บทที่ 9ต้องพิษร้าย
สถานที่นี้เมื่อหมิงเหม่ยได้ลองพินิจพิเคราะห์อย่างถ้วนถี่แล้ว นางกลับพบว่ามันเหมาะสมนักที่จะใช้เป็นสถานที่สำหรับฝึกทักษะและวรยุทธในโลกเดิมที่ร่างกายนี้มิอาจทราบวิธีใช้งาน ตรงข้ามกับความรู้ของหมิงเหม่ยที่จดจำทุกกระบวนการฝึกฝนได้เป็นอย่างดี ทุกขั้นตอน ทุกรูปแบบ นางล้วนจดจำได้อย่างขึ้นใจ
เหตุที่สถานที่แห่งนี้แลดูเหมาะสมนั้น คิดแล้วมีหลายประการเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นความสงบเงียบทั้งยังห่างไกลจากผู้คนอย่างที่นางต้องการ ความเย็นสบายและอากาศที่บริสุทธิ์จากมหาธาราเบื้องหน้า เช่นเดียวกับน้ำตกขนาดยักษ์ที่ทำให้จิตใจของนางแลดูสงบอย่างน่าฉงนยามได้มองมัน
นอกจากนี้หลังจากได้ลองลิ้มรสผลประหลาดนั่นแล้ว เจ้ากระต่ายป่าที่ดูจะเป็นมิตรเอามากจนนางเองยังรู้สึกแปลกใจ ยังนำพานางให้พบกับผลประหลาดอีกหลายประการ ซึ่งนั่นยังรวมถึงสมุนไพรที่หากมิได้รับการแนะนำจากเจ้ากระต่ายน้อยแล้ว นางเชื่อเหลือเกินว่าต่อให้ควานหาจนชั่วชีวิต ก็ใช่ว่าจะสามารถพบเจอได้โดยง่าย
ผ่านไปสามวัน หนึ่งมนุษย์และหนึ่งอสูรดูคล้ายจะสนิทกันมากขึ้น จนนางกล้าที่จะตั้งชื่อให้มันว่า เสี่ยวหลาง
หลายวันที่ผ่านมานั้น นางได้ฝึกฝนร่างกายที่แลดูบอบบาง ทั้งยังไร้ซึ่งเรี่ยวแรงนี้ให้มีความแข็งแกร่งและพัฒนาไปมากเลยทีเดียว เหตุผลหลัก ๆ ที่การพัฒนาทางกายภาพของหมิงเหม่ยสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วนั้น ส่วนหนึ่งแล้วคงต้องขอบคุณความสามารถของเจ้าผลประหลาดนั้น ที่สามารถฟื้นฟูร่างกายรวมถึงสภาพจิตใจได้อย่างน่าอัศจรรย์
หมิงเหม่ยฝึกอย่างบ้าคลั่งทั้งการใช้ประกาศิตสีเลือดหรือการเคลื่อนไหวราวภูติพรายที่สร้างภาระอย่างมหาศาลให้ร่างกายของนาง เมื่อนางเหนื่อยอ่อนและเกิดความล้าสะสมเกินกว่าจะเคลื่อนไหวใด ๆ ได้ เนื้อในสีขาวโพลนจากเจ้าผลประหลาดนั่นก็จะพากันร่วงหล่นลงสู่ท้องของนางในทันที จากนั้นนางก็แค่เพียงรอเวลา ให้ร่างกายกลับมาปกติทั้งยังสมบูรณ์อีกครั้ง ก่อนจะเริ่มต้นฝึกฝนในรูปแบบเดิม ๆ ไปเรื่อย ๆ
เจ้ากระต่ายน้อยเสี่ยวหลางที่สามวันมานี้ มักจะอยู่ข้างกายนางอยู่เสมอ พลันเอียงคอมองไปยังร่างแสนบอบบางของมนุษย์หญิงเบื้องหน้าด้วยความสงสัย อ่า. .. ดูท่านางจะชอบผลไม้ของเจ้ากระต่ายน้อยมากไปหรือไม่ ? ดูเอาเถิด. .. สามวันที่ผ่านมา นางทานเข้าไปมากกว่ายี่สิบผลแล้วเห็นจะได้ ซึ่งนั่นเป็นจำนวนมากกว่าที่เจ้ากระต่ายน้อยได้ทานในรอบสัปดาห์เสียอีก
