บทที่25มหาวิถีเทวะวจนะ
อรุณแรกแห่งวันใหม่มาเยือนใต้หุบเหวลึกอีกครั้งแต่ก็เป็เหมือนเช่นทุกครั้งที่แสงจากอาทิตย์ยามเช้ามิอาจตกกระทบถึงใต้หุบเหวลึกแห่งนี้แต่ถึงแม้แดดจะไม่ส่องถึง ทว่าหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีก็ได้ตื่นขึ้นนานแล้ว พวกมันทั้งสองล้วนเตรียมสำภาระและมุ่งหน้าไปยังผนังผาอีกฝั่งั้แ่ยังมิทันมีเสียงวิหคขับขาน
ฮุ่ยจวินและมู่ผิงเยว่ออกสำรวจเส้นทางร่องแยกรอยแตกตามผนังผาเพื่อหาทางออกจากหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นแห่งนี้พวกมันเลือกที่จะเข้าไปด้วยกันเพราะหากพบทางแยกภายในจะได้แยกตรวจสอบ และทำให้การค้นหานั้นสำเร็จเป็จุดๆไป แต่รอยแตกร่องแยกตามธรรมชาติแห่งนี้เดินมานานมากแล้วก็ยังไม่พบทางแยกอื่น ไม่พบทางตันคล้ายดั่งว่ามันไม่มีจุดสิ้นสุดก็ปาน
ภายในร่องแยกแห่งนี้ก็มืดสนิทมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือที่ยื่นออก จะจุดคบเพลิงก็ไม่ได้ เพราะฮุ่ยจวินคำนวณไว้แล้วว่าองค์ประกอบของเพลิงต้องมีอากาศหากจุดเพลิงอากาศที่น้อยนิดในที่แห่งนี้จะถูกใช้ไปด้วย อีกทั้งควันจากคบเพลิงนี้ก็จะไปแทนที่อากาศที่เหลือทำให้อากาศที่พวกมันหายใจจะหมดไป
เช่นนั้นจึงเป็มู่ผิงเยว่ที่ใช้ออกด้วยมหาวิถีวจนะมุทราปลายนิ้วส่องแสงสว่างเจิดจ้า คอยนำทางพวกมันเป็ระยะๆ
ฮุ่ยจวินเดินทอดสายตาจ้องมองอยู่ที่ปลายนิ้วของมู่ผิงเยว่มองมหาวิถีวจนะที่แผ่พุ่งพลังปาฏิหาริย์ อันเป็พลังที่สามารถกำหนดโลกหล้าแห่งนี้ได้มันไม่เข้าใจในมหาวิถีวจนะ เพราะมันไม่มีคุณสมบัติที่จะเอ่ยถึงในเื่นี้ ทว่าหากไม่รู้ในมหาวิถีวจนะยังจะกล่าวถึงเื่การเอาชนะปลาใหญ่ที่แหวกว่ายในธารธาราที่เป็วจนะได้อีกหรือเช่นนั้นชายหนุ่มมันจึงเริ่มที่จะให้ความสำคัญและความสนใจต่อมหาวิถีวจนะขึ้นมา
“แม่นางมู่ข้าขอถามท่านมหาวิถีแห่งวจนะนั้นคืออะไร แบ่งแยกอย่างไร และทำเช่นไรถึงจะมีได้"
มู่ผิงเยว่จ้องมองบุรุษหนุ่มที่มีเพียงเส้นชีพจรลมปราณสามัญหรือก็คือเส้นชีพจรลมปราณชีวิตอันเป็ลมปราณของคนปกติทั่วไปข้างกายตนผู้เป็บุรุษที่ไร้วาสนาจาก์ ผู้มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษตีบตันทั้งหมด แล้วกล่าวขึ้น
“เห็นแก่เ้าที่มีความชอบและถือว่าเป็สหายร่วมทุกข์ผู้หนึ่งข้าจะบอกต่อเ้าเพื่อประดับเป็ความรู้ก็แล้วกัน… มหาวิถีวจนะก็คือพลังปาฏิหาริย์ที่ได้มาจากร่างกายที่มีความพิเศษกว่าคนปกติทั่วไปและอาศัยการฝึกปรือขัดเกลากายที่ได้รับวาสนาฟ้าประทานเ่าั้ให้เข้าถึงแก่นของพลังเป็มหาวิถีที่ไม่สูบกลืนพลังธรรมชาติ และไม่สร้างความเสื่อมโทรมแก่โลกดั่งเช่นมวลมารเต๋าและเชนกล่าวง่ายๆ คือ มหาวิถีวจนะมาจากร่างกายและการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรให้แปรเปลี่ยนเป็พลังส่วนวิถีมารคือชิงพลังธรรมชาติเพื่อเปลี่ยนมาเป็พลัง"
