บทที่ 27 เหอเสี่ยวลั่นไกปืน (รีไรต์)
ขณะที่ลั่วฉิงเทียนกำลังหมุนตัว เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ
[ฆ่าผู้มีพลังด้านความเร็ว 1 คน ระดับทักษะเพิ่มขึ้นสามทักษะ ทักษะยิงธนู เลเวล 4 ระยะยิงเพิ่มขึ้น 100 เมตร รวมระยะยิงทั้งหมด 1,000 เมตร ทักษะกับดัก เลเวล 2 ทักษะจิตัั เลเวล 1 ทักษะการเจริญเติบโต เลเวล 1]
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ร่างของลั่วฉิงเทียนที่ยืนอยู่สั่นสะท้าน เธอไม่อยากจะเชื่อ
ชายร่างเตี้ยคนนั้นเป็ผู้มีพลังด้านความเร็วด้วยเหรอ? ดูเหมือนว่าตอนนี้ผู้มีพลังบางคนเริ่มปรากฏตัวขึ้นแล้ว
ในวันสิ้นโลกทุกคนมีโอกาสที่พลังจะตื่นขึ้น เพียงแต่จะเร็วหรือช้าเท่านั้น เพราะการกลายพันธุ์ของพืชและสัตว์ทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า
เพื่อคัดเลือกเ้าของใหม่ของดาวสีน้ำเงิน พลังของมนุษย์ก็คือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่โลกจะมอบให้
ลั่วฉิงเทียนไม่ลังเล เธอรีบเดินทางอย่างรวดเร็วจนเห็นตึกหมายเลขสอง เธอลงจากเรือและแบกมันกลับเข้าไปในตึก
ในทันทีที่ลั่วฉิงเทียนเข้าไปในทางเดิน ผู้อยู่อาศัยที่กำลังทะเลาะกันอยู่ในทางเดินต่างพากันหุบปากเมื่อเห็นเธอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นลั่วฉิงเทียนเดินขึ้นบันได พวกเขาต่างถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว เปิดทางให้เธอเดินผ่านได้สะดวก
ขณะที่กำลังเดินขึ้นไปบนตึกชั้นสามทักษะพิเศษของเธอยังคงทำงานอยู่ ฉิงเทียนไม่เชื่อหรอกว่าคนพวกนี้จะลดความอาฆาตแค้นลง เพียงเพราะเกรงกลัวเธอ
เมื่อถึงที่สุด หากคนเราหิวจนถึงขีดสุด พวกเขาก็ทำได้ทุกอย่าง
ไม่ไกลจากตึกหมายเลขสอง เหอเสี่ยวก็ยังคงตกตะลึงกับตัวตนของฉิงเทียน
ในขณะที่ฝูงชนที่ล้อมรอบพวกเขาอยู่ก็เริ่มที่จะเคลื่อนไหวอย่างกระวนกระวายใจ เสิ่นอวิ๋นหรานกำปืนพกในมือแน่น
“อย่าเข้ามานะ พวกแกก็เห็นปืนพกในมือฉันแล้ว มันเป็ของพี่สาวจากชั้นสามสิบสามถ้าพวกแกกล้าเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันยิงทิ้งแน่!”