นานไปดูคล้ายร่างอันแสนบอบบางนี่กำลังพัฒนาอยู่ไม่น้อย นางดูมีน้ำมีนวลมากขึ้นมิได้ผอมแห้งราวไม้เสียบผีในกาลก่อน ผิวกายเปล่งปลั่งรับแสงตะวันราวภาพวาดวิจิตรที่มิต้องผ่านการปรุงแต่ง ณ ตอนนี้นางสามารถใช้งานประกาศิตสีเลือดได้คล่องแคล่วและนานขึ้นอยู่พอควรเลยทีเดียว เช่นเดียวกับประสาทการรับรู้และหการเคลื่อนไหวที่รุดหน้าไปอยู่หลายส่วน
นั่นนับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก ที่ทั้งวันทั้งคืนกว่าสามวันที่ผันผ่าน นอกจากทานเจ้าผลประหลาดและนอนพักผ่อนเอาแรงแล้ว หมิงเหม่ยได้ใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับการฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตาย หากร่างกายนี้ไม่หมดแรงและอ่อนล้าถึงขนาดมิอาจเคลื่อนไหวได้อีก หมิงเหม่ยจะไม่หยุดฝึกฝนอย่างเด็ดขาด
ใช่. .. หมิงเหม่ย เครื่องจักรสังหารที่ไร้ความรู้สึกเช่นนางล้วนทราบดี ถึงความเป็นจริงของโลกใบนี้ โลกที่ผู้แข็งแกร่งสามารถเยียบย่ำผู้ที่อ่อนแอได้โดยไร้ซึ่งความผิดใด ๆ ยังมิต้องกล่าวถึงเจ้าสิ่งที่เรียกว่าเวทย์ศาสตรานั่นเลย หากวัดกันที่วรยุทธและทักษะทางกายแล้ว ไม่แน่. .. ผู้คนในโลกใบนี้อาจเหนือล้ำกว่านางเสียอีก
เช่นนั้นแล้วหมิงเหม่ยจึงมิอาจประวิงเวลาหรือรั้งรอได้ นางต้องพยายามฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นในระดับที่สามารถเอาตัวรอด จากสถานการณ์อันตรายใด ๆ ก็ตามที่นางอาจเผชิญ และตอนนี้ก็ดูท่าจะประสบความสำเร็จไปหลายก้าวเลยทีเดียว แต่กระนั้นนางก็ยังมิอาจประมาทได้ เพราะถึงอย่างไรนางก็ยังมิได้ประมือกับคนของโลกนี้ ทั้งยังไม่นับรวมสิ่งที่กล่าวว่าเวทย์ศาสตรา ซึ่งนั่นน่าจะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหมิงเหม่ยเลยทีเดียว
“ข้าควรจะลองทดสอบกับเจ้าพวกนั้นดูบ้าง. ..” หมิงเหม่ยกล่าวออกมาเบา ๆ ณ ตอนนี้ร่างกายของนางคล้ายจะตามความเร็วของสายตานางได้อยู่หลายส่วน แตกต่างจากเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ไปมากนัก พลันนางนึกถึงเจ้าปลาที่แสนน่าโมโหพวกนั้น อา. .. นางควรทดสอบการพัฒนาของนางด้วยเจ้าปลาพวกนั้นดีหรือไม่ ?
อีกด้านหนึ่ง. ..