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มู่ผิงเยว่จะทอดสายตามองหนทางที่มืดมิดตรงหน้าค่อยกล่าวต่อ
“มหาวิถีวจนะแบ่งแยกออกเป็สี่มหาวิถีอันประกอบด้วย วจนะยุทธ์ วจนะคาถา วจนะมุทรา และวจนะปัญญา…”
“…มหาวิถีวจนะยุทธ์ คือการใช้ร่างกายเป็ตัวกลางแห่งพลัง มีกายาที่แกร่งกร้าวดั่งโล่ห์โลหะ ศีรษะแข็งมิแพ้ลูกตุ้มมีสองเท้าที่หนักหน่วงราวค้อนเหล็ก สองแขนเปรียบดั่งทวนทองคำ สองฝ่ามือเทียบเทียมพัดไพลินสันมือมิต่างจากคมดาบ ดรรชนีดุจดั่งกระบี่ ทุกสัดส่วนร่างกายเปรียบเป็อาวุธ มีความเข้มแข็งทางกายภาพและส่งผ่านพลังทางกายภาพผ่านตัวกลางคืออากาศเข้าใส่เป้าหมายได้ ผู้ที่ฝึกมหาวิถีนี้จะเรียกว่าจอมยุทธ์…”
“ส่วนผู้ที่มีกล่องเสียงเป็ตัวกลางแห่งพลังทุกคำกระซิบมิต่างจากเสียงเพรียกหาของสรรพสิ่ง ทุกคำกล่าวราวกับว่าปฐีจะร่ำไห้ ทุกการคำรามเปรียบดั่งฟ้าพิโรธหนึ่งประโยคสยบคน สองประโยคสยบยอดคน สามประโยคประกาศศักดิ์ดาทั่วใต้หล้า นี่ก็คือมหาวิถีวจนะคาถาผู้ที่ฝึกมหาวิถีนี้จะถูกเรียกว่า จอมคาถา…”
“ต่อมาผู้ที่มีมือและดรรชนีเป็ตัวกลางแห่งพลังหนึ่งดรรชนีสยบไปทั่วใต้หล้า หนึ่งการเคลื่อนคล้อยฝ่ามือเปรียบดั่งการโยกย้ายชักนำพลังแห่งปาฏิหาริย์ไม่จำเป็ต้องเคลื่อนไหวมาก ไม่จำเป็ต้องพูดมาก ไม่จำเป็ต้องจดจำสิ่งใด ขอเพียงเคลื่อนฝ่ามือได้แลส่งดรรชนีเป็ก็จะปัดเป่าเภทภัย ขจัดมวลมาร นำพาแสงสว่างสู่โลก นี่ก็คือมหาวิถีวจนะมุทรา ผู้ที่ฝึกมหาวิถีนี้จะถูกเรียกว่าจอมมุทรา"
“และสุดท้ายมหาวิถีวจนะปัญญามหาวิถีที่ใช้สมองเป็ตัวกลางแห่งพลัง มิได้มีความแข็งแกร่งทางกายภาพดั่งเช่นจอมยุทธ์ไม่มีวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ดั่งจอมคาถา ไม่มีดรรชนีที่สยบทั่วใต้หล้าอย่างเช่นจอมมุทราแต่พวกมันคือเ้าแห่งปัญญา ที่มีความหลักแหลม พลิกแพลง แลมากด้วยสติ สู้ไม่เก่งแต่ปัญญาเปรียบดั่งอาวุธที่ไม่ว่าใครก็มิอาจมองข้ามมีพลังแห่งปัญญาสร้างค่ายกลที่สั่นะเืไปทั่วใต้หล้า พลังเพลงพิณ หมากล้อม ความสามารถด้านการรักษาความพิสดารแห่งปัญญายากหยั่งถึง พวกมันมิใช่แนวหน้าแห่งการรบ แต่ก็เปรียบดั่งมันสมองแห่งการรบผู้ที่ฝึกมหาวิถีนี้จะถูกเรียกว่า บัณฑิต”
มู่ผิงเยว่เงียบไปเล็กน้อยใช้มุทราส่องแสงสว่างเพื่อดูทางอีกครั้ง ค่อยกล่าวต่อ
“ทั้งนี้แต่ละมหาวิถียังแบ่งออกเป็ระดับขั้นแยกย่อย จอมยุทธ์ แบ่งออกเป็จอมยุทธ์ขั้นหนึ่งหรือที่เรียกว่า‘จอมยุทธ์เหนือสามัญ' จอมยุทธ์ขั้นสองหรือที่เรียกว่า‘ราชันยุทธ์’ จอมยุทธ์ขั้นสาม ‘เทพยุทธ์' และขั้นสูงสุดจอมยุทธ์ขั้นสี่หรือที่เรียกว่า‘ราชันย์เทวะยุทธ์'
