเท่านั้น"
"ใกล้แฮะ งั้นก็ไปเซียร์กับคิมไปด้วยกันไหม?"
"ถ้าไตรอยากให้ไปเราก็จะไป"
"ไม่ล่ะครับผมไม่ชอบออกงานพวกนี้สักเท่าไหร่"คิมพูดรัวเร็วก่อนจะรีบเดินออกจากห้องครัวไป"รีบกินอาหารเถอะครับก่อนที่มันจะเย็น กินเสร็จแล้วเดี๋พยวผมมาเก็บจานทีหลัง"
ไตรวิชญ์และเซียร์มองตากันปริบๆ ก่อนจะพูดออกมาอย่างฉงน
"อะไรของเขาล่ะเนี่ย"
มีพิรุธวุ้ย!