ขณะที่พูด เสิ่นอวิ๋นหรานก็ใช้แขนสะกิดเหอเสี่ยว
ในที่สุดเหอเสี่ยวก็รู้สึกตัว เขาจับปืนพกด้วยมือทั้งสองข้างและมองไปรอบ ๆ
“ใช่ อย่าเข้ามา ไม่งั้นฉันยิงทิ้ง!” เหอเสี่ยวไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งเขาจะต้องถืออาวุธปืนเผชิญหน้ากับคนจำนวนมากเช่นนี้เพื่อเอาชีวิตรอด
“ปัง!” ทันใดนั้น ปืนในมือของเหอเสี่ยวก็ลั่นไกออกไปโดยไม่รู้ตัว ะุพุ่งตรงไปที่หน้าอกของชายคนหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ชายคนนั้นมองไปที่หน้าอกของเขาด้วยความใ ก่อนจะหันไปมองเหอเสี่ยว จากนั้นร่างของเขาก็ร่วงลงไปในน้ำ
แรงสะท้อนของปืนทำให้ร่างของเหอเสี่ยวเซถลาไปด้านหลัง เกือบจะตกลงไปในน้ำ โชคดีที่ชายหนุ่มจากชั้นสามสิบเอ็ดคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน จึงทำให้ทรงตัวได้
คนรอบข้างที่ล้อมพวกเขาไว้ต่างตื่นตระหนก พวกเขาคิดว่าเหยื่อกลุ่มนี้คงไม่สู้แน่ แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้ายิงปืนจริง ๆ
พวกเขาไม่สนใจจะล้อมเหอเสี่ยวอีกต่อไป ไม่แม้แต่จะสนใจศพของชายร่างเล็กและคนที่เพิ่งถูกยิง พวกเขารีบพายเรือไม้และกะละมังที่อยู่ใต้เท้า หนีไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าทุกคนไปหมดแล้ว เหอเสี่ยวก็นั่งลงบนเรือยางด้วยความหวาดกลัว
“ฉันฆ่าคนเหรอ? ฉันฆ่าคนจริง ๆ เหรอ? ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันไม่รู้ว่าปืนลั่นได้ยังไง!”
เหอเสี่ยวพูดพลางมองไปที่คนข้าง ๆ ราวกับ้าปลอบใจตัวเองและอธิบายให้พวกเขาฟัง
เฉินอวิ๋นหรานพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“นายไม่ฆ่าพวกมัน พวกเรานี่แหละที่จะตาย! เมื่อกี้พี่สาวจากชั้นสามสิบสามบอกว่า ถ้าอยากมีชีวิตรอดในยุคนี้ ต้องลงมือทำเอง เข้าใจไหม? อย่าโง่ไปหน่อยเลย”
พูดจบ เสิ่นอวิ๋นหรานก็ค่อย ๆ สอดปืนพกเหน็บไว้ที่เอว แล้วเดินไปที่เครื่องยนต์และสตาร์ท
“น้ำมันเราไม่เยอะ เรือเร็วลำนี้เราต้องรักษาไว้ให้ดี! ตอนกลับพวกเราสี่คนต้องระวังรอบ ๆ ตัวให้ดี!”
เสิ่นอวิ๋นหรานเองก็เคยฆ่าคน พวกที่เคยข่มเหงเธอ ่นี้เธอหาโอกาสลงไปจัดการทีละคนจนครบทุกคนแล้ว
ดังนั้นตอนนี้เธอเห็นด้วยกับวิธีของลั่วฉิงเทียน จะมัวแต่พึ่งพาคนอื่นอย่างเดียวได้อย่างไร สู้ทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมายังไงก็ดีกว่า
ในที่สุด ทั้งสี่คนก็ขนเสบียงพร้อมกับเรือเร็วกลับมาที่ตึกหมายเลขสองดังที่คาดไว้ เมื่อเห็นพวกเขากลับมา ทุกคนในตึกหมายเลขสองต่างพากันดีใจ
เสิ่นอวิ๋นหรานยิงสกัดไปสองนัด จึงทำให้คนที่คิดจะแย่งอาหารสงบลงได้
และั้แ่นั้นเป็ต้นมาทุกคนในตึกหมายเลขสองต่างรู้ซึ้งถึงความจริงข้อหนึ่ง
คืออย่าไปยุ่งกับคนที่อยู่ชั้นสามสิบขึ้นไป
ทันทีที่เหอเสี่ยวกลับมาถึงห้อง ก็รีบใช้วิทยุสื่อสารหาลั่วฉิงเทียนทันที
“วีรสตรีหญิง ที่แท้เธอก็อยู่ชั้นสามสิบสามนี่เอง เยี่ยมไปเลยผมว่าแล้วว่ายังไงเราก็ต้องได้เจอกันอีก วีรสตรีหญิง เธอจะออกไปหาเสบียงตอนไหน พวกเราขอตามไปด้วยได้ไหม!”