ฮุ่ยจวินมองมู่ผิงเยว่
“แล้วท่านเล่าเป็จอมยุทธ์ระดับใด"
“ข้าในตอนนี้อยู่ระดับราชันย์ยุทธ์ชั้นต้น"
เมื่อกล่าวตอบเสร็จสรรพนางจึงกล่าวต่อ
“ในรายของจอมคาถาจะแบ่งระดับย่อยออกเป็สี่ระดับเช่นเดียวกัน ประกอบด้วย จอมปฐมคาถา จอมราชันย์คาถาจอมปรมะคาถา* และขั้นสูงสุดคือจอมเทวะคาถา
*(หมายเหตุ:ปรมะคาถา อ่านว่า ปอ-ระ-มะ-คา-ถา)
“ส่วนจอมมุทราก็จะแบ่งระดับแยกย่อยออกเป็สี่ระดับประกอบด้วยปฐมมุทรา บรมมุทรา ปรมะมุทรา และขั้นสูงสุดคือเทวะมุทรา”
เห็นฮุ่ยจวินเงียบฟังอย่างตั้งใจมู่ผิงเยว่นางก็กล่าวอย่างต่อเนื่อง
“ด้านบัณฑิตก็จะแบ่งย่อยออกเป็ระดับผู้มีปัญญาชั้นต้น หรือที่เรียกว่า ‘จอมบัณฑิต’ระดับผู้มีปัญญาชั้นกลาง หรือที่เรียกว่า‘มหาบัณฑิต’ และขั้นสุดท้ายระดับผู้มีปัญญาชั้นสูง ซึ่งบนผืนปฐีนี้ปรากฏไม่กี่ผู้ ยกตัวอย่างเช่น ท่านธรรมบาลปัญญากับเทพดาเร้นกายตั้วซุนหง คนเหล่านี้จะถูกเรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต”
ฮุ่ยจวินครุ่นคิด
“ที่แท้ท่านเทพดาเร้นกายก็เป็ถึงผู้มีปัญญาชั้นสูงในมหาวิถีวจนะปัญญามิน่าเล่าเื่การแพทย์และพลังค่ายกลเ่าั้ถึงได้สูงส่งลึกล้ำยิ่ง"
มู่ผิงเยว่ยังคงกล่าวอย่างต่อเนื่อง
“ซึ่งในแต่ละระดับแยกย่อยของแต่ละมหาวิถีก็ยังมีแยกย่อยลงไปอีกสามระดับชั้นนั่นก็คือ ชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง จะมีก็เพียงมหาวิถีวจนะปัญญาเท่านั้นที่ไม่มีการแบ่งระดับชั้นแยกย่อย"
ฮุ่ยจวินพึมพำออกมา
“ดูซับซ้อนมากมายยากจดจำได้หมดจริงๆ”
มู่ผิงเยว่ผงกศีรษะก่อนจะกล่าวต่อ
“และสุดท้ายก็คือการขยายความถึงวิธีที่จะเข้าสู่มหาวิถีแห่งวจนะได้ข้าเคยเกริ่นไปั้แ่ต้นแล้วว่า ผู้ที่จะสามารถมุ่งสู่มหาวิถีวจนะจะต้องมีร่างกายที่พิเศษหรือจะพูดให้ง่ายๆ ก็คือ ร่างกายที่มีวาสนาฟ้าประทาน”
ฮุ่ยจวินทวนคำ
“ร่างกายพิเศษฟ้าประทาน”
“ปกติคนเราจะมีจุดชีพจรลมปราณสามัญอยู่ทั่วทั้งร่างที่เปิดอยู่ชีพจรลมปราณสามัญเ่าั้คือจุดเชื่อมต่อระหว่างอวัยวะทั่วร่างกายโยงประสานเป็พลังชีวิตให้คนดำรงอยู่ได้คนมีชีวิตทุกผู้จะต้องมีจุดชีพจรชีวิตเหล่านี้เปิดอยู่ ทว่าคนที่เกิดมามีวาสนาฟ้าประทานและพิเศษกว่าคนอื่นจะมีจุดชีพจรลมปราณที่เปิดมากกว่าคนอื่น ซึ่งจุดชีพจรที่เปิดออกนอกเหนือจากชีพจรลมปราณสามัญจะถูกเรียกว่าจุดชีพจรลมปราณพิเศษ โดยจุดชีพจรลมปราณพิเศษนี้จะซ่อนอยู่ในร่างของทุกคน เพียงแต่อย่างที่ข้าเคยบอกว่ามันจะเปิดเฉพาะคนที่มีวาสนาเท่านั้นอีกทั้งมันมิใช่จุดชีพจรลมปราณที่เชื่อมเป็พลังชีวิตดังเช่นจุดอื่นๆ แต่มันคือจุดชีพจรลมปราณที่จะเชื่อมไปสู่พลังปาฏิหาริย์แห่งร่างกาย….