อีกฟากฝั่งของจุดที่หมิงเหม่ยและเจ้ากระต่ายน้อยเสี่ยวหลางอาศัยอยู่นั้น โดยมีกระแสธาราใหญ่โตกั้นขวางเอาไว้นั้น พลันบังเกิดเงาร่างของคนนับสิบ ภายใต้ชุดที่แนบชิดปิดสนิทไปทั่วทั้งร่าง เหลือเว้นไว้เพียงดวงตาที่กำลังสอดสายหมายหาบางสิ่งอยู่เพียงเท่านั้น
“เป็นอย่างไร พบร่างของนางหรือไม่ ?” ชายผู้หนึ่งพลันกล่าวออกมา
ชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างเคียงพลายส่วนศีรษะตอบด้วยความจนใจ กว่าสองวันที่ผ่านมาหลังได้รับคำสั่งให้มาตามหาศพของคนผู้หนึ่ง พวกมันก็ต่างเร่งฝีเท้าเพื่อติดตามและควานหาศพ บริเวณตีนน้ำตกที่แสนใหญ่โตอย่างน่าเหลือเชื่อนี้ แต่กระนั้นแม้พวกมันจะมีทักษะการสังเกตและค้นหาเป็นเลิศถึงเพียงใด แต่นั่นย่อมมิได้หมายความว่าจะสามารถควานหาศพของดรุณีน้อยได้ง่ายนัก ด้วยกระแสธาราใหญ่โตเกินกว่าจะคาดการณ์ทั้งความเชี่ยวกรากของสายน้ำ การค้นหาย่อมยากยิ่งกว่ายากไปมาก
“เช่นนั้นข้าจะนำเจ้ามีดเล่มนี้กลับไปหานายหญิงก่อน พวกเจ้าเองก็ค้นหาต่อไปสักสองถึงสามวันเถิด. .. หากไม่พบแล้วจริง ๆ จึงค่อยนำพากันกลับมา ข้าจะเป็นธุระช่วยพูดคุยกับนายหญิงให้เอง”
ชายชุดดำคนแรกพลันกล่าวขึ้น มือข้างหนึ่งของเขากำมีดเล่มงามที่เต็มไปด้วยลวดลายอาลักษณ์เฉพาะที่ดูเด่นชัดนัก ทั้งปลายของมีดเล่มนี้ยังพบกับคราบเลือดที่ดูแห้งกรัง คาดว่ามันคงได้ลิ้มลองเลือดของมนุษย์มาเพียงไม่นานนัก โดยมีดเล่มนี้เขาเองได้พบบริเวณด้านบนของน้ำตกสวรรค์หม่าซือ ใกล้กับที่พบโลงศพของดรุณีน้อยนางนั้นนั่นเอง
“รับทราบขอรับ” ชายชุดดำอีกคนพลันประสาทมือทำความเคารพ ก่อนจะกล่าวออกมา จากนั้นเขาก็พลันหายตัวไปอย่างรวดเร็ว เหลือทิ้งไว้เพียงชายชุดดำคนแรกที่กำลังครุ่นคิดอยู่ว่า หากมิอาจตามหาศพของดรุณีน้อยนางนั้นได้พบ เขาจะกล่าวเช่นไรกับนายหญิงที่แสนอำมหิตผู้นั้นดี
สวบบ. .. สวบบ. ..
ส่วนปลายของไม้แหลมพลันทิ่มแทงลงไปในสายน้ำอย่างรวดเร็ว แม้สายตาของมนุษย์ทั่วไปก็ใช่ว่าจะตามความเร็วนั้นได้ทันเลยแม้แต่น้อย ปลาอสูรขนาดเท่าท่อนแขนคาดว่าจะใช้ทักษะพิเศษเพื่อเคลื่อนหลบอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับกลายเป้นมันเองที่ประมาทจนเกินไป การทะลวงของไม้แหลมในครานี้นับว่ายิ่งกว่าที่คาดไว้มาก อันเป็นผลให้ส่วนปลายของไม้แหลมเสียบแทงทะลุร่างของมันในท้ายที่สุด