เขาไม่สนใจเลยว่าเธอจะตอบกลับมาหรือไม่ เขายังคงส่งข้อความหาเธอไม่หยุด จนเธอปวดหัวไปหมด
เธอจึงเปิดวิทยุสื่อสารแล้วพูดว่า
“นายมีเวลามาก่อกวนฉันแบบนี้ ทำไมไม่ไปหาของที่ช่วยกันหนาวล่ะ”
พูดจบ เธอก็กดปิดวิทยุสื่อสารทันที เขาที่กำลังตื่นเต้นดีใจ พอได้ยินเสียงเธอพูดแบบนั้นก็วางวิทยุสื่อสารลง แล้วเริ่มตรวจดูของในบ้าน
พบว่าของที่ช่วยกันหนาวนั้นมีไม่มากนัก เขาจึงเรียกเพื่อนแล้วเล่าคำเตือนของเธอให้ฟัง พวกเขารีบวิ่งลงชั้นล่างไป เมื่อเห็นบ้านหลังหนึ่งที่ไม่มีคนอยู่ เขาก็ตรงเข้าไปขนเฟอร์นิเจอร์ไม้ในบ้านหลังนั้นออกมาทันที
ส่วนอันไหนที่ขนย้ายลำบาก เขาก็ใช้ขวานทุบแล้วเอาส่วนที่แตกออกไป พอกลับออกมา เขายังไม่ลืมเตือนคนที่อยู่ชั้นสามสิบและสามสิบเอ็ด
วันรุ่งขึ้น ระดับน้ำเริ่มลดลง ผู้คนที่ลังเลใจไม่กล้าออกจากบ้านต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดี
พวกเขารู้สึกว่าภัยพิบัติได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทุกอย่างกำลังจะกลับไปเป็เหมือนเดิม
ทว่า อากาศกลับเริ่มเย็นลง เสื้อผ้าที่ใส่ในฤดูใบไม้ร่วงนั้นไม่อาจต้านทานความหนาวได้อีกต่อไป ผู้คนในอาคารจึงเริ่มออกตามหาสิ่งของที่ช่วยคลายความหนาวอย่างไม่ลืมหูลืมตา
สามวันผ่านไป ระดับน้ำลดลงจนถึงชั้นสาม ในเวลาเดียวกัน หิมะก็เริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว บนอาคารทั้งหลังเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด
ทุกคนต่างหาห้องหลบภัยและพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะรักษาความอบอุ่นให้ตัวเอง
ที่ชั้นสามสิบสองเหอเสี่ยวและเสิ่นอวิ๋นหรานย้ายมาอยู่ด้วยกัน พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันชายหญิง มีเพียงมิตรภาพและการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพียงเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น
หิมะตกติดต่อกันสองวันก็หยุด แต่ภายนอกอุณหภูมิลดลงติดลบสามสิบองศา
เหอเสี่ยวกับเสิ่นอวิ๋นหรานหาเตาถ่านมาวางไว้ในบ้าน แล้วใส่เชื้อเพลิงลงไปเพื่อจุดไฟ หน้าต่างทุกบานในบ้านของเหอเสี่ยวถูกคลุมด้วยผ้าห่มหนา ทำให้ห้องที่มืดอยู่แล้วยิ่งมืดลงไปอีก
แต่ทั้งคู่ไม่ได้ใส่ใจ ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทุกอย่างก็ไม่สำคัญ
ที่พักของลั่วฉิงเทียนยังคงปลอดภัย อากาศภายนอกไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิภายในที่พักของเธอเลยแม้แต่น้อย
ในห้องของเธอมีระบบทำความร้อนสำรอง ตราบใดที่ยังเติมเชื้อเพลิงจำนวนมากลงในเตาผิงทุกวัน ห้องก็จะสามารถรักษาอุณหภูมิไว้ที่ประมาณ 26 องศา
แต่ลั่วฉิงเทียนไม่ได้เฉื่อยชา เพียงเพราะที่พักของเธอสะดวกสบาย เธอยังคงยืนกรานที่จะฝึกฝนทุกวัน