…..ซึ่งจุดชีพจรลมปราณพิเศษนี้มีด้วยกันทั้งหมดสี่จุดประกอบด้วย จุดชีพจรลมปราณบริเวณกึ่งกลางอก เรียกว่า ‘จุดมู่เสวีย' จุดชีพจรลมปราณบริเวณกล่องเสียงเรียกว่า ‘จุดเทียนติ่ง' จุดชีพจรลมปราณบริเวณหลังมือเรียกว่า ‘จุดโส่ว' และจุดชีพจรลมปราณบริเวณกึ่งกลางหน้าผากเรียกว่า ‘จุดเฉียนเอ๋อ'”
หยุดพักหายใจเล็กน้อยก่อนที่มู่ผิงเยว่จะกล่าวต่อ
“จุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดหนึ่งจุดจะเรียกว่า ผู้มีเส้นชีพจรลมปราณเหนือสามัญ..
…จุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดสองจุดจะเรียกว่า ผู้มีเส้นชีพจรลมปราณราชันย์
…จุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดสามจุดจะเรียกว่า ผู้มีเส้นชีพจรลมปราณเหนือราชันย์
…และหากจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดสี่จุดจะเรียกว่า ผู้มีเส้นชีพจรลมปราณเทวะ”
“และประเด็นสำคัญของการฝึกมหาวิถีแห่งวจนะอยู่ตรงนี้แม้มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดออก แต่มิใช่ว่าอยากจะฝึกมหาวิถีวจนะใดก็ได้ ต้องดูว่าคนผู้นั้นมีวาสนาอยู่ที่ใดหากมันมีจุดมู่เสวียที่เปิดอยู่จุดเดียว มันเพียงสามารถฝึกในมหาวิถีวจนะยุทธ์เท่านั้นเช่นเดียวกัน หากมันมีจุดเทียนติ่งเปิดอยู่จุดเดียว มันก็จะสามารถฝึกได้เพียงมหาวิถีของจอมคาถาเท่านั้นหากเหนือขึ้นไปหน่อย สมมุติว่าเป็ผู้มีเส้นชีพจรลมปราณราชันย์ คือมีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดอยู่สองจุดเช่นจุดโส่วกับจุดเฉียนเอ๋อ มันผู้นั้นก็จะสามารถฝึกได้สองมหาวิถีทั้งจอมมุทราและบัณฑิตอธิบายง่ายๆ ก็คือ จุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดที่จุดใดก็จะสามารถฝึกได้ในมหาวิถีนั้น”
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะแ่เบา
“ที่แท้ท่านก็มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสองจุดว่าแต่แม่นางมู่ ปฐีนี้มีผู้ใดที่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดทั้งสี่จุดหรือไม่"
มู่ผิงเยว่กล่าวว่า
“หนึ่งในแสนคนจะพบผู้มีเส้นชีพจรลมปราณเหนือสามัญซักคนหนึ่งในล้านคนจะพบผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณราชันย์ซักคน และหนึ่งในหลักสิบล้านคนจะพบผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณเหนือราชันย์ซักคนทว่าผู้ที่มีเส้นชีพจรลมปราณเทวะ ซึ่งเป็ชีพจรลมปราณขั้นสุดยอด บนปฐีนี้ข้าเคยเห็นเพียงผู้เดียว”
ฮุ่ยจวินปรากฏสีหน้าใคร่รู้อย่างปิดไม่มิด
“ผู้ใดหรือ?”
มู่ผิงเยว่หันมามองมันผ่านม่านความมืดแล้วกล่าวตอบ
“มหาเทวะ‘เทียนิ' เ้าแห่งนิกายเทวะวจนะ!”