เจ้าปลาอสูรตนนั้นพยายามดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด ทั้งอยากเอาชีวิตรอดจากความตายที่กำลังมาเยือนในไม่กี่อึดใจนี้ ณ ตอนนั้น โลหิตสีเงินของมันพลันไหลหลั่งย้อมไปกับสายน้ำ ก่อนที่การดิ้นรนขัดขืนของเจ้าปลาอสูรจะค่อย ๆ เบาลง เบาลง และเบาลง จนสุดท้ายแล้วมันก็ขาดใจตายในเวลาต่อมา
“ยังช้าอยู่สินะ. ..” แม้จะออกล่าเจ้าปลาที่น่ารำคาญนี่จนเป็นผลสำเร็จ แต่ตัวหมิงเหม่ยเองกลับมิใคร่จะพอใจนัก ดูแล้วนางยังกระทำการเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีเจ้าปลานั่นได้ช้ากว่าที่นางคิดเอาไว้มาก เป็นเหตุให้การโจมตีมิได้ทะลวงโดนจุดตายของมัน มันเกือบหลุดรอดหนีไปได้ ก่อนจะสิ้นใจตายในเวลาต่อมาจากนั้นหมิงเหม่ยก็ได้เดินขึ้นมายังผืนดินอีกครั้ง พร้อมปลาอสูรที่ถูกเสียบทะลุบริเวณกลางลำตัวด้วยไม้แหลมที่นางทำขึ้น เลือดสีเงินของปลาอสูรยังคงไหลหลั่งออกมาอยู่พอควร ก่อนที่หมิงเหม่ยจะนั่งลงบนผืนหญ้าใกล้ ๆ นั้น นางมองเจ้าปลาอสูรในมืออยู่ครู่หนึ่ง พลางใช้ฟันที่ขาวสะอาดนั้นกัดลงไปยังเนื้อปลาอสูรสด ๆ ที่มิได้รับการปรุงแต่งแม้เพียงนิดนั้นในทันที
รสชาตินับว่าแย่ จนนางอยากที่จะสำรอกออกมา แต่กระนั้นเมื่อคิดถึงความจำเป็นแล้ว เนื้อปลานี่คาดว่าจะให้โปรตีนอยู่มาก ซึ่งโปรตีนจากเนื้อปลานี่เองที่จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อของหญิงสาวได้อยู่ไม่น้อย นางกลืนมันลงไปคำแล้วคำเล่าแรก ๆ อาจดูลำบาก แต่พอไม่นานนางก็ชาชินกับรสชาติที่แสนแย่ในท้ายที่สุดในโลกเดิมการทานเนื้อสด ๆ โดยมิได้รับการปรุงแต่งนั้น หมิงเหม่ยล้วนผ่านมันมาอย่างโชกโชนแล้ว เพราะปฏิบัติการในบางครั้ง นางอาจได้รับคำสั่งให้ไปอาศัยอยู่ในป่าเพื่อทำลายซึ่งแหล่งกบดานของเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนว่าด้วยเวลาที่มีน้อยนิด อาหารที่มีจำกัด การทานเนื้อสด ๆ เพื่อประหยัดขั้นตอนและเวลาจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
“เสี่ยวหลาง. .. เจ้าทานปลาหรือไม่ ?” หมิงเหม่ยหันหน้าไปทางเจ้ากระต่ายตัวน้อย ที่กำลังเอียงคอมองการกระทำของนางอีกครั้งด้วยความสงสัย พลันนางส่งมอบชิ้นเนื้อของเจ้าปลาอสูรให้เจ้ากระตายน้อย พร้อมกับกล่าวออกมาเบา ๆ
พรึบบ. .. พรึบบ. .
นอกจากเจ้ากระต่ายน้อยเสี่ยวหลางจะปฏิเสธอย่างทันควันเช่นการส่ายศีรษะด้วยความเร็วสูงแล้ว มันเองได้กระโดดถอยห่างไปอยู่เล็กน้อยด้วยเช่นกัน พลางทำที่ดูจะรังเกียจเจ้าเนื้อปลาที่หมิงเหม่ยหยิบยื่นให้อยู่มาก ขณะเดียวกันมันก็มุดหน้าลงไปเพื่อทานเจ้าผลประหลาดนั่นเช่นเดิม
อ๊ะ !!
“อึกกกกก. .. ความรู้สึกนี้ ?”
ทันใดนั้นหมิงเหม่ยพลันรู้สึกแสบร้อนบริเวณช่วงท้องของนางเป็นอย่างมาก มันมีความรู้สึกราวกับเปลวเพลิงกำลังแผดเผาอยู่ภายในนั้น ณ ตอนนั้นนางรู้ได้ทันทีว่านางกำลังพลาดอย่างมหันต์เสียแล้วแค่เพียงมันมีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาแซลมอนในโลกเดิม นางกลับทึกทักเอาเองว่าความอันตรายนั้นคงไม่มี พลันนึกได้ถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ อันเป็นภาพเจ้ากระต่ายน้อยเสี่ยวหลางที่โดดหนีทันทีเมื่อนางยื่นชิ้นเนื้อนั้นให้แก่เสี่ยวหลาง อ่า. .. เจ้าเสี่ยวหลางคงทราบดีถึงความอันตรายของเนื้อปลานั่น มันจึงมีทีท่ารังเกียจเช่นนั้นงั้นสินะ
พลาดแล้ว. .. พลาดแล้วจริง ๆ เหตุใดนางจึงมิหยิบยื่นเนื้อปลาเพื่อให้เจ้าเสี่ยวหลางได้ทดสอบ ก่อนที่นางจะกลืนมันลงท้องไปนะ ช่างเลินเล่อเสียจริง เป็นความประมาทที่ไม่น่าให้อภัยอย่างที่สุด นางตำหนิตัวเอง ขณะเดียวกันก็หยิบเจ้าผลประหลาดนั่นมาอีกครั้ง หมายจะทานเนื้อในของมันเพื่อขับไล่พิษร้ายที่กำลังเผชิญนี้
เสี่ยวหลางเองพลันกระโดดเข้ามาใกล้ด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดกันมนุษย์นางนี้จึงผันเปลี่ยนไป พลางมีสีหน้าที่ดูเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้ ดวงตาสีแดงเพลิงมองด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง พลันกระโดดหายเข้าไปในป่าเจ็ดดาราอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้ผล ??” หมิงเหม่ยกล่าวออกมา อาการแสบร้อนในท้องยังคงรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้นางจะทานเนื้อในของผลประลหาดนั่นไปแล้ว มันก็เพียงบรรเทาอาการ ไม่นานมันก็กลับมาแสบร้อนอีกครั้ง ทั้งยังแสบร้อนยิ่งไปกว่าเดิมเสียอีก
ทันใดนั้นเอง หมิงเหม่ยพลันหลับตาลงพร้อมตั้งสมาธิ นางพยายามเดินลมปราณภายในร่าง เพื่อปลดปล่อยกระบวนการทักษะที่ติดตัวมาพร้อมกับทักษะประกาศิตสีเลือด ใช่แล้ว !! มันคือทักษะการฟื้นตัวของนางเอง
เส้นลมปราณที่แน่นิ่งมิได้ขยับเคลื่อนไหวมาร่วมสิบห้าหนาว พลันสั่นสะเทือนอย่างน่าประหลาด ทีละจุดทีละจุด มันถูกเปิดออกด้วยคลื่นพลังบางอย่างที่มิอาจทราบที่มาได้ คลื่นพลังทั่วทั้งร่างหมุนวนประดุจเกลียวคลื่น กลายเป็นมวลพลังมหาศาลที่ต่างทะยานเคลื่อนที่ไปยังจุดตันเถียน จุดที่เป็นดั่งแกนกลางพลังภายในร่างของหมิงเหม่ยหรือผู้ที่มีพลังพิเศษในโลกเดิมแทบทุกคน
หากตอนนี้ผู้เป็นบิดาได้มาเห็นบุตรสาวกำลังนั่งสมาธิเพื่อปรับแต่งพลังภายในร่างแล้วล่ะก็ เขาเองคงมีใบหน้าที่แสดงออกถึงความตกตะลึงและเงียบงันราวคนบ้าใบ้เป็นแน่ จะเป็นไปได้อย่างไรที่ขยะไร้ค่าของตระกูลที่มีดีแค่เพียงใบหน้า จะสามารถควบคุมมวลพลังภายในร่างได้อย่างอิสระและชำนิชำนาญมากถึงเพียงนี้ ทั้งมันยังเป็นการเปิดออกซึ่งเส้นพลังลมปราณภายในร่างเป็นครั้งแรกอีกด้วย
สิ่งหนึ่งที่หมิงเหม่ยมิอาจรับรู้คือ ในโลกนี้การที่คนผู้หนึ่งสามารถเปิดเส้นลมปราณ และเคลื่อนย้ายพลังไปยังจุดตันเถียนได้นั้น นั่นก็หมายความว่าคนผู้นั้นได้กลายเป็นผู้ฝึกใช้เวทย์ศาสตราอย่างเต็มตัวแล้ว เพียงแต่มันยังเป็นสภาวะเริ่มต้นเท่านั้น หากโลกเดิมเวทย์ศาสตราก็คือพลังพิเศษที่หมิงเหม่ยและนักฆ่าหลาย ๆ คนต่างมีอยู่แล้วนั่นเอง
แตกต่างก็เพียงพลังพิเศษในโลกเดิมนั้นมีอย่างจำกัดและพัฒนาได้ช้า แตกต่างจากโลกแห่งนี้ที่เวทย์ศาสตราสามารถพัฒนาได้มากกว่า แข็งแกร่งกว่า และทรงพลังเพียงพอจะสะกดข่มแคว้นทั้งแคว้นได้เลยทีเดียว เฉกเช่นที่บิดาผู้นั้นของเยว่หมิงเหม่ยสามารถกระทำได้
ณ ห้วงเวลานั้นคิ้วดกดำประดุจจันทร์เสี้ยวของหมิงเหม่ยพลันขมวดเข้าหากัน เปลือกตาคู่งามภายใต้แพรขนงอนนั้นดูคล้ายจะขยับเคลื่อนไหวอยู่เล็กน้อย แต่ขณะเดียวกันก็ปรากฏความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อกายที่ไหลหลั่งออกมาดูราวกับนางเพิ่งตกน้ำมาเลยทีเดียว
การเดินสมาธิเพื่อรีดเร้นทักษะการรักษานี้ นับว่าได้ผลอยู่ในระดับหนึ่งแม้มิได้มากมาย แต่ก็พอจะประสบความสำเร็จอยู่มาก ผ่านไปนานเพียงใดหมิงเหม่ยมิอาจรู้ได้ ห้วงเวลาในระหว่างกำลังปรับโครงสร้างพลังและรักษาอาการผิดปกติภายในร่างนี้นับว่ารวดเร็วยิ่งนัก คล้ายดั่งฝันแต่ก็เป็นฝันที่นางยังคงครองสติได้อย่างดีเยี่ยม
การที่คนต่างโลกจะมิได้รับรู้ถึงความอันตรายของปลาอสูรนี้ก็มิได้นับว่าแปลกอันใด ผู้คนมากมายก็ต่างเคยถูกพิษร้ายของมันด้วยเช่นกัน สำหรับวิธีการแก้ไขนั้นนับว่าง่ายแสนง่าย เพียงก่อนจะทานเจ้าปลาอสูรนั้นให้ผู้ที่ต้องการทานมัน ได้ทานเจ้าสมุนไพรที่ชื่อว่า หญ้าไอพิษ
ด้วยสรรพคุณของหญ้าไอพิษที่มีพิษเช่นเดียวกัน พิษย่อมล้างพิษ มันเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ลบล้างพิษร้ายจากปลาอสูรได้อย่างชะงัก ทั้งยังหาง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย ดั่งที่ตอนนี้หลังหายตัวไปได้ระยะหนึ่ง เสี่ยวหลางก็ได้ปรากฏร่างอีกครั้ง พร้อมเจ้าหญ้าไอพิษจำนวนราวหนึ่งกำมือที่มันกำลังคาบเอาไว้
คราแรกมันคิดจะมอบให้กับมนุษย์หญิงที่ดูจะทุกข์ทรมานนั้น แต่แล้วเมื่อพบว่าใบหน้าของนางกำลังกลับคืนมาดังเดิม ทั้งความเปลี่ยนแปลงบางอย่างภายในร่างที่คล้ายจะดีขึ้นมาก เสี่ยวหลางเองจึงทำเพียงปล่อยเจ้าหญ้าไอพิษนั้น เอาไว้บริเวณข้างกายของนางเท่านั้น ส่วนตัวมันเองพลันกระโดดถอยห่างไปอยู่เล็กน้อย พลางเฝ้าดูมนุษย์หญิงเบื้องหน้าด้วยดวงตาสีเพลิง นิ่งค้างอยู่เช่นนั้นนานนับคืนวัน